Get Adobe Flash player

เบี้ยแก้ (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:


 

                หลวงปู่บุญ ท่านได้ศึกษาวิชาสร้างเบี้ยแก้มาจากหลวงปู่แขก  (ชีปะขาว)  สมัยเดียวกับหลวงปู่รอด วัดนายโรง  (วัดสัมมัชผล)  ต.บางบำหรุ  อ.ตลิ่งชัน  กรุงเทพฯ  ลักษณะโดยทั่วไปของเบี้ยแก้สองสำนักนี้จึงคล้ายคลึงกันมากที่สุด

                วิธีสร้าง การสร้างเบี้ยแก้ก็คือ การบรรจุปรอทที่ปลุกเสกแล้วเข้าไปในตัวเบี้ยจั่น  แล้วหาวิธีอุดเอาไว้ไม่ให้ปรอทหนีออกมาข้างนอกได้  ฉะนั้น  เกี่ยวกับการใช้ปรอทสร้างเบี้ยแก้ จึงมีลักษณะตรงกันข้ามกับการทำลูกอมปรอทลูกสะกดปรอท  พระปรอท  และเมฆสิทธิ์ลักษณะต่างๆ เพราะอิทธิวัตถุเหล่านี้ใช้ปรอทแข็ง  ซึ่งเป็นปรอทผสมกับโลหะต่างๆ เช่น  ทองแดง  เงิน  และทองคำ  เป็นต้น  บางทีก็เรียกว่า  ปรอทที่ฆ่าตายแล้ว”  ซึ่งจะมีความหมายลึกซึ้งประการใดก็ยังไม่ทราบแน่ชัดนัก  ส่วนปรอทที่ใช้บรรจุในตัวเบี้ยจั่น  นั้นเป็น  ปรอทเป็น  หรือ ปรอทดิน  เวลาเขย่าเบี้ยแก้ใกล้ๆ หู  จะได้ยินเสียงปรอทกระฉอกไปมา  เสียงดัง  ขลุกๆ”  ซึ่งเรียกว่า  เสียงขลุก  ของปรอท  ดังชัดบ้างไม่ชัดบ้าง  ขึ้นอยู่กับปริมาณปรอทที่บรรจุปริมาตรของโพรงในท้องเบี้ย  และอุณหภูมิฤดูกาลในขณะนั้นๆ ถ้าหากการสร้างเบี้ยแก้กระทำในฤดูร้อน บรรจุปรอทมากจนเต็มปริมาตร และเขย่าฟังเสียงในอากาศร้อนๆ จะฟังเสียงไม่ค่อยได้ยินเลย  แต่เบี้ยแก้ตัวเดียวกัน ลองเขย่าในฤดูหนาวที่อากาศเย็นๆ จะได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น

                เวลานำปรอทที่ปลุกเสกแล้ว ก็กรอกลงไปในท้องเบี้ยจั่นพอประมาณ  เอาชันโรงใต้ดินที่ปลุกเสกแล้วอุดยาบริเวณปากร่องใต้ท้องเบี้ยให้สนิทเรียบร้อย  แล้วจึงหุ้มด้วยผ้าแดงที่ลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกแล้ว  เสร็จแล้วจึงเอาด้ายถักหุ้มเป็นลวดทองแดงขดเป็นห่วง  เพื่อให้ใช้คล้องสร้อยแขวนคอ  หรือทำเป็นสองห่วงไว้ใต้ท้องเบี้ย  เพื่อร้อยเชือกคาดเอว

                เบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว  ต่างกับเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง  ตรงที่หุ้มผ้าแดงลงอักขระ เพราะของหลวงปู่รอดใช้แร่ตะกั่วหุ้ม  แล้วจึงลงอักขระลงบนพื้นตะกั่วรอบตัวเบี้ยอีกครั้ง  การที่ทราบเช่นนี้ได้ก็เพราะ มีผู้อุตริสอดรู้สอดเห็นบางคน  เคยผ่าเบี้ยแก้ของทั้งสองสำนักนี้ดู  จึงได้ปรากฏหลักฐานการห่อหุ้มอิทธิวัตถุชั้นในภายใต้ด้ายถักลงรัก  ซึ่งเป็นเปลือกหุ้มด้านนอกดังกล่าว

                ลักษณะการถักด้ายหุ้มด้านนอกเท่าที่สังเกตดู  ถ้าเป็นเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญ  จะมีการถักด้ายหุ้มตลอดตัวเบี้ย และเป็นลายถักเรียบๆ สม่ำเสมอกันตลอดตัวเบี้ย  ส่วนเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด  จะปรากฏทั้งแบบที่ถักด้ายหุ้มตลอดตัวเบี้ย  กับถักเว้นวงกลมไว้บริเวณกลางหลังเบี้ย  และลายถักนี้ก็มีทั้งแบบลายเรียบสม่ำเสมอกันแบบลายสอง  (เป็นเส้นสันทิวขนานคู่แบบผ้าลายสอง)  แต่ข้อสังเกตอันนี้จะถือเป็นกรณีแน่ชัดตายตัวนักไม่ได้  เพราะคาดว่าลักษณะการถักดังกล่าวคงจะมีปะปนกันทั้งสองสำนัก    เสียง  ขลุก”  ของปรอท  จากการสังเกตเสียงขลุกของปรอทในขณะที่เขย่าเบี้ยแก้ที่ริมหู  จะได้ยินเสียงการกระฉอกไปมาของปรอทภายในท้องเบี้ย สำหรับของจริงของสองสำนักดังกล่าวนี้จะมี “เสียงขลุก”  คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ  จะมีลักษณะเป็นเสียงกระฉอกของปรอทซึ่งสะท้อนไปสะท้อนมาหลายทอด หรือหลายจังหวะ  ชะรอยการบรรจุปรอทลงในเบี้ยแก้จะต้องมีเทคนิค หรือกรรมวิธีที่แยบคายบางประการ เช่น  บรรจุปรอทในปริมาณที่พอดีกับปริมาตรภายในห้องเบี้ย กล่าวคือให้เหลือช่องว่างไว้พอสมควรให้ปรอทได้มีโอกาสกระฉอกไปมาได้สะดวก และน่าจะเป็นการบรรจุปรอทในฤดูร้อน ตอนกลางวัน เพราะอุณหภูมิในห้วงเวลานั้นๆ ปรอทจะมีสภาพขยายตัวมากเมื่อได้รับการบรรจุแล้ว  ปรอทก็จะลดตัวลงตามฤดูกาล ทำให้เกิดช่องว่างภายในท้องเบี้ยเพิ่มขึ้น  สะดวกแก่การกระฉอกหรือคลอน

                เบี้ยแก้บางตัวจะมีเสียงขลุกไพเราะมาก  เป็นเสียงขลุกที่มีหลายจังหวะ  และหลายแบบ  คือมีทั้งเสียงหนัก และเสียงเบา สลับกัน อุปมาเสมือนนักร้องที่มีลูกคอหลายชั้น หรือนกเขาเสียงคู่  เสียงเอกที่มีลูกเล่นหลายชั้น ส่วนเบี้ยแก้บางตัวที่บรรจุปรอทน้อยเกินไป  การกระฉอกของปรอทคล่องแคล่วดีแต่เสียงขลุกขาดความหนักแน่น ตรงกันข้ามกับเบี้ยแก้บางตัว  บรรจุปรอทมากเกินไป  การกระฉอกหรือคลอนจึงมีน้อย  จนเกือบสังเกตไม่ได้

                “เบี้ยแก้” ของหลวงปู่บุญนั้นนับว่าเป็นของขลังที่มีกิตติคุณลือกระฉ่อน ในด้านประสบการณ์และอภินิหารมากอย่างหนึ่ง และดูเหมือนเป็นมงคลวัตถุที่มีผู้นำไปใช้มากที่สุดก็ว่าได้ เพราะในยุคนั้น จะมีบรรดาชาวบ้านขอให้ท่านทำให้จำนวนไม่น้อย คนนครชัยศรีถ้าบ้านไหนมีลูกชาย ลูกสาวจำนวนเท่าใด ก็มักจะขอให้หลวงปู่ทำเบี้ยแก้ให้จำนวนเท่ากับบุตรที่มี เพื่อมอบให้ลูกหลานไว้ใช้ ทั้งนี้เพราะเชื่อมั่นในพุทธคุณเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญมาก และเป็นมงคลวัตถุที่หวงแหนกันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเม็ดยาวาสนา หรือยาจินดามณี ซึ่งเป็นยาช่วยชีวิต หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ให้กันง่ายๆ ดังนั้น ผู้ที่แสวงหาจึงควรตระหนักไว้ในข้อนี้ด้วย มิใช่จะได้กันมาง่ายๆ พึงระมัดระวัง เพราะของปลอมมีระบาดกลาดเกลื่อน  

                วิชาเบี้ยแก้ ของหลวงปู่บุญนั้น เป็นที่ไขว้เขวกันมาก บางคนเข้าใจกันว่า หลวงปู่บุญศึกษาจาก หลวงปู่รอด บางคนก็เข้าใจว่า หลวงปู่บุญ และหลวงปู่รอด วัดนายโรงศึกษาจากหลวงปู่แขก ชีปะขาว นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าว่า หลวงปู่บุญได้วิชาจากหลวงปู่แขก วัดบางบำหรุ ซึ่งได้วิชาเบี้ยแก้จากพวกโจรที่มานอนใต้ถุนกุฏิของท่านได้ยิน พวกโจรคุยกันถึงอานุภาพของปรอทใส่ไว้ในเบี้ย ท่านจึงสนใจขอศึกษาวิชานี้ไว้จากพวกโจร แต่จากเรื่องเล่าลือหลายกระแสนี้ ก็นับว่ามีประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าได้มาก

                หลวงปู่แขก วัดบางบำหรุ อดีตเป็นเจ้าอาวาสรุ่นก่อนเก่าของวัดบางบำหรุ จากปากคำของ พระครูธรรมวิจารณ์ (ชุ่ม) อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม บางกอกน้อย ซึ่งเล่าความให้ฟัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ขณะอายุได้ ๙๗ ปี พรรษาได้ ๗๑ นั้นกล่าวว่า หลวงปู่แขก วัดบางบำหรุ เป็นพระที่มาจากนครชัยศรี หลวงปู่รอด วัดนายโรง เล่าให้ท่านฟังว่า ได้ศึกษาวิชาเบี้ยแก้จากหลวงปู่แขก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัด บางบำหรุ ขณะที่หลวงปู่แขกมาอยู่วัดบางบำหรุนั้น ท่านอยู่ในสมณเพศ และท่านธุดงค์มาจากนครชัยศรี พื้นเพเดิมท่านเป็นชาวอยุธยา เป็นสหายกันกับ พระปลัดปาน วัดตุ๊กตา และ พระปลัดทอง วัดกลางบางแก้ว ส่วนท่านธุดงค์จะมาจากวัดตุ๊กตา หรือคงคาราม (วัดกลางบางแก้ว) นั้นไม่ทราบแน่ชัด ส่วนหลวงปู่บุญนั้น ท่านพระครูธรรมวิจารณ์ (ชุ่ม) เล่าว่าวิชาการต่างๆ นั้น ได้ศึกษาจากทั้งพระปลัดปานวัดตุ๊กตา อันเป็นองค์อุปัชฌาย์ของท่าน และพระปลัดทอง อันเป็นอาจารย์โดยตรงของท่านที่วัดกลางบางแก้ว

                สำหรับหลวงปู่แขก ชีปะขาวนั้น พลเรือนตรี เสนาะ สมิตะเกษตรริน ร.น. ได้ทราบจาก นายห้อย ลูกชายตากัน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ตากันผู้นี้เป็นผู้มีชื่อเสียงว่า มีวิชาอาคมเก่งกล้า เคยเป็นโจรสลัด แล้วภายหลังกลับตนเป็นคนดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ อ่าวตากัน พลเรือตรีเสนาะ สมิตตะเกษตรริน ร.น. ได้เล่าให้พันเอก (พิเศษ) ประจญ กิติประวัติ ฟังว่า นายห้อยซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงพ่ออี๋ เล่าว่า หลวงพ่ออี๋ท่านได้ศึกษาวิทยาทำปลัดขิกมาจากหลวงปู่แขก ซึ่งเป็นชีปะขาว ผู้เรืองวิทยาคุณมาก หลวงปู่แขกไม่มีครอบครัว หรือถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นที่พำนักหลักแหล่ง คือเป็นอนาคาริก ร่อนเร่พเนจรไปในที่ต่างๆ เรื่อยๆ ไป ในลักษณะคล้ายคนร้อนวิชา เคยมาพักอยู่กับหลวงพ่ออี๋ ที่วัดสัตหีบ ในสมัยที่หลวงพ่ออี๋ยังไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส นายห้อยได้เล่าคุณธรรมหลวงพ่ออี๋ที่เกี่ยวกับหลวงปู่แขก ประการหนึ่งว่า หลวงพ่ออี๋ปฏิบัติกับหลวงปู่แขกผู้เป็นอาจารย์ด้วยกตัญญูกตเวทีธรรมอันดี เป็นที่เลื่องลือกันมาจนทุกวันนี้ เช่น ท่านบิณฑบาตได้อาหารมา ก็จะเอามาแบ่งให้หลวงปู่แขกรับประทานเสียก่อนทุกวัน

                จากข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้พอจะอนุมานได้ว่า การศึกษาวิชาเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญนั้นมีข้อยุติที่ว่า ท่านได้ศึกษามากับพระปลัดทอง และพระปลัดปานอาจารย์ของท่านนั่นเอง ส่วนเบี้ยแก้ของปู่รอดวัดนายโรงนั้น หลวงปู่รอดท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงปู่แขก วัดบางบำหรุ และวิชาเบี้ยแก้ทั้งของหลวงปู่แขก วัดบางบำหรุ พระปลัดทอง วัดกลางบางแก้ว พระปลัดปาน วัดตุ๊กตา นั้นย่อมจะเป็นวิชาที่เหมือนกัน ด้วยทั้งสามท่านเป็นสหายกันมาก่อน หรืออาจเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันได้

                ดังนั้นลักษณะเบี้ยแก้ ตลอดจนกรรมวิธีการทำของหลวงปู่บุญ และหลวงปู่รอด จึงมีความเหมือนกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก นอกจากดูลักษณะการถักหุ้มภายนอกเท่านั้นเอง

                เบี้ยแก้ของสำนักวัดนายโรง ไม่มีผู้สืบทอดโดยตรง แต่สำนักวัดกลางบางแก้ว มีพระเกจิสืบทอดมาอย่างน้อยๆ ก็ ๒ รุ่น คือ หลวงปู่เพิ่ม ศิษย์เอกก้นกุฏิของหลวงปู่บุญ และ หลวงปู่เจือ ศิษย์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เพิ่มอีกต่อหนึ่ง เพราะเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการทำเบี้ยแก้ของหลวงปู่เพิ่มนั่นเอง

                เบี้ยแก้ของสำนักอื่นๆ

                นอกจากเบี้ยแก้ของสำนักวัดกลางบางแก้วของหลวงปู่บุญ  และของหลวงปู่รอด  วัดนายโรงแล้ว  ยังมีของสำนักอื่นๆ อีก  เช่น เบี้ยแก้ วัดคฤหบดี  วัดอยู่ในคลองบางกอกน้อยเช่นเดียวกันกับวัดนายโรง แต่ยังสืบทราบความเป็นมาของการสร้างเบี้ยแก้ได้ไม่ชัดเจน นัยว่าหลวงพ่อผู้สร้างเบี้ยแก้เป็นศิษย์ของหลวงปู่รอด วัดนายโรงนั้นเอง  เบี้ยแก้ของวัดคฤหบดีจัดว่าเป็นเบี้ยแก้รุ่นเก่ารองลงมาจากสองสำนักดังกล่าว

                ลักษณะของเบี้ยแก้วัดคฤหบดีนั้นเท่าที่ทราบ และพิจารณาความจริงของจริงมาบ้างนั้นเข้าใจว่าสัณฐานของตัวเบี้ยค่อนข้างจะเบากว่าของวัดกลาง และของวัดนายโรงสักเล็กน้อย  แต่ถ้าค่อนข้างเล็กมากก็กล่าวกันว่า  จะเป็นของหลวงปู่แขก  เส้นด้ายที่ถักหุ้มตัวเบี้ยของวัดคฤหบดี  ค่อนข้างหยาบกว่าของวัดนายโรง  และมีทั้งลงรักปิดทอง และลงยางมะพลับ  (สีน้ำตาลไหม้คล้ำ)  ลักษณะการถักหุ้มคงมีสองแบบคือ  แบบถักหุ้มทั้งตัวเบี้ย กับ  แบบถักเหลือเนื้อที่เป็นวงกลมไว้หลังเบี้ย  และเสียง  ขลุก  ของปรอทมีจังหวะ และน้ำหนักของเสียงน้อยกว่าของสองสำนัก(ยังมีต่อ)