Get Adobe Flash player

หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

 

 

                หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หรือ พระธรรมมุนี ท่านเริ่มสร้างวัตถุมงคลประเภทพระเครื่องขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อหาทุนสร้างพระอุโบสถวัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ที่ชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากสร้างมาเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๐

                ในครั้งนั้น หลวงพ่อแพท่านได้ปรารภเรื่องการก่อสร้างพระอุโบสถใหม่กับ "หลวงพ่อสี วัดพระปรางค์" พระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงของสิงห์บุรี ในยุคนั้นท่านได้แนะนำให้สร้าง "พระกลีบบัว และแหวนชายหญิง" ด้วยเนื้อโลหะขึ้นสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์

                ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อแพจึงได้ร่ำเรียนวิชาการสร้าง การหล่อพระต่างๆ กับหลวงพ่อสี ที่วัดพระปรางค์อยู่ ๑๕ วัน จึงกลับมาจัดพิธีหล่อหลอมขึ้นที่วัดพิกุลทอง เสร็จแล้วนำไปถวายหลวงพ่อสีปลุกเสก จนปรากฏกิตติคุณแห่งความเข้มขลัง ได้รับความนิยมจากพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก

                ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อแพก็กลายเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง สร้างพระเครื่องรางของขลังสืบเนื่องมาจนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ.  ๒๕๔๒ ทำให้พระเครื่อง และวัตถุมงคลของท่านมีมากมายนับร้อยพิมพ์ และทุกรุ่น ทุกพิมพ์ ล้วนมี "พุทธคุณ" สูงเยี่ยมในทุกๆ ด้าน

                ประสบการณ์ปาฏิหาริย์แห่งความเข้มขลัง เป็นที่เลื่องลืออย่างกว้างขวาง ทั้งชาวไทย ตลอดจนชาวต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ต่างก็เคยได้สัมผัสกิตติคุณของหลวงพ่อแพเป็นอย่างดี

                ด้วยศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อแพ จึงทำให้มีผู้เสาะหาวัตถุมงคลของหลวงพ่อแพอย่างกว้างขวาง ค่านิยมในพระเครื่องของหลวงพ่อแพบางพิมพ์จึงสูงถึงหลักหมื่น จนถึงหลักแสน ก็ยังหาบูชาได้ยาก เหตุนี้จึงทำให้เกิดมีของทำเทียม เลียนแบบวัตถุมงคลของหลวงพ่อแพมากมาย

                แม้หลวงพ่อแพจะละสังขารไปแล้ว ๑๖ ปี แต่ในยุคดิจิตอลที่สังคมออนไลน์เฟื่องฟูติดต่อกันได้โดยง่ายเพียงแค่คลิกนิ้วลงบนเม้าท์ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้หลายคนได้รู้จักชื่อ "หลวงพ่อแพ" มากขึ้น แม้จะเป็นเด็กรุ่นหลัง เกิดไม่ทัน โตไม่ทันที่จะเห็นท่านก็ตาม เหตุเพราะหลวงพ่อแพ ท่านเป็นพระภิกษุนักพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัด และพัฒนาชุมชนด้านสาธารณประโยชน์ หลวงพ่อแพท่านอุทิศตนเพื่อสังคมจริงๆ เช่น สร้างแหล่งน้ำ สร้างถนน สร้างสถานีอนามัย สร้างโรงเรียน ฯลฯ

                ที่สำคัญไปกว่านั้น หลวงพ่อแพท่านยังเป็น พระภิกษุที่มากไปด้วยพุทธคุณขมังเวทย์ จนเป็นที่ศรัทธาของคนเมืองสิงห์บุรี ขจรขจายไปยังประชาชนทั่วประเทศ และต่างประเทศ   มีลูกศิษย์ลูกหามากมายจนไม่อาจนับจำนวนได้อยู่ทั่วทุกมุมโลก

                ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าหลวงพ่อแพท่านจะออกวัตถุมงคลชนิดใด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปที่เสาะหามาครอบครอง ที่สำคัญ วัตถุมงคลของหลวงพ่อแพ มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง นับเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่าจะนำไปใช้ในทางใด หรือในทุกทาง ก็สามารถใช้ได้ตามใจปรารถนา และสัมฤทธิ์ผลทุกประการ ชนิดที่เรียกว่า "มีพุทธคุณครอบจักรวาล" เลยทีเดียว

                มากกว่าครึ่งศตวรรษ หรือมากกว่าครึ่งชีวิตของท่าน ที่หลวงพ่อแพดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง คือ ยาวนานถึง ๖๘ ปี ท่านได้ประกอบหิตานุหิตประโยชน์แก่พระศาสนา แก่สังคมชาวโลก ทั้งภายในวัดพิกุลทอง และที่อื่นๆ มากมาย ดังผลงานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

                ในด้านการปกครอง ก็ปกครองด้วยความเมตตากรุณาต่อพระภิกษุสามเณร ตลอดจนบุคคลในวัด แบบพ่อปกครองลูก

                ด้านการศึกษา ท่านก็ให้การสนับสนุนทั้งทางโลก และทางธรรม แต่ให้ถือด้านพระปริยัติธรรมเป็นหลัก

                ชาวพุทธบริษัท และประชาชนทั่วไป ท่านก็ให้เมตตาธรรม อบรมสอนสั่งด้วยธรรมปฏิบัติ โดยฐานะที่ท่านยึดหลักการบำเพ็ญประโยชน์เป็นที่ตั้ง มีความจริงใจต่อพระศาสนา ท่านจึงได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ อุทิศตนเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และชาวโลกอย่างแท้จริง ควรที่พวกเราจะได้รับรู้เรื่องราวของท่าน และเชิดชูให้เป็นที่ปรากฏยาวนานชั่วลูกหลานเหลนโหลนสืบไป

                พระธรรมมุนี หรือ “หลวงพ่อแพ เขมังกโรมีนามเดิมว่า แพ ใจมั่นคง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ตรงกับขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ณ บ้านสวนกล้วย เลขที่ ๙๓/๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี บิดาชื่อ นายเทียน ใจมั่นคง มารดาชื่อ นางหน่าย ใจมั่นคง มีพี่น้องร่วมสายโลหิต ๔ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง

                เมื่ออายุได้ ๘ เดือน โยมมารดาผู้ให้กำเนิดได้ถึงแก่กรรม ดังนั้น นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ สามีภรรยาซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ได้ขอเด็กชายน้อยๆ ที่มีอายุเพียง ๘ เดือน จากนายเทียน ใจมั่นคง โยมบิดาผู้บังเกิดเกล้า โดยรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม

                เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรม (นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์) ได้นำเด็กชายแพไปฝากอยู่วัดกับสำนักอาจารย์ป้อม เพื่อที่จะศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม คือ การเรียนภาษาไทย ภาษาขอม นอกจากนั้น ยังได้เรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจ ทางธรรมก็มีพระมาลัยสูตร และยังได้หัดอ่านพระธรรมเจ็ดคัมภีร์

                ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรมได้ส่งไปศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ การศึกษาในกรุงเทพฯ ขั้นแรกได้เริ่มเรียนหนังสือโบราณท่องสนธิ (อัตโถ อักขระสัญญโตฯ), เรียนมูลกัจจายนสูตร เป็นเวลา ๑ ปี ต่อมา ก็ไปเป็นนักเรียนบาลีไวยากรณ์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

                ครั้นต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อศึกษาหาความรู้จนอายุได้ ๑๖ ปี ก็ได้เดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมเยียนโยมบิดาผู้ให้กำเนิด และโยมบิดา-มารดาบุญธรรม เมื่อบุพการีทั้งสามของท่านเห็นว่าท่านโตพอสมควรแล้ว จึงได้ให้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ณ วัดพิกุลทอง ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง (ในขณะนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์

                ครั้นเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็ได้เดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงคราม ตามเดิม จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ท่านสามารถสอบไล่นักธรรมชั้นตรีได้ (ในสมัยนั้นผู้เข้าสอบต้องอายุ ๑๙ ปีจึงจะมีสิทธิ์ เข้าสอบได้) นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ต่อไปอีก จนสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ นับว่าได้นำเกียรติมาสู่วัดชนะสงคราม เป็นอย่างมาก จากนั้นท่านได้ไปเล่าเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ โดยเป็นศิษย์ของ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)

                ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ นายเทียน ใจมั่นคง บิดาผู้บังเกิดเกล้าก็ได้ถึงแก่กรรม ท่านจึงเดินทางกลับไปจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อจัดการศพโยมบิดา แล้วกลับมาอยู่วัดชนะสงครามเช่นเดิม

                สามเณรเปรียญแพ ขำวิบูลย์ ได้ทำการอุปสมบท เมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ในวันขึ้น ๖ ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันพุธที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ณ พระอุโบสถวัดพิกุลทอง โดยมีพระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, ท่านพระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า เขมังกโร แปลว่า ผู้ทำความเกษม

                ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว พระแพ เขมังกโร หรือ พระมหาแพ ก็ได้เดินทางกลับสู่วัดชนะสงคราม เพื่อตั้งใจศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ให้ได้ในระดับสูงที่สุด เพื่อที่จะได้นำความรู้ ความสามารถที่ได้ฝักใฝ่ศึกษาเล่าเรียนนั้น นำไปสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่า และประโยชน์ต่อชุมชน และพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ พระมหาแพ เขมังกโร พยายามที่จะศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ อ่านหนังสือตำราเรียนอยู่เสมอ และในปีเดียวกันนั้นท่านสอบนักธรรมชั้นโทได้

                โดยความมุมานะพยายาม โดยอาศัยแสงสว่างจากเทียนไข หรือตะเกียง โดยส่วนมากเพราะสาเหตุนี้ นัยน์ตาอันเป็นส่วนสำคัญของสังขาร ก็เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ตรากตรำอ่านหนังสือมากเกินไปในที่สุด นายแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้แนะนำไม่ให้อ่านหนังสืออีกต่อไป มิฉะนั้น นัยน์ตาอาจพิการได้

                ดังนั้นภายหลังจากสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยคแล้ว การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมก็ต้องยุติลง แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีใจใฝ่การศึกษา พระมหาแพ เขมังกโร จึงได้ศึกษา และปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานในสำนักของพระครูภาวนาฯ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จนชำนาญ และดำเนินการสั่งสอนให้แก่ประชาชนทั่วไป

                ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๒ ท่านได้รับหน้าที่เป็นครูสอนบาลี โดยสอนตามคณะต่างๆ ของวัดชนะสงคราม

                ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระอาจารย์หยด พวงมสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ได้ลาสิกขา ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างเว้นลง ชาวบ้านพิกุลทอง และชาวบ้านจำปาทองจึงนิมนต์ให้พระแพ มารับเป็นเจ้าอาวาส ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔ ขณะนั้นท่านได้เดินทางกลับมาเยี่ยมโยมบิดา และญาติพี่น้อง ซึ่งท่านได้พำนักอยู่ที่วัดพิกุลทอง

                ท่านเห็นว่า "วัดพิกุลทอง" เป็นวัดบ้านเกิดเมืองนอน ตอนนี้เสนาสนะชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถ ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๐ และขณะนั้นท่านได้หยุดพักรักษานัยน์ตา ประสงค์จะพักผ่อนหาความสงบ คิดว่าเมื่อตาหายดีแล้ว ก็จะไปศึกษาบาลีนักธรรมต่อตามความตั้งใจเดิม จึงรับปากว่าจะมาอยู่วัดพิกุลทอง ในระหว่างที่ยังว่างเว้นเจ้าอาวาสอยู่ ซึ่งในขณะนั้นพระแพ มีอายุเพียง ๒๖ ปี

                ขออนุโมทนาผู้บริจาคทรัพย์ซื้อโลงศพ ถวายวัดตาลกง เพชรบุรี ดังนี้ คุณ Nittaya Wood $50, คุณวรรณี สุขเกษม $20,คุณธนพร ยวงศรี                $20,คุณกุลดา $30, คุณวรการ ธีรเสถียรกุล $20,คุณกฤษณา ธีรเสถียรกุล $20, คุณวรกฤษ ธีรเสถียรกุล $20,คุณ Suphang Phiroonmethee, คุณ Siew Wade Ko $20, คุณ Tussanee Chapanond $30ขอให้ผู้บริจาคทุกท่านจงหมดทุกข์ โศก โรค ภัย มีอายุยืนยาว และมั่งมีศรีสุข ลาภผลพูนทวีในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ตลอดกาลเทอญฯ