Get Adobe Flash player

หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

                หลวงพ่อแพ หรือ พระธรรมมุนี แห่งวัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี แม้ท่านจะเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ประชาชนทั้งหลายมีความเคารพนับถือมาก แต่ท่านก็ยังปฏิบัติตนเองเหมือนอดีตสมัยแรกที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้น้อย กล่าวคือ ท่านมีความเป็นผู้ปกตินิสัย เป็นคนพูดง่าย กินง่าย ยิ้มง่าย พบง่าย เป็นที่สบายอกสบายใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ดังนั้น ความเป็นผู้มีปกตินิสัยของท่าน จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนชาวพุทธเป็นอย่างมาก

                สมัยที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงคราม หลวงพ่อแพท่านเป็นพระภิกษุที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้า ในย่านตลาดบางลำพู ให้ความเคารพนับถือเป็นอันมาก เนื่องด้วยทุกคนมีความเลื่อมใสในปฏิปทาอันเป็นจริยวัตรที่หมดจดงดงามของท่านมาก

                เพราะนิสัยพูดง่าย ยิ้มง่าย อยู่ง่าย กินง่าย มีความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ มีความสันโดษมักน้อย ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ดี ไม่ถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น หลวงพ่อแพจึงมีความบริบูรณ์พอดี ไม่ว่าอาหารบิณฑบาต ยารักษาโรค ปัจจัยที่จำเป็น ท่านไม่เคยเดือดร้อน

                เมื่อวัดพิกุลทอง ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน เกิดมีอันเป็นไป คือ ว่างเจ้าอาวาส ชาวบ้านพิกุลทอง และชาวบ้านจำปาทอง สองหมู่บ้าน ได้ปรึกษาหารือกัน จึงตกลงใจเอาพระมหาแพ เป็นเจ้าอาวาส

                ชาวบ้านพิกุลทอง และชาวบ้านจำปาทอง จึงได้ส่งตัวแทนเดินทางไปนิมนต์ท่าน โดยผ่านพระเถระผู้ใหญ่ก่อน จนท่านเห็นสมควร ซึ่งหลวงพ่อแพก็ไม่สามารถปฏิเสธความประสงค์ของชาวบ้านได้

                ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่านก็ได้ไปกราบลาครูบาอาจารย์ทุกๆ องค์ ในกรุงเทพฯ อันแสดงถึงความกตัญญูกตเวที ที่ศิษย์มีต่อครู และยังได้ร่ำลาญาติโยมชาวบางลำพูทั้งหลายด้วย

                นอกจากนี้หลวงพ่อแพ สมัยเป็นพระมหาแพ ยังเป็นที่ชื่นชมของชาวจีนในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก วันเดินทางกลับ ท่านได้ลงเรือที่ท่าเตียน โดยมีพระภิกษุ สามเณร และญาติโยม ได้พากันไปส่งอย่างเนืองแน่น บางรายติดตามไปส่งท่านจนถึงวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และเพื่อความแน่ใจว่า พระมหาแพอันเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอันหนึ่งอันเดียวของพวกเขาทั้งหลาย ได้เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางแล้วโดยสวัสดิภาพ

                หลังจากรอนแรมไปในเรือก็มาถึงท่าน้ำที่จะต้องเดินเท้าเข้าสู่วัดพิกุลทอง ซึ่งห่างจากท่าเรือ "อกโรย" ไปวัดพิกุลทอง ๔ ก.ม. แต่ชาวบ้านพิกุลทอง และชาวบ้านจำปาทอง ได้ทำเฉลียงไม้หาม จัดเป็นขบวนแห่ไปอย่างสนุกสนาน

                ปรากฏการณ์ที่สำคัญในการเดินทางกลับภูมิลำเนาของหลวงพ่อแพนั้น เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า หลวงพ่อแพท่านเป็นพระที่ชาวพุทธย่านตลาดบางลำพู เสียดายอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก จึงกล่าวขวัญกันว่า "อยู่ก็เป็นขวัญใจ แม้ยามจากไปก็เป็นขวัญจิต" ซึ่งหมายความว่า เมื่อท่านอยู่ที่วัดชนะสงคราม ท่านก็สามารถเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้านได้ทุกๆ คน เมื่อยามที่ท่านจากไป ก็ยังระลึกถึงคุณงามความดีของท่านอยู่เสมอมิเคยลืมเลือน

                เมื่อท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ในปี พ.ศ. ๒๕๗๔ นั้น ท่านเห็นสภาพวัดพิกุลทองชำรุดทรุดโทรมอย่างหนัก พระอุโบสถหลังคารั่ว คุ้มฝนฟ้าที่ตกลงมาก็คงไม่ไหว กุฏิก็ทำท่าจะล้มเอียงนอน จึงได้ดำเนินการสร้างพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเนื้อนาบุญที่สำคัญยิ่ง และก็สร้างศาลาการเปรียญเพื่อบรรดาญาติโยมมาทำบุญกัน และยังมีโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้นอีกด้วย นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วัดพิกุลทองก็เริ่มมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ

                การก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด และนอกวัด ล้วนแล้วแต่เป็นการดำเนินการของท่านทั้งสิ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อบรรดาญาติโยมทั้งหลายที่มาทำบุญกัน และเพื่อความสวยงามาของวัดวาอาราม ซึ่งเหมาะแก่ความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนที่พบเห็น

                เริ่มเรียนจิตศาสตร์

                เมื่ออายุประมาณ ๒๔-๒๕ ปี สมัยยังศึกษาอยู่ที่กรุงเทพฯ ท่านได้เริ่มสนใจในทางปฏิบัติเพื่อหาความสงบทางใจ จึงเข้าอบรม และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในสำนักพระครูภาวนาฯ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) ได้ความรู้ในแถวทางปฏิบัติมาพอสมควร และยังได้ศึกษาจากท่านอาจารย์พระใบฎีกาเกลี้ยง วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งเป็นพระฐานานุกรม และศิษย์ผู้ใกล้ชิด สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านสร้าง-ลบผงพุทธคุณ

                ในขั้นแรก ท่านได้รับการแนะนำพิธีการปฏิบัติวิชาอาคมต่างๆ อย่างใกล้ชิด ได้เมตตาอบรมจิตใจให้จนกล้าแข็ง แล้วจึงให้เริ่มศึกษาศาสตร์วิทยา หลวงพ่อแพท่านมีความสนใจที่จะศึกษาเล่าเรียนอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากพระใบฎีกาเกลี้ยงอย่างไม่ยากเย็นนัก

                สุดท้ายพระใบฎีกาเกลี้ยง ได้ทำการมอบตำรับตำราที่เกี่ยวกับจิตศาสตร์วิทยาคมทั้งหลายให้จนหมดสิ้น เมื่อได้ศึกษาวิชาศาสตร์เป็นพื้นฐานแล้ว แม้ยังไม่แก่กล้าสามารถ แต่ก็ยังดีที่มีพื้นฐานพอจะนำความสำเร็จมาสู่ท่านได้อีกในอนาคต เมื่อได้พบครูบาอาจารย์องค์อื่น และขอศึกษาอยู่กับท่าน

                สมัยก่อนนั้น ผู้ที่เข้าไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ โดยส่วนมากก็เคยได้ศึกษามาบ้างแล้ว ดังนั้น จึงไม่เป็นที่หนักอกหนักใจแก่ครูอาจารย์ที่สั่งสอนมากนัก เมื่อลูกศิษย์สามารถเรียนรู้มากขึ้น ท่านก็จะปล่อยไปให้ศึกษาโดยลำพัง เพื่อให้ศิษย์มีความมั่นใจในวิชาของตนเอง

                ในปีต่อมา หลวงพ่อแพทราบว่าในท้องที่อำเภอบางระจัน มีพระอาจารย์เรืองวิทยาคมอยู่รูปหนึ่ง มีคนนับถือ และเกรงกลัวมาก เพราะวาจาศักดิ์สิทธิ์ ชื่อ หลวงพ่อศรี เจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ ท่านเป็นพระเถระที่มีคุณธรรมสูง จิตใจสงบเยือกเย็น เมตตาปรานี ใจดีมาก จึงได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ จนมีความสามารถและเป็นที่โปรดปรานของหลวงพ่อศรี เป็นอย่างยิ่ง

                ท่านเล่าว่า หลวงพ่อศรี เมตตาสอนวิทยาคมให้อย่างไม่ปิดบังอำพราง และในขณะที่ก่อสร้างพระอุโบสถ หลวงพ่อศรีก็แนะนำให้ท่านสร้างแหวน และทุกครั้งที่ท่านได้สร้างเสร็จ ท่านจะนำไปถวายหลวงพ่อศรีปลุกเสก (ท่านถามหลวงพ่อศรีว่า สร้างแล้วคนนิยมกันไหม หลวงพ่อศรี ท่านบอกว่านิยมมาก ให้สร้างมากๆ ท่านจะสนับสนุน) ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อศรีนี้เอง ทำให้ท่านได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ได้สำเร็จในเวลา ๒ ปีเศษ

                หล่อสมเด็จทองเหลือง

                เมื่อหลวงพ่อมีบารมีมากขึ้นตามลำดับ วัดหลายวัดต่างนิมนต์ท่านเป็นประธานในการก่อสร้างวัด พระวิหาร และถาวรวัตถุต่างๆ มากมายหลายวัด และเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ทางวัดทางแถบอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ก็ได้นิมนต์ท่านไปร่วมงาน

                หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเพลียมากจึงชวนศิษย์ไปจำวัด ที่หอสวดมนต์ โดยมีคนหลายนอนอยู่ก่อนแล้ว ก่อนนอนท่านเอาผ้าอาบน้ำฝนใส่ไว้ในย่าม จึงรู้สึกว่าย่ามใหญ่ คิดว่าคนที่นอนอยู่คงเข้าใจว่าเป็นเงิน ด้วยความอ่อนเพลียท่านจึงหลับไป พอท่านตื่นจากจำวัดเวลาเช้ามืด พบว่าย่ามหายไปแล้ว จึงแจ้งทางวัดทราบ สำหรับสิ่งของในย่ามมีเพียงของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่สำคัญก็คือ พระสมเด็จวัดระฆังฯ ซึ่งได้รับจากสมบัติของโยมวัดชนะสงคราม จึงเป็นของที่แท้ และทรงคุณค่าทางด้านจิตใจของหลวงพ่อมาก ท่านจึงเสียดายเป็นอย่างมาก

                ญาติโยมช่วยกันติดตาม ปรากฏว่าได้รับของอื่นคืนครบทุกชิ้น ยกเว้นพระสมเด็จ สอบถามผู้ขโมยได้ความว่าได้นำไปขายให้บุคคลไม่ทราบชื่อ ไม่สามารถติดตามคืนได้ หลวงพ่อเล่าว่าท่านเสียดายมาก ระหว่างนั้นต้องไปขอยืมสมเด็จวัดระฆังจากอาจารย์หยด ซึ่งเคยเป็นเจ้าอาวาส มาติดตัวไปก่อน

                ด้วยความเคารพในบารมีสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เป็นอย่างยิ่ง ทำให้หลวงพ่ออธิษฐานขอบารมี ณ วัดไชโยวรวิหาร ขอสร้างพระโลหะพิมพ์สมเด็จขึ้นใช้เอง และแจกจ่ายให้กับผู้เคารพศรัทธา จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ประมาณเดือน ๖ ท่านได้นำช่างมาเททองหล่อ ที่ด้านใต้โบสถ์หลังเก่า โดยได้รับโลหะจากผู้ที่มาร่วมพิธีนำมาหล่อ เช่น เครื่องเงิน ขันลงหิน โตกทาน เชี่ยนหมาก ตะบันหมาก สตางค์แดง สตางค์ข้าว สตางค์สิบ ทองเหลือง เป็นจำนวนมาก

                ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ นั้นเอง หลวงพ่อแพได้สูญเสียบิดา (บุญธรรม) คือ นายบุญ ขำวิบูลย์ การสูญเสียบุพการีครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๔ (สุดท้าย) ในช่วงที่บิดาท่านเสียนั้น ท่านไม่ได้อยู่ดูใจ เพราะไปงานกิจนิมนต์ที่วัดเทพมงคล อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

                ตลอดเวลาที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของบุตรที่พึงกระทำต่อบิดามารดาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยจิตสำนึกถึงพระคุณของท่านทั้ง ๔ คือ บิดา-มารดา ผู้ให้กำเนิด และ บิดา-มารดาบุญธรรม ผู้โอบอุ้มเลี้ยงดูจนเติบใหญ่

                ด้วยความกตัญญูกตเวที รู้คุณบิดาของท่าน ท่านได้จัดงานศพให้อย่างสมกับความรักที่ท่านมีต่อลูกชายคนเดียว ส่วนนางเพียร ขำวิบูลย์ มารดาผู้เสียชีวิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ นั้น หลวงพ่อแพได้คำนึงถึงอุปการะคุณของมารดาอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นมารดาบุญธรรมก็ตาม แต่การแสดงออกจากดวงใจนั้น หลวงพ่อแพเป็นผู้รู้ และซาบซึ้งในคุณค่าของความรักบุตร ดังนั้น เพื่อเป็นการสำนึกถึงบุพการี ท่านจึงได้จัดงานทำบุญให้กับมารดาในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกๆ ปี

                ขออนุโมทนาบุญกับผู้บริจาคทรัพย์ ซื้อโลงศพถวายวัดตาลกง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ดังนี้ คุณ Vina Lek-Khim $200,คุณ Maly Emarom $100, คุณ Charin Emarom $100, คุณ Vivat Hwangthaweevitd $100, ไม่ประสงค์ออกนาม จากหลุยส์เซียน่า $150, คุณ Onnie Prateepavanich  $100, คุณ Kai Lum $50, คุณ Jerry West $50 , คุณจูยอง คชาเสถ $20 , คุณวราวรรณ คชาเสถ $10 , คุณภัทรี เมฆานุวงศ์ $10 , คุณปราโมทย์ สายวิภู $10 รวมยอดบริจาค ตั้งแต่เปิดรับ จนถึงปัจจุบัน  $ 1,504 (หนึ่งพันห้าร้อยสี่เหรียญยูเอส.)

                ขอให้ผู้บริจาคทุกท่านจงหมดทุกข์ โศก โรค ภัย มีอายุยืนยาว และมั่งมีศรีสุข อุดมลาภผลพูนทวีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ชั่วนิจนิรันดร์เทอญฯ