Get Adobe Flash player

หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง (๓) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

                โค่นต้นยางสร้างตลาด

                หลังจากคลื่นแห่งความโหดร้าย สงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ่านพ้นไปแล้ว เมืองไทยก็ต้องปั่นป่วนด้วยสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก (ปี พ.ศ. ๒๔๘๔) คณะรัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการจัดตลาดขึ้น และรวมไปถึงบ่อนการพนันต่างๆ ด้วยที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีขึ้นตามแหล่งต่างๆ หลวงพ่อแพมิได้สนใจมากกว่าการให้สถานที่อันเป็นตลาดวัดโบสถ์ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นชุมชนที่ดีเทียบเท่ากับแห่งอื่นๆ

                ดังนั้น หลวงพ่อแพจึงเริ่มสร้างตลาดให้ถาวร โดยเอาสถานที่ที่เป็นป่าช้า และติดกับแม่น้ำด้านทิศเหนือ หลังจากหักร้างถางพงกันแล้ว ก็มีการติดตราที่มีต้นยางสูงใหญ่ มีอายุเป็นร้อยปี ต้นยางต้นนี้เป็นอุปสรรคมาก แม้จะจ้างใครมาโค่นก็ไม่มีใครรับ วานให้ใครโค่นก็ไม่มีใครเอา เพราะทุกคนกลัวนางไม้สิงสถิตอยู่ในต้นยางใหญ่หักคอ

                เมื่อหลวงพ่อแพท่านรู้ ท่านก็ได้เดินทางไปยังต้นไม้นั้น และก็ยืนพิจารณาดู ทั้งยังแผ่เมตตาไปยังรุกขเทวา อันเป็นวิญญาณที่สถิตอยู่นั้นด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ทั้งยังชี้หนทางที่ดีกว่า คือ "รับอนุโมทนาในส่วนบุญส่วนกุศลที่ท่านเคยสร้างมา ให้วิญญาณนั้นจงไปเสวยสุขในภพภูมิที่ดีกว่านี้"

                หลังจากนั้นเพียง ๒ วัน ต้นยางนั้นก็ผิดปกติ คือ ใบยางเหี่ยวแห้ง ใบเหลืองร่วงหล่น วิญญาณได้จากไปแล้ว หมดความยึดมั่นกับสิ่งเหล่านั้น ชาวบ้านทั้งหลายเมื่อทราบเช่นนั้น ก็ได้มาโค่นต้นยางเพื่อจะได้ปรับพื้นที่ทำเป็นตลาดวัดโบสถ์ที่สมบูรณ์สมความมุ่งหมายต่อไป

                หลวงพ่อแพ เขมังกโร ท่านเป็นพระนักพัฒนาทั้งด้านวัตถุ และด้านจิตใจ การกระทำอันต่อเนื่องมาโดยตลอดเวลานี่เอง จึงเป็นที่สนใจของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย

                สำหรับการสร้างถาวรวัตถุครั้งแรกของหลวงพ่อแพ ก็ตอนที่อยู่วัดชนะสงคราม กุฏิชำรุดมาก นอกชานก็เสียหาย พอมีเงินก็สร้างขึ้นหนึ่งหลัง เห็นสิ่งของทรุดโทรมก็สร้างให้ดีขึ้น รื้อของเก่าที่หักพังออก แล้วจัดสร้างใหม่ ซึ่งเป็นนิสัยของท่านเองที่ทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ตลอดเวลาที่มองเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่น วัดอื่น เห็นแล้วก็อยากจะจัดก่อสร้างให้ใหม่ เพื่อความคงทนถาวร

                ความจริงแล้วใช่ว่าหลวงพ่อแพจะสร้างแต่วัดพิกุลทองเพียงวัดเดียว แต่วัดอื่นๆ เขามานิมนต์ให้ช่วยสร้าง ก็พากันไปช่วยสร้างให้ ท่านไม่เคยปฏิเสธเลย ถ้าไม่เจ็บป่วย หรือติดธุระ ไม่ถือว่าเป็นวัดเราวัดเขา ถือว่าเป็นวัดในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

                ดังนั้น การพัฒนานั้นอย่าไปมองในแง่หรูหรา ฟุ่มเฟือย หรือสร้างเพื่อเหตุอื่นๆ แม้ถาวรวัตถุอันเราเรียกว่า "เสนาสนะ" เมื่อมองไปแห่งหนตำบลใดก็พบวัดวาอารามงามตางามใจ พระพุทธศาสนาก็ย่อมเจริญรุ่งเรือง เพราะวัดเป็นส่วนสำคัญ บ่งบอกถึงความเคารพและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพระพุทธศาสนา ถ้าวัดเก่าแก่ โบสถ์วิหารเซทำท่าจะพัง คร่ำคร่า พระภิกษุสงฆ์วินัยก็หย่อนยานหมดสง่าราศี คงจะไม่เหลือคุณค่าอะไรตามไปด้วย

                แต่ว่าการสร้างถาวรวัตถุนั้น ควรจะพิจารณาเหตุการณ์อันควร เหมาะควรแค่ไหน จำเป็นจริงๆ หรือไม่ อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนลงมือ

                นับแต่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ได้บำเพ็ญประโยชน์ภายในวัด และสาธารณะประโยชน์ทั่วๆ ไป พอสรุปได้ดังนี้

                งานด้านการศึกษา

                ด้านการศึกษาท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทำการเปิดสอนแผนกธรรมและภาษาบาลีขึ้น ในวัดพิกุลทองตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๗๕

                งานด้านสาธารณประโยชน์

                ดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด ได้แก่ พระอุโบสถ, ศาลาการเปรียญ, หอสวดมนต์, หอประชุมกุฎิสงฆ์, หอไตร, หอฉัน, ศาลาวิปัสสนา, โรงฟังธรรม, ฌาปนสถาน, ศาลาเอนกประสงค์ และเขื่อนหน้าวัด เป็นต้น รวมทั้ง ดำเนินการก่อสร้างสาธารณประโยชน์เพื่อเป็นการอนุเคราะห์แก่สาธุชนและประชาชน ทั่วไป พอสรุปได้ดังนี้

                ๑. เป็นประธานในการก่อสร้างโรงพยาบาลอำเภอท่าช้าง

                ๒. เป็นประธานในการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอท่าช้าง

                ๓. เป็นประธานในการก่อสร้างสถานีตำรวจอำเภอท่าช้าง

                ๔. เป็นประธานในการก่อสร้างสถานีอนามัยตำบลพิกุลทอง

                ๕. เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนประชาบาลวัดพิกุลทอง

                ๖. เป็นประธานในการหาทุนสมทบในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภออินทร์บุรีและสะพานข้ามแม่น้ำน้อย อำเภอท่าช้าง

                ๗. ดำเนินการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับโรงพยาบาลสิงห์บุรี ดังนี้

                พ.ศ. ๒๕๒๘ ก่อสร้างอาคารหลวงพ่อแพ ๘๐ ปี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๔ ชั้น มูลค่า ๑๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท (สิบเอ็ดล้านหนึ่งแสนบาทถ้วน) สามารถให้บริการผู้ป่วยได้ ๘๙ เตียง ปัจจุบันเป็นอาคารหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย-หญิง, หอผู้ป่วยหู-ตา-คอ-จมูก และหอผู้ป่วยพิเศษ พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้เป็นค่ายาและเวชภัณฑ์ สำหรับพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในโรงพยาบาลสิงห์บุรี เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)

                พ.ศ. ๒๕๓๒ ก่อสร้างอาคารเอ็กซเรย์ (อาคารหลวงพ่อแพ ๘๖ ปี) เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๒ ชั้น มูลค่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดล้านบาทถ้วน) ก่อสร้างแล้วเสร็จ และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๓ ปัจจุบันเป็นอาคารกลุ่มงานรังสีวิทยา สำนักงาน และห้องประชุม

                พ.ศ. ๒๕๓๔ ก่อสร้างอาคารหลวงพ่อแพ ๙๐ ปี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๖ ชั้น มูลค่า ๓๕,๐๙๕,๕๕๕ บาท (สามสิบห้าล้านเก้าหมื่นห้าพันห้าร้อยห้าสิบห้าบาทถ้วน) อาคารหลังนี้ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๔ เวลา ๐๙.๐๙ น. และเปิดให้บริการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๗ โดยชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๕ เป็นหอผู้ป่วยสามัญ ชั้นที่ ๖ เป็นหอผู้ป่วยพิเศษ จำนวน ๑๕ ห้อง และทางโรงพยาบาลสิงห์บุรีได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารหลวงพ่อแพ ๙๐ ปี เมื่อวันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๙ พ.ศ. ๒๕๓๘

                พ.ศ. ๒๕๓๘ ก่อสร้างอาคารหลวงพ่อแพ เขมังกโร ๙๔ ปี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๙ ชั้น มูลค่า ๑๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาทถ้วน) ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อ วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๘ อาคารหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอย ๑๑,๔๓๐ ตารางเมตร โดย ชั้นที่ ๑-๒ เป็นแผนกบริการผู้ป่วยนอก ชั้นที่ ๓-๔ เป็นฝ่ายอำนวยการ ชั้นที่ ๕-๙ เป็นห้องผู้ป่วย จำนวน ๖๐ ห้อง ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๑

                นอกจากด้านศาสนาแล้ว ท่านยังช่วยเหลือด้านการศึกษา และสาธารณสุขด้วย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลสิงห์บุรีได้รับความอนุเคราะห์จากพระเดชพระคุณ หลวงพ่อแพ ดังจะเห็นได้จากการก่อสร้าง อาคารหลวงพ่อแพ ๘๐ ปี, อาคารหลวงพ่อแพ ๘๖ ปี (อาคารเอ็กซเรย์), อาคารหลวงพ่อแพ ๙๐ ปี ที่เด่นเป็นสง่า และดูสวยงามภายในโรงพยาบาสิงห์บุรี และสุดท้ายกับอาคารหลวงพ่อแพ เขมังกโร ๙๔ ปี ที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก็ด้วยเพราะบุญบารมีของหลวงพ่อแพ ที่ท่านมอบต่อสาธุชนด้วยเมตตาธรรม อีกทั้งหลวงพ่อยังได้พัฒนา และก่อสร้างศาสนสถานให้กับวัดอื่นๆ อย่างมากมาย

               

                สร้างพระปางประทานพรองค์ใหญ่

                องค์พระพุทธปฏิมากร นับเป็นสิ่งอันสูงค่าของพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความเป็นพุทธศาสนาโดยแท้จริง พระพุทธรูปจึงเป็นนิมิตหมายที่สำคัญยิ่ง

                อันปูชนียวัตถุต่างๆ เช่น เสนาสนะสงฆ์ ได้แก่ กุฏิ วิหาร พระอุโบสถ รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งก็เป็นคุณค่าของพระพุทธศาสนามากมายหลายประการ สิ่งเหล่านี้เมื่อสร้างสำเร็จไปแล้ว ไม่มีผู้ใดกลับมาระลึกอีก

                ดังนั้น หลวงพ่อแพ ท่านจึงได้พิจารณาหาความจริง แล้วได้ตั้งความปรารถนาในจิตใจเพียงลำพัง มิได้แพร่งพรายให้ใครได้รับรู้ด้วยเลย ดังคำบอกเล่าของท่าน เมื่อทุกอย่างบรรลุเป้าหมายว่า

                "อาตมาคิดอยู่คนเดียวว่า สร้างอะไรก็สร้างมามากแล้ว สร้างเสร็จผู้คนก็หมดความสนใจ สู้สร้างพระพุทธรูปไม่ได้"

                หลวงพ่อจึงดำริสร้างพระใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ให้ได้กราบไหว้สักการบูชา หลังจากนั้น หลวงพ่อแพก็ได้ซื้อที่ดินด้านหลังวัดไว้ล่วงหน้า ทำคันดินปลูกต้นไม้ ต่อมาหลวงพ่อแพก็ได้บอกแก่ญาติโยมทั้งหลายว่า จะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เพราะเห็นว่าควรสร้างเสียที ทุกอย่างก็ครบแล้วชาวบ้านต่างเห็นชอบที่จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ประจำวัดพิกุลทอง งานสร้างพระจึงเริ่มขึ้น

                หลวงพ่อแพ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เอางานเอาการเสมอ หลังจากเริ่มสร้าง วางวันเวลาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้สั่งให้บริษัทก่อสร้างทำการตอกเสาเข็มทันที ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ อันตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔ หลวงพ่อแพท่านได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ วันรุ่งขึ้นก็ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดสิงห์บุรี และใกล้เคียง บำเพ็ญกุศลเนื่องในวาระครบรอบอายุ ๗๐ ปี ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑ อีกด้วย งานสร้างพระปางประทานพร หลวงพ่อได้กำหนดวันเวลาเป็นแรมปี เพราะการที่จะสร้างพระองค์ใหญ่ๆ นั้น ต้องใช้งบประมาณในการสร้างเป็นล้านขึ้นไป

                เมื่อสร้างเสร็จได้ถวายพระนามพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ว่า "พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี" ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ๗ นิ้ว สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยโมเสดทองคำธรรมชาติ ชนิด ๒๔ K รอบๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคด ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันปางต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสวนธรรมะ และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศร่มรื่นสงบ               

                ปัจจุบัน วัดพิกุลทอง เป็นเสมือนหนึ่งพุทธอุทยานที่ชาวพุทธใกล้-ไกล ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต่างก็เดินทางไปเยือนอยู่เสมอมิได้ขาด แม้หลวงพ่อแพจะละสังขารไปแล้วก็ตาม