Get Adobe Flash player

ปาฏิหาริย์ สมเด็จพระญาณสังวร พระสังฆราช (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

 

 

 

                สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๑๐๐ พรรษา เมื่อวันที่              ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ และหลังจากนั้นอีก ๓ สัปดาห์ พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ สิริพระชนมายุได้ ๑๐๐ พรรษา ๒๑ วัน ถือว่ามีพระชนมายุยืนยาว มากกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในอดีตที่ผ่านมา ตลอด ๒๔ ปีที่ทรงดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งยาวนานที่สุดกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ ทรงเป็นพระภิกษุที่เคร่งในพระธรรมวินัยยิ่งนัก เป็นเสาหลักแห่งบวรพระพุทธศาสนาเรื่อยมา และมีพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ รวมถึงพระจริยาวัตรอีกนานัปการ

                ภาพที่ยังคงติดตาตรึงใจชาวพุทธทุกคนนั่นคือ ทรงเป็นพระของประชาชนโดยแท้ แม้ว่าจะทรงเป็นสังฆราช แต่ทรงเป็นพระภิกษุผู้เรียบง่าย พระเณร ลูกศิษย์ลูกหา เข้าถวายงานได้อย่างใกล้ชิด ทรงรับกิจนิมนต์ทุกงาน จนทุกคนมีโอกาสได้สัมผัสพระบารมี

                ในยุครัตนโกสินทร์นี้ แม้ว่ามีสมเด็จพระสังฆราชมาแล้วหลายพระองค์ แต่ที่ได้รับพระราชทานนามตามพระสุพรรณบัตรว่า “ญาณสังวร” นั้นมีอยู่เพียง ๒ พระองค์เท่านั้น

                พระองค์แรกคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรมอันประเสริฐยิ่งในพระพุทธศาสนา ทรงอภิญญา และอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นที่เลื่องชื่อลือชาแห่งยุครัตนโกสินทร์

                พระองค์ที่สอง คือ สมเด็จพระญาณสังวร  (เจริญ สุวัฑฒโน) ได้รับพระราชทานนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัตรว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

                และถ้าจะนับเนื่องในเรื่องทรงอภิญญา ทรงอิทธิปาฏิหาริย์ อันเป็นที่ประจักษ์แล้ว ก็กล่าวได้ว่าในยุครัตนโกสินทร์นี้มีพระสมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชาคณะเพียง ๓ รูปเท่านั้น

                นั่นคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) ที่ได้รับการพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา

                พระคุณของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้นเป็นที่รู้ประจักษ์โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีก และในโอกาสนี้ย่อมสมควรกล่าวถึงพระคุณประการนี้ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันเป็นสำคัญ

                ที่มาของคำว่า ญาณสังวรนั้นมาจากความสำรวมหรือความสังวรใน ๓ ระดับ ตามภูมิธรรมในพระพุทธศาสนา คือ ศีลสังวร อินทรีย์สังวร และญาณสังวร

                ศีลสังวร ได้แก่ การสำรวม หรือสังวรในศีล โดยศีลที่ว่านี้หมายถึงศีล ๒ ชนิด คือ ศีลซึ่งมีลักษณะเป็นพระวินัย ตามพระปาติโมกข์ชนิดหนึ่ง และ ศีลจากพระโอษฐ์ ซึ่งเป็นศีลที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเพื่อการศึกษา และปฏิบัติในการประพฤติพรหมจรรย์ ในพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดาโดยตรง ได้แก่ จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล เมื่อศีลสมบูรณ์บริสุทธิ์แล้ว ย่อมเป็นบาทฐานแห่งสมาธิและปัญญา เพื่อถึงซึ่งความหลุดพ้นหรือนิพพานในที่สุด

                อินทรีย์สังวร ได้แก่ การสำรวม หรือสังวรในอินทรีย์ทั้งปวงโดยเฉพาะ ในที่นี้หมายถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มีความเป็นปกติ ไม่วอกแวกหวั่นไหว เมื่อกระทบกับอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ต่างๆ ถึงซึ่งความเป็นอุเบกขา

                ญาณสังวร ได้แก่ การสำรวม หรือสังวรในญาณ ซึ่งครอบคลุมถึง รูปฌาน และอรูปฌาน ขึ้นไปจนถึงญาณทั้งสาม อันเป็นสุดยอดสามวิชชาในพระพุทธศาสนา คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตถญาณ และอาสวัคขยญาณ

                พระนาม "ญาณสังวร" ของสมเด็จพระสังฆราช ทั้งสองพระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีที่มาจากคำว่า "ญาณสังวร" และความหมายของ "ญาณสังวร" อันเป็นภูมิธรรมขั้นสูง และสูงที่สุดในพระพุทธศาสนานั่นเอง

                ศีลสังวร อินทรีย์สังวร และญาณสังวร เมื่อบริบูรณ์แล้วพระตถาคตเจ้าทรงตรัสรับรองว่าสามารถกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้นานาประการ

                อันสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ปัจจุบันนี้ ทรงอิทธิปาฏิหาริย์หลายประการ ทั้งอนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ และอิทธิปาฏิหาริย์

                อนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือ ปาฏิหาริย์ในการเทศนาอบรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้รู้ ให้เข้าใจ และสามารถน้อมนำพระธรรมคำสอนไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมได้

                สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ ทรงพระคุณอันประเสริฐในด้านอนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย มาแต่ครั้งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่โปรดให้ทรงนิพนธ์คำสอนหลากหลายเรื่อง เพื่อเป็นคู่มือการศึกษา และปฏิบัติของชาวพุทธ อันมีประจักษ์พยานหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน

                อิทธิปาฏิหาริย์ คือ การกระทำความมหัศจรรย์เหนือกว่าความสามารถของมนุษย์ธรรมดา ซึ่งในประการนี้คนจำนวนมากอาจไม่รู้หรือไม่ทราบ กระทั่งเข้าใจว่าทรงเป็นแค่พระสงฆ์ธรรมดา ที่ปฏิบัติธรรมวินัยไปตามปกติ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

                สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงอิทธิปาฏิหาริย์ตามภูมิธรรมอันประเสริฐสูงที่พระองค์ทรงบรรลุแล้ว และเคยมีผู้เห็นประจักษ์หลายครั้ง ดังที่จะยกมาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

                เรื่องที่ ๑ ทรงย่นระยะทาง

                เมื่อประมาณปี ๒๕๑๙ ครั้งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มีผู้ศรัทธาแถวมีนบุรีท่านหนึ่งได้กราบอาราธนานิมนต์เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรไปทำบุญที่บ้านซึ่งอยู่แถวเขตมีนบุรี ซึ่งห่างไกลจากวัดบวรนิเวศวิหารหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งตามปกติแล้ว หากรถไม่ติด ก็น่าจะใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ ๔๕-๖๐ นาทีเป็นอย่างน้อย

                โดยผู้ศรัทธาท่านนั้น กราบอาราธนานิมนต์สมเด็จฯท่านไว้ที่ ๑๑ นาฬิกาตรง

                พอถึงวัน สมเด็จพระญาณสังวรท่านติดภารกิจหลายประการ จนเวลาล่วงใกล้ ๑๐ นาฬิกาแล้ว พระภาระก็ยังไม่เสร็จสิ้น จนผู้ที่ถวายงานและทราบหมายกำหนดการที่มีนบุรีดังกล่าว ได้กราบเรียนว่า  เวลาจะไป ไม่ทันที่นิมนต์แล้ว  สมเด็จฯ จะยังคงเสด็จไปอยู่อีกหรือไม่..??? ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวรก็ทรงยืนยันว่า จะเสด็จไปตามนิมนต์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

                จนเมื่อภารกิจที่วัดบวรนิเวศวิหารทั้งปวงลุล่วง และทรงขึ้นรถยนต์ที่มีผู้ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลท่านหนึ่งขับถวายออกจากวัด เวลาก็กว่า "๑๐.๓๐ น." แล้ว ซึ่งหากคำนวนตามเวลาเดินทางที่ต้องใช้เวลา ๔๕ นาทีถึง ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ก็นับได้ว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะไปทันงานตามเวลาด้วยประการทั้งปวง

                และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้นในทัน ใดนั่นเอง

                หนึ่งในผู้ตามเสด็จในครั้งนั้นได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อรถได้เคลื่อนออกไปไม่เท่าไร  ก็มีความรู้สึก"วูบๆๆๆ"ไปชั่วระยะหนึ่ง  และมิพลันช้า พริบตาเดียว รถยนต์ที่ประทับก็ได้ไปถึงสถานที่นิมนต์ที่มีนบุรีโดยฉับพลันทันใดอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด.!?!?

                เข็มนาฬิกาบ่งบอกชัดเจนว่า เวลาที่รถยนต์ที่สมเด็จพระญาณสังวรทรงประทับไปถึงมีนบุรีนั้น เป็นเวลาประมาณ ๑๐.๕๐ น. ก่อนเวลา ๑๑ นาฬิกาที่อาราธนาไว้ถึง ๑๐ นาทีเต็มๆ ใช้เวลาเดินทางจากวัดบวรนิเวศวิหารถึงบ้านที่นิมนต์ที่มีนบุรีภายในเวลา  "๒๐ นาที" เท่านั้น..!!!!!!!

                ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย สำหรับ "กรณีปกติ" หากมิได้ทรงใช้ "อิทธิวิธี" ในการ "ย่นระยะทาง" ทั้งคนทั้งรถให้ไปถึงที่หมายก่อนเวลาเห็นปานนั้นได้

                ยอดเยี่ยมและประเสริฐเลิศในทุกๆทางอย่างที่สุดแล้ว สำหรับ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชแห่งสยามประเทศของพวกเราท่านทั้งหลายพระองค์นี้

                เรื่องที่ ๒ แคล้วคลาดจาก ฮ. ตก

                ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ๑๐ ปีก่อน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านประทับเฮลิคอปเตอร์เพื่อทอดพระเนตรโครงการต่างๆ ในเขตวัดญาณสังวราราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีนายตำรวจยศนายพล เป็นผู้ถวายการขับเครื่องบิน ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ ในขณะที่กำลังนำเครื่องลงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ที่ติดกับอ่างเก็บน้ำของวัดญาณฯ นักบินนำเครื่องลงไม่ตรงลานจอด แต่กลับนำเฮลิคอปเตอร์ที่ประทับนั้น ลงไปในอ่างเก็บน้ำ จนน้ำท่วมเอ่อเข้าพื้นเฮลิคอปเตอร์ที่ประทับ น้ำท่วมถึงฝ่าพระบาทท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ นักบินเมื่อรู้ตัวว่านำเครื่องลงผิดเป้าหมาย จนประสบเหตุร้ายแรงถึงเพียงนั้น ก็รีบดึงเครื่องขึ้นเต็มกำลัง จนเครื่องเกือบที่จะตีกลับพลิกคว่ำ  แต่น่าเหลือเชื่อยิ่งที่นักบินกลับสามารถประคองเครื่องนำจอดได้สำเร็จโดยสวัสดิภาพ เมื่อผ่านเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงไป นักบินกล่าวว่า ต้องถือว่ามหัศจรรย์ที่นำเครื่องขึ้นได้ น่าจะเป็นเพราะบารมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพราะน้ำท่วมเข้ามาถึงพื้นเครื่องแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปไม่น่าจะสามารถกู้เครื่องกลับให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงตบที่อังสะที่ท่านเหน็บพระเครื่องของพระองค์ท่าน พร้อมตรัสว่า "หลวงพ่อช่วยๆ"  พร้อมกับแย้มพระสรวล โดยที่มิได้ทรงตกพระทัยใดๆเลย

                งานนี้  ผู้ที่มิได้ทรงญาณอันแก่กล้า ก็ยากที่จะสรุปให้ถ่องแท้ลงไปได้ว่า "หลวงพ่อ" ที่ช่วยให้ทุกคนปลอดภัยในครั้งนี้  จะเป็นพระเครื่องดีที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จทรงพกไว้ หรืออำนาจของพลังจิตบุญฤทธิ์บารมีของ "หลวงพ่อสังฆราช" (พระองค์ท่านเอง) บัดดลให้เป็นไป หรือทั้งสองอย่างผนวกกัน..?????