Get Adobe Flash player

ปาฏิหาริย์ สมเด็จพระญาณสังวร พระสังฆราช (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

                เรื่องที่ ๓ ทรงอธิษฐานจิตดับไฟไหม้

                พระราชรัตนมงคล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้ถวายงานอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เป็นสามเณร ได้เล่าย้อนกลับไป เมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราช เสด็จปฏิบัติธรรมที่วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ ได้พบ พระราชรัตนมงคล ตอนนั้นบวชเป็นสามเณร อายุราว ๑๕ ปี จากนั้นสมเด็จพระสังฆราชทรงชักชวนให้เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็ได้อยู่ถวายงานตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์

                ตลอดเวลาเกือบ ๔๐ ปี พระราชรัตนมงคลจึงเป็นพระผู้ใกล้ชิด และติดตามสมเด็จพระสังฆราชไปทุกที่ที่พระองค์ท่านเสด็จรับกิจนิมนต์ ด้วยเหตุนี้ พระราชรัตนมงคลจึงเป็นผู้ที่ได้ชมพระบารมี และสัมผัสเหตุ "ปาฏิหาริย์" ของสมเด็จพระสังฆราชอยู่บ่อยครั้ง

                เหตุการณ์หนึ่งที่เชื่อว่าหลายคน คงเคยเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นเกิดไฟไหม้ที่ชุมชนบางลำพูหลังวัดบวรฯ  ตรงนั้นชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่น วันนั้นพระองค์ประทับอยู่ที่วัดบวรฯ ทรงพระดำเนินลงจากพระตำหนักไปทอดพระเนตรจุดที่เกิดเหตุด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น ไม่ช้าไฟก็ค่อยๆ ดับ จนข่าวแพร่สะพัดว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงอธิษฐานจิตดับไฟ เรื่องมีอยู่ว่า      เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ที่ชุมชนตรอกบวรรังษี หลังวัดบวรนิเวศวิหาร ต้นเหตุเกิดจากบ้านของแขกขายถั่วซึ่งติดอยู่กับ ตึก สว.ธรรมนิเวศ ที่เตรียมทอดถั่วสำหรับขายในวันต่อไป ไฟได้ลุกลามแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างใหญ่โตมโหฬารไม่อาจยับยั้งได้ อีกทั้งถนนเข้าชุมชนนั้นก็คับแคบมาก และมีสิ่งกีดขวางมากมาย ยากที่รถดับเพลิงจะเข้าไปทำการสกัดไฟใดๆ ได้

                ศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก บางท่านได้ทุบประตู “พระตำหนักคอยท่าปราโมช” ชั้นบน อันเป็นที่ประทับอย่างแรง เพื่อปลุกเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ให้หนีไฟ ซึ่งตอนนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ กำลังทรงนั่งสมาธิอยู่ จึงทรงมีรับสั่งสั้นๆ อย่างพระทัยเย็นแต่เพียงว่า “ไฟไหม้รึ...??” ครั้นแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงครองจีวรเสด็จลงจากพระตำหนัก ตอนนั้น พระสัทธิวิหาริกต้องการนำเสด็จไปที่ศาลา ๑๕๐ ปีอันตั้งอยู่กลางวัด ซึ่งน่าจะเป็นที่น่าจะปลอดภัยกว่า ทว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มิโปรดที่จะกระทำเช่นนั้น แต่กลับเสด็จเข้าไปที่ใกล้ที่เกิดเหตุ ที่เพลิงกำลังโหมไหม้อย่างหนักหน่วงอยู่

                โดยเสด็จขึ้นไปยังบนชั้น ๕ ของตึก สว.ธรรมนิเวศ ซึ่งอยู่ติดๆ กับเขตเพลิงไหม้อย่างน่ากลัวที่สุด โดยมิทรงหวั่นเกรงต่อภยันตรายใดๆ เมื่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เสด็จขึ้นถึงชั้นที่ ๕ ของตึก สว.ธรรมนิเวศ ก็มีรับสั่งให้ศิษย์เปิดหน้าต่างออก ทำให้แลเห็นพระเพลิงกำลังโชนไหม้ชุมชนแออัดอย่างรุนแรง เสียงไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ เสียงผู้คนที่ขนของหนีไฟเอาชีวิตรอดดังอึงคะนึงสับสนอลหม่านระงมไปหมด เป็นที่น่าหวาดหวั่นปนน่าสังเวชเวทนาเป็นที่ยิ่ง

                เมื่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงมองตรงไปยังเบื้องหน้า แล้วก็ทรงมองขึ้นไปยังฟ้าเบื้องบน ก่อนที่จะยกพระหัตถ์ขึ้นโบก ๓ ครั้ง และแล้วสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่สุด ก็พลันบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของทุกผู้คนในฉับพลัน พริบตาเดียว ก็ปรากฏมหาเมฆก้อนใหญ่ลอยเหนือบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ในทันใด ลมที่กำลังกรรโชกแรงที่ทำให้ไฟไหม้แผ่ขยายรุนแรงยิ่งขึ้นก็หยุดกึกราวกับปิดสวิทซ์ แม้กระทั่งใบไม้ก็ไม่ไหวกระดิก และในบัดดลนั้น ก็เกิดฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก หนักเสียจนไม่มีทีท่าวี่แววว่าจะหยุดได้ง่ายๆ ทำให้เพลิงไหม้มหาวินาศนั้นค่อยๆ บรรเทาความร้อนแรงลงจนมอดดับไปต่อหน้าต่อตา อย่างน่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด...!!!!!!!!

                เมื่อทอดพระเนตรเห็นฝนตกลงมาดับไฟ บรรเทาทุกขเวทนาแก่สัตว์ผู้ยากได้สมพระประสงค์แล้ว สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็เสด็จกลับเข้ามากราบองค์พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ชั้น ๕ อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เสด็จลงมายังชั้นล่างของตึก สว.ธรรมนิเวศ เพียงย่างพระบาทแรกที่เสด็จออกมา ฝนที่กำลังตกอยู่ก็หยุด ฟ้าที่กำลังฉ่ำด้วยเม็ดฝนก็เปิดโล่งขึ้นมาในทันที

                บรรดาชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็มาคุกเข่ารับเสด็จ พลางส่งเสียงสาธุการแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ได้ทรงพระเมตตา “เรียกฝนดับไฟ” หรือเพิ่งกสิณดับไฟให้มอดดับไป หลายๆ คนต่างร่ำไห้น้ำตาไหลอาบหน้าด้วยความตื้นตัน และซาบซึ้งในพระกรุณาคุณ ปาฏิหาริย์ซึ่งทรงสำแดงให้ปรากฏต่อหน้าต่อตาของทุกๆ คนอย่างที่ไม่มีใครอายใคร

                นอกจากนี้แล้ว หลังเหตุการณ์คลี่คลายลง เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังทรงพระเมตตาเปิดวัดบวรนิเวศวิหารให้ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เข้ามาพักอาศัยภายในวัดเป็นการชั่วคราวอีกด้วย นี่ก็นับได้ว่าเป็นความอัศจรรย์ของอานุภาพแห่งธรรมอย่างหนึ่ง  ซึ่งจะปรากฏและมีได้ต่อผู้ที่มีศีลและธรรมอันบริสุทธิ์  พระองค์เคยตรัสสอนเหล่าภิกษุนวกะบ้างพอสังเขปในเรื่องลักษณะเหตุแห่งธรรม  ทรงตรัสว่า  "หากเรามีศีลบริสุทธิ์  มีสมาธิที่สงบ  จิตตั้งมั่นดีแล้ว  อะไรๆ  ก็ปรากฏเกิดขึ้นได้  สิ่งเหล่านั้นก็เป็นธรรมะชนิดหนึ่งเหมือนกัน..."

                เรื่องที่ ๔ วัตถุมงคลที่ได้รับการอธิษฐานก่ออภินิหาร

                พระราชรัตนมงคลเล่าต่อว่า ทุกคนทราบกันดีว่าพระไพรีพินาศวัดบวรฯ ได้รับความนิยมอย่างมาก จึงมีหลายครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชต้องเสด็จไปทรงเป็นองค์ประธาน เททองหล่อพระ หรือทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล อาตมาได้ติดตามพระองค์ไปหลายครั้ง ก็เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดหลายครั้ง บางครั้งไฟร้อนๆ เวลาเททอง สายสิญจน์ไม่ขาด ไม่ไหม้ไฟ โดยเฉพาะวันเททองหล่อพระกริ่งปวเรศ รุ่น ๒

                ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงมีบุญบารมี พระหรือวัตถุมงคลที่ท่านสร้างจึงได้รับความนิยม มีบ่อยครั้งที่ลูกศิษย์ที่ได้รับไปกลับมาเล่าให้สมเด็จพระสังฆราชฟังว่า รอดชีวิตจากรถคว่ำ เพราะมีวัตถุมงคลของพระองค์ รวมถึงมีปาฏิหาริย์ให้เห็นในหลายเรื่องด้วย

                "อาตมาเคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่ครั้งหนึ่ง ด้วยต้องทำหน้าที่ถวายงาน จึงต้องติดตามเสด็จไปไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ มีอยู่วันหนึ่ง นั่งเครื่องบินไปกิจนิมนต์ต่างจังหวัด อาตมานั่งใกล้สมเด็จพระสังฆราช ระหว่างทางเหมือนพระองค์จะทรงรู้ล่วงหน้า สมเด็จพระสังฆราชทรงสะกิดอาตมาแล้วบอกให้ตั้งสติดีๆ แล้วสวดมนต์ในใจ หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องบินก็ตกหลุมอากาศรุนแรง นี่ก็เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ เจอกับตัวเอง

                เรื่องที่ ๕ เครื่องวัดความดันคงที่นานมาก

                เหตุการณ์ครั้งที่สมเด็จพระสังฆราช เสด็จประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดระยะเวลา ๑๑ ปี มีหลายครั้งเกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะตอนพระอาการประชวรของพระองค์ทรุดหนัก ก่อนสิ้นพระชนม์ เครื่องวัดความดันพระโลหิต และความดันของพระหทัย นิ่งอยู่ในระดับ ๕๐ ครั้งต่อนาทีนานมาก เหมือนพระองค์ทรงนั่งกรรมฐาน เป็นเช่นนี้จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์

                เรื่องที่ ๖ ความมหัศจรรย์เกี่ยวกับตัวเลข

                เรื่องที่ขณะนี้หลายคนพูดถึงกันมากว่าเป็นความน่าอัศจรรย์ คือ เรื่อง "ตัวเลข" พระองค์ประสูติเมื่อปี ๒๔๕๖ ประจวบเหมาะวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ คือวันที่ ๒๔ ตุลาคม ปี ๒๕๕๖ และทรงดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช ๒๔ ปี จึงกลายเป็นความบังเอิญที่น่าอัศจรรย์ใจไม่น้อย และเมื่อดูจากตำราโหราศาสตร์ ลองคำนวณดูแล้วจากวันประสูติกับวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ จะเห็นว่ามีดวงดาวที่เป็นวินาศแก่ลัคนาของพระองค์ท่านถึง ๕ ดวง

                เรื่องที่ ๗ เข็มเจาะพระโลหิต ดูดพระโลหิตไม่ได้ ถ้าไม่ทรงอนุญาต

                พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เล่าเสริมเหตุการณ์ช่วงที่สมเด็จพระสังฆราชทรงประชวร และประทับอยู่ที่โรงพยาบาลว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง แพทย์ และพยาบาลใช้เข็มฉีดยาเจาะพระโลหิตไปตรวจ ปรากฏว่าเข็มดูดพระโลหิตออกมาไม่ได้ ทุกคนที่อยู่ในห้องตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไปตามแพทย์คนอื่นมาช่วยดู ตอนนั้นมีพระลูกศิษย์ถามว่า ตอนเจาะพระโลหิต ได้ขอประทานอนุญาตสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ แพทย์และพยาบาลบอกว่าลืม จากนั้นแพทย์จึงได้ขอประทานอนุญาต พระโลหิตจึงไหลออก

                "เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อครั้งที่พยาบาลนำเครื่องวัดชีพจรมาเพื่อวัดความดันพระโลหิต และอัตราการเต้นของพระหทัย พอเสียบเครื่องวัดไปที่นิ้วพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช เครื่องก็ไม่ทำงาน อาตมาอยู่ในเหตุการณ์จึงถามว่า ไม่ได้เช็กเครื่องให้ดีหรือ แต่เมื่อเอาเครื่องมาเสียบที่นิ้วอาตมากลับใช้ได้ อาตมาเลยถามว่าได้ขอประทานอนุญาตหรือไม่ พยาบาลบอกลืม พอขอประทานอนุญาต เครื่องก็ทำงานตามปกติ"

                เรื่องที่ ๘ ทรงเจริญอิทธิบาท ๔ ต่อพระชนมายุ

                "หลวงตาอาจจะมีบารมีทางด้านคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทยเราได้  แต่หากเป็นด้านค้ำจุนพระศาสนาแล้ว สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศจะมีบารมีมากกว่าเสียอีกนะ"นี่เป็นคำกล่าวของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี

                มีศิษย์ใกล้ชิด เคยกราบเรียนถามหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นการส่วนตัวที่สุดครั้งหนึ่งว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ประชวรมานานหลายปีแล้ว ทำไม จึงยังคงดำรงสังขารอยู่ได้ถึงปัจจุบันนี้..??? (ไปๆมาๆ หลวงตาที่ดูแข็งแรงกว่ามาก กลับนิพพานไปก่อนเสียอีก) ซึ่งหลวงตามหาบัวก็วิสัชนามาในทันทีเช่นกันว่า

                "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชนั้น ท่านมีภาระต้องค้ำพระศาสนาไว้อยู่  ภาระธุระทางพระศาสนาของพระองค์ท่านยังไม่สุดสิ้นเมื่อใด ท่านก็คงต้องอยู่ต่อไปเรื่อยๆ (เจริญอิทธิบาทภาวนาต่ออายุขัย) จะยังตายไม่ได้อยู่ตราบนั้น." 

                ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จงบันดาลโชค อำนวยชัย อภิบาลปกป้องท่านทั้งหลาย ประสบแด่จตุรพิธพรชัยทั้งสี่ประการ คือ อายุ วัณณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสารสมบัติ นึกคิดสิ่งใดในทางที่ชอบประกอบด้วยธรรม ขอให้พลันสำเร็จสมมโนรถ และปราศจากทุกข์โศก โรคภัย ปัญหาอุปสรรค อันตรายทั้งปวง เจริญรุ่งเรืองในชีวิตทุกด้าน ตลอดปี ๒๕๕๙ และตลอดกาลนานเทอญฯ