Get Adobe Flash player

ปาฏิหาริย์ สมเด็จพระญาณสังวร พระสังฆราช (๓) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

 

                เรื่องที่ ๙ ล่วงรู้จิตใจผู้อื่น (เรื่องเล่าจากศิษย์ท่านหนึ่ง)ย้อนไปในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ...ในปีนั้น ผมเดินทางขึ้นไปนมัสการ ล.ป.บุดดา ถาวโร และ ล.พ.เกษม เขมโก ทั้ง ๒ องค์ นี้เป็นประจำ...มีอยู่วันหนึ่งได้เดินทางมาที่วัดบวรนิเวศ...เผอิญได้พกพาวัตถุมงคลของ ล.ป.บุดดาและ ล.พ.เกษม ไปด้วยทั้ง ๒ องค์ เดินไปที่โบสถ์ตรงหน้าต่าง มองเห็นสมเด็จพระญาณสังวรกำลังทำพิธีอยู่ในโบสถ์ กำลังจะเสร็จสิ้นพิธีอยู่พอดี ตอนนั้นตั้งจิตปัจจุบันทันด่วนขึ้นมาว่า อยากให้สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร เดินมารดน้ำมนต์ให้ที่ถุงใส่วัตถุมงคลของทั้ง ๒ องค์ ที่หน้าต่างโบสถ์ที่ผมยืนอยู่กับเพื่อนๆ อีก ๔ คน ซึ่งตอนนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะตอนที่ตั้งจิตอธิษฐานอยู่นั้น สมเด็จพระญาณสังวร ท่านทำพิธีเสร็จจะเดินออกไปทางประตูอยู่แล้ว

                ...ทันใดนั้น เหมือนฟ้าประทาน พออธิษฐานเสร็จสิ้น สมเด็จฯ ท่านเดินไปถึงประตูทางออกแล้ว แต่กลับหยุดเดินต่อ แต่กลับหันหลังกลับ และเดินมาที่หน้าต่างที่ผมยืนถือถุงวัตถุมงคลทั้ง ๒ องค์อยู่ พอท่านมาถึงที่หน้าต่าง จ้องมองหน้าผมเล็กน้อย แล้วก็เอื้อมมือไปหยิบไม้มงคล และจุ่มน้ำมนต์ที่ทำพิธี ซัดโปรยมาที่ถุงวัตถุมงคลของผมอย่างเต็มที่...ตอนนั้นผมรู้สึกปลาบปลื้ม และตื้นตันใจเป็นที่สุดเหลือกำลัง...ได้สติอีกทีท่านก็เดินคล้อยหลังออกประตูทางออก และลับตาผมไปในที่สุด...คำเดียวที่ผมคิดออกในขณะนั้นก็คือ ...เจโตปริยญาณ...

                   เรื่องที่ ๑๐ ทรงใช้โทรจิตนิมนต์พระกรรมฐาน เมื่อครั้งที่ยังมีสงคราม ระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้นิมนต์พระมหาเถระทางภาคอีสานหลายรูป ซึ่งเป็นพระป่า ไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง แต่มีภูมิธรรมขั้นสูง ด้วยการคมนาคม และการสื่อสารในสมัยนั้น ตลอดจนอุปสรรคในด้านความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อนิมนต์พระมหาเถระเหล่านั้นได้

                พลตรีอมรรัตน์ จินตกานนท์ นายทหารราชองครักษ์ ได้รับมอบหมายให้ไปทูลสมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งขณะนั้นยังคงมีสมณศักดิ์ที่ "พระศาสนโสภณ" ขอให้ช่วยนิมนต์แทน หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งก็ได้รับคำตอบว่า "ได้นิมนต์เรียบร้อยแล้ว" ให้ทางสำนักพระราชวังจัดรถไปรับ ณ ที่นัดหมายตามวันเวลาที่กำหนด         

                ปรากฏว่าการติดต่อนิมนต์ครั้งนั้น ไม่ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารใดๆ เลย แต่เป็นการติดต่อนิมนต์ด้วยโทรจิต ซึ่งเป็นการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา

                 เรื่องที่ ๑๑ ทรงอธิษฐานจิตให้ในหลวงฯ ทรงหายประชวร เมื่อร่วม ๒๐ ปีที่ผ่านมา ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร สมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะที่ทรงภูมิธรรมขั้นสูงรวม ๔ รูป ได้เข้าไปเฝ้าและเจริญสมาธิจิต กระทำสัตยาธิษฐานให้ทรงหายประชวร ก็ทรงหายประชวรในพลัน เป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง

                เรื่องที่ ๑๒ รับอาราธนาจากในหลวงฯ ทรงเจริญอิทธิบาท ๔ เพื่อไม่ให้ดับขันธ์ ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงประชวร มีพระอาการหนักมาก มีข่าวลือทั่วไปว่า "ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว" เป็นเหตุให้คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งกำลังเดินทางไปประชุมที่กัมพูชา ต้องรีบเดินทางกลับ เมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้ว จึงได้รู้ว่ากลุ่มคนปล่อยข่าวลือ เพราะพระอาการดีขึ้น

                และเมื่อทรงฟื้นจากประชวรครั้งนั้น ก็ทรงเล่าให้ฟังว่า ความจริงครั้งนั้นประชวรหนักมาก เตรียมใจที่จะละสังขารอยู่แล้ว ในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อไปทรงเยี่ยม ณ ที่ประทับรักษาพระองค์

                คณะแพทย์ได้ถวายรายงานว่า ทรงประชวรอาการหนักมาก และสิ้นหวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปถึงเตียงที่บรรทม

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระหัตถ์ทั้งสองจับพระพาหา (ต้นแขน) ของสมเด็จพระองค์ แล้วกราบทูลว่า "พระอาจารย์ พระอาจารย์! พระอาจารย์ หม่อมฉันและสมเด็จพระราชินีมาเยี่ยม" ทรงตรัสอย่างนี้อยู่ ๒-๓ ครั้ง สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงฟื้นพระสติ และทรงพยักหน้า                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า  "คราวนี้ทรงประชวรหนัก คณะแพทย์บอกว่าเกินกำลังแล้ว หม่อมฉันเองก็ได้ใช้ความพยายามเต็มที่ หมอที่ไหนดีก็หามารักษา ยาอย่างไหนดีก็หามาถวาย แต่พระอาการไม่มีใครจะช่วยได้แล้ว พระอาจารย์ต้องช่วยพระองค์เองแล้วนะ พระอาจารย์ต้องช่วยพระองค์เองแล้วนะ"

                สมเด็จพระสังฆราชทรงพยักหน้ารับคำอาราธนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จกลับ โดยมิได้ตรัสประการใดอีก

                สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานเล่าว่า เมื่อได้ยินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า "พระอาจารย์ต้องช่วยพระองค์เองแล้ว" ก็ทรงระลึกถึงคำสอนในพระบรมศาสดาเรื่องอิทธิบาท ๔ ได้ว่า เป็นธรรมโอสถ ที่เมื่อเจริญแล้วสามารถดำรงพระชนม์ให้ยืนยาวได้ดังปรารถนาถึงกัลป์ หรือเกินกว่ากัลป์

                เมื่อทรงระลึกได้ดังนี้ จึงทรงเข้าสมาธิ ดำรงพระจิตอยู่ในวิหารธรรมที่มีชื่อว่าอิทธิบาท ตามคำสอนของพระบรมศาสดา และในไม่ช้าพระอาการก็ทุเลาอย่างน่าอัศจรรย์ และทรงดำรงขันธ์เป็นมิ่งมงคลสูงสุดแก่ประเทศชาติและบวรพระพุทธศาสนามาตราบเท่าถึงหนึ่งร้อยพระพรรษา

                แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีภูมิธรรมขั้นสูงยิ่ง ที่สามารถเจริญอิทธิบาท ๔ กำหนดอายุสังขารได้เสมอด้วยพระอริยเจ้าผู้ทรงวิสุทธาธิคุณอันประเสริฐสุดในอดีตกาลอย่างสิ้นสงสัย เหมือนกับเมื่อครั้งที่ท่านเจ้าคุณพุทธทาส รับอาราธนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าอย่าเพิ่งดับขันธ์ แล้วใช้อำนาจแห่งสมาธิจิตเป็นธรรมโอสถรักษาอาการป่วยเจ็บจนหายเป็นปกติ

                และยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเจริญด้วยภูมิธรรมอันสูงในพระพุทธศาสนา ทรงเป็นธรรมิกมหาราชา จึงทรงสามารถรู้ได้ว่า จะทรงใช้ธรรมโอสถใดในการรักษาเยียวยาพระอาการที่เข้าขั้นวิกฤตในคราวนั้นได้

                ทราบข้อมูลเบื้องลึกจากวงใน แจ้งมาให้ทราบเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เหตุการณ์ตอนที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงพระประชวรหนัก ใกล้จะสิ้นพระชนม์เมื่อตอนที่ทรงมีพระชนมายุ ๙๐ พรรษา (พ.ศ. 2546) นั้น ทั้งพระและโยมที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อได้ทราบข่าวต่างพากันร่ำไห้อาลัยสมเด็จฯ ท่านกันไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ก็ไม่อาจห้ามน้ำตามิให้ไหลถึงเจ้าพระคุณสมเด็จฯท่านได้

                แต่ในคราวที่วิกฤติอย่างจวนเจียนที่สุดนั้นเอง พระอุปัฏฐากที่เฝ้าดูแลอยู่ได้แลเห็นแสงสว่างพุ่งจากพระวรกายของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเรืองรองไปหมด เหมือนกับเป็นสัญญาณบอกให้ได้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จฯ เตรียมจะถอดพระจิตทิ้งสังขารแล้ว ความนี้ได้ทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงอาราธนาให้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงเจริญอิทธิบาท ๔ ต่อพระชนมายุสังขารของพระองค์เองอย่างทันท่วงที อันนับเป็นบุญแก่บวรพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งยวด หาที่เปรียบมิได้ดังที่ท่านทั้งหลายคงจะได้เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วแผ่นดินอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

                เรื่องที่ ๑๓ ปาฏิหาริย์! พระเกศา-พระโลหิต แปรเป็นพระธาตุ จากข่าวหนังสือพิมพ์ วานนี้ (๑๐ ธ.ค. ๕๖) พระราชรัตนมงคล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เปิดเผยว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้สิ้นพระชนม์ครบ ๕๐ วัน ในวันที่ ๑๒ ธ.ค.นี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ปัญญาสมวาร ถวายสมเด็จพระสังฆราชระหว่างวันที่ ๑๑-๑๒ ธ.ค. นี้ ขณะเดียวกัน พุทธศาสนิกชน และศิษยานุศิษย์ยังคงหลั่งไหลมาถวายสักการะพระศพกันอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ เพิ่งได้รับทราบจากคณะศิษยานุศิษย์ว่า พระเกศา (เส้นผม) และพระโลหิต (เลือด) ที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราช ในโอกาสเจริญพระชนมายุ ๑๐๐ พรรษา ได้แปรสภาพเปลี่ยนเป็นพระธาตุแล้ว ซึ่งสร้างความปีติแก่คณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก

                พระราชรัตนมงคล กล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ พระเกศาและพระโลหิต แปรสภาพเปลี่ยนเป็นพระธาตุส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่ามาจากการปฏิบัติด้านสมาธิกรรมฐานซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ทรงสนพระทัยในการฝึกปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเปรียญ โดยการปฏิบัติกรรมฐานเป็นคตินิยมในพระสงฆ์คณะธรรมยุตที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเน้นให้พระสงฆ์สามเณรพึงปฏิบัติ ๒ อย่างให้เคร่งครัด คือ คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาพระคัมภีร์ เพื่อให้มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย และวิปัสสนาธุระ คือ การอบรมจิตใจตามหลักสมถะและวิปัสสนาเพื่อให้รู้แจ้งในธรรมและกำจัดกิเลสออกจากจิตใจ จนสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด

                สำหรับสมเด็จพระสังฆราช เคยฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับพระอาจารย์สำคัญหลายรูปอาทิ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นอกจากนี้สมเด็จพระสังฆราชทรงรับภาระสอนกรรมฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งพระองค์ เป็นที่ยอมรับของหมู่พระนักปฏิบัติ หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า "พระกรรมฐาน" พระองค์หนึ่ง และยังมีพระนิพนธ์เกี่ยวกับ เรื่องกรรมฐานและเรื่องของจิตมากมาย โดยเฉพาะเล่มที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด คือ "จิตตนคร นครหลวงของโลก" ด้วย

ขออนุโมทนากับผู้บริจาคทรัพย์ซื้อโลงศพ ถวายวัดตาลกง ช่วยผู้ยากไร้ขัดสน ดังนี้ คุณ Chintana Noiboonsook $ 20, คุณ Suawarak Charoonsang $ 10, คุณสง่า-พจนีย์ รัศมี $ 40 ขอให้ผู้บริจาคทุกท่านจงเป็นผู้โชคดี มั่งมีศรีสุข ลาภผลพูนทวี อายุ วัณโณ สุขัง พลัง หมดเคราะห์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

โครงการรับบริจาคเงินซื้อโลงศพถวายวัดตาลกง ต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นโครงการของทางวัดที่ทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือศพผู้ยากไร้ หรือศพไม่มีญาติ ทางอาตมภาพจึงถือโอกาสบอกบุญผ่านแฟนคอลัมน์ เมื่อส่งปัจจัยมาถวาย อาตมาก็จะรวบรวมไว้ เมื่อครบ ๑,๐๐๐ เหรียญเมื่อไร ก็จะส่งเงินผ่าน Money Gram โดยอาตมภาพจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการส่งเอง ซึ่งทำให้เงินทุกเหรียญทุกเซ็นต์ของผู้บริจาค ถึงทางวัดอย่างไม่ตกหล่น

อานิสงส์ของการซื้อโลงศพถวายวัด เพื่อช่วยผู้ยากไร้ ศพไม่มีญาติ ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ เสริมดวงชะตา โดยเฉพาะผู้อยู่ในช่วงปีชง ซึ่งปีนี้ตรงกับปีวอก ปีขาล ปีมะเส็ง และ ปีกุน ตามหลักโหราศาสตร์จีน ควรที่จะผ่อนคลาย แก้ไขดวงชะตาด้วยการทำบุญในลักษณะนี้ ท่านว่าจะช่วยได้ จริงหรือไม่? เชื่อถือได้อย่างไร? ขึ้นอยู่กับพิจารณญาณของทุกท่านก็แล้วกัน