Get Adobe Flash player

ปาฏิหาริย์ สมเด็จพระญาณสังวร พระสังฆราช (๔) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

 

                เรื่องที่ ๑๔ ทรงดับพิษไฟให้กับคุณ "พุทธวงศ์" (นามแฝง)

                เป็นเรื่องของไฟในพิธี "หล่อพระ" ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่ง "พุทธวงศ์" ไปร่วมชมอยู่ในพิธีที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นองค์ประธานเททองด้วยพระองค์เองเป็นหลายคราว

ครั้งหนึ่ง  เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาประทับบนพระเก้าอี้ในปริมณฑลพิธีเรียบร้อยแล้ว  เจ้าพนักงานก็ยกเอาเบ้าหลอมโลหะมงคลที่ร้อนจัดเข้ามาใกล้ๆ เพื่อให้ทรงหย่อนชนวนเททองตามปกติวิสัย

                แต่เผอิญมีผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่รู้นึกอย่างไร เพราะแทนที่จะเอาแผ่นโลหะปกติธรรมดาๆใส่ลงไป กลับเอา "ทองคำเปลว" คลี่ออกจากกระดาษหุ้ม แล้วเคาะๆ หมายจะให้แผ่นทองคำเปลวนั้นหล่นลงไปในเบ้าเททองให้จงได้

                แต่เพราะตามสภาพของทองคำเปลวนั้น มีความแบบบาง และอ่อนเบาอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อต้องลมต้องความร้อนที่มากระทบ ก็ลอยไปลอยมา ไม่ยอมหล่นลงในเบ้าหลอมอย่างใจนึกง่ายๆ ได้ ดูพิพักพิพ่วนทุลักทุเลเต็มที

                ท้ายสุด  ทองคำเปลวเจ้ากรรมแผ่นนั้น ก็ลอยไปติดอยู่ตรงที่ข้างๆ เบ้าเททอง ซึ่ง "พุทธวงศ์"ตอนนั้น นั่งเฝ้าอนุโมทนาบุญอยู่ข้างๆติดๆพอดี

                จะทำอย่างไรดีละนี่..???

                จะปล่อยให้ทองคำเปลวติดอยู่ข้างเบ้า ต่อหน้าสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร ก็ใช่ที่

                ครั้นจะเอื้อมไปหยิบให้ลงไปในเบ้าที่ร้อนจัดถึง "พันกว่าองศา" ด้วยมือเปล่า (ใครจะไปนึกว่าจะมีคนเอาทองคำเปลวมาหย่อนเบ้า.!?!)  มือของข้าพเจ้านี้ก็น่าที่จะ"งานเข้า"เอาได้ง่ายๆ

                แต่ท้ายสุด ก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่า

                "เป็นไรก็เป็นกันซิน่า จะลองถวายมือเป็นพุทธบูชาดูสักครา จะสักขนาดไหนกันเชียว..!!!!"

                อยู่ต่อหน้าเฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชที่ทรงเคยเพ่งไฟไหม้ใหญ่จนมอดดับมาแล้ว พระคุณของท่านคงจะช่วยให้สวัสดีได้เป็นแน่

                ว่าแล้ว ก็เอื้อมไปหยิบแผ่นทองคำเปลวที่ติดอยู่ข้างเบ้าหลอม ให้เลื่อนตกลงไปในเนื้อโลหะที่หลอมเหลวและร้อนจัดด้วย "มือเปล่าๆ" ในทันที

                ทั้งๆที่เตรียมอกเตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้วว่า อย่างไรก็ "ร้อนจัด" อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นอื่นไปได้

                แต่ในทุกขั้นตอนที่ "พุทธวงศ์" เอามือไปคีบทองคำเปลวแล้วเลื่อนไปลงในเบ้าที่มีโลหะหลอมเหลว  โดยปลายมือห่างจากโลหะหลอมเหลวพันกว่าองศาเพียง ๑-๒ นิ้ว เพื่อให้การทรงเททององค์พระลุล่วงไปด้วยดีในครั้งนั้น

                แต่ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก  ทั้งๆ ที่ควรจะแสบจะร้อนเจียนจักไหม้ หรือร้อนรนจนทนไม่ได้  แต่คราครั้งนั้น  กลับรู้สึกเพียงแค่ "อุ่นๆ" อย่างสามัญ ผิดปกติธรรมดาตามที่ควร และน่าจะเป็นอย่างมากๆถึงมากที่สุดเลยทีเดียว..!!!!!!

                ในใจนึกรู้ได้ทันทีว่า งานนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชท่าน "ดับพิษไฟ" ให้ได้แจ้งตัวแจ้งใจแบบ "เห็นๆ" และ "จะๆ" แน่แท้แล้ว

                เรื่องที่ ๑๕ ทรงทราบพระองค์เองว่า จะมีพระชนมายุเพียง ๑๐๐ ปี

                "สมเด็จพระญาณฯ เคยบอกแก่ลูกศิษย์และคนวงใน ตั้งแต่สมัยที่ยังทรงแข็งแรงเมื่อนานมาแล้วว่า พระองค์จะอยู่ถึงอยู่ ๑๐๐ ปี และพระองค์ก็อยู่ได้ถึง ๑๐๐ ปีอย่างที่ทรงว่าไว้จริงๆ  พอวันประสูติครบ ๑๐๐ ปี  คนที่รู้เรื่องนี้ ต่างก็บอกให้เตรียมตัวได้เลย ซึ่งก็จริงๆ ด้วย เพราะหลังจากนั้นเพียง ๒๑ วัน สมเด็จพระญาณฯ ก็สิ้นพระชนม์ หลังจากที่พระองค์มีอายุครบ ๑๐๐ ปี อย่างที่ทรงเคยพยากรณ์ล่วงหน้าเอาไว้ไม่ผิดเลย.."

                เรื่องที่ ๑๖ พระ'สมเด็จพระสังฆราช ปาฏิหาริย์สัมผัสได้ โดย 'แดน ท่าพระจันทร์'จากคอลัมน์ พระเครื่องคนดัง ของ ไตรเทพ ไกรงู

                “ผมบวชที่วัดบวรฯ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ ก่อนหน้านี้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปกราบไหว้ขอพรท่าน คำร่ำลือหนึ่งคือ ข้าราชการที่ไปกราบไหว้ขอพรท่านล้วนมีความเจริญในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังมีคำร่ำลือหนึ่งคือ เรื่องถูกหวย และหนึ่งในนั้นผมก็มีโชคใหญ่ในการถูกหวยด้วย”นี่คือจุดเริ่มต้นของการสะสมพระสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ของนายอดุลย์นันท์ทัต กิจไชยพร หรือ “แดน ท่าพระจันทร์” กรรมการตัดสินพระเครื่องชุดพระสมเด็จพระสังฆราช ของสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย

                สำหรับคำร่ำลือเรื่องหวยนั้น เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ ครั้งหนึ่งวัดนครป่าหมาก ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ได้รับอนุญาตให้สร้างพระผงประทานพร สมเด็จพระสังฆราช ปรากฏว่า มีการโฆษณาในเชิง “เช่าบูชาแล้วถูกหวย” พระองค์ท่านมีรับสั่งห้ามให้เช่าบูชามาถึงทุกวันนี้

                ทั้งนี้ แดน ท่าพระจันทร์ ให้เหตุผลที่สนใจสะสมพระ สมเด็จพระสังฆราช ว่า เป็นพระที่ขึ้นชื่อว่า มีพุทธคุณโดดเด่นในเรื่องเมตตา โชคลาภ รวมทั้งแคล้วคลาด ซึ่งผู้นำไปใช้มีประสบการณ์และเรื่องเล่ามากมาย โดยเริ่มจากพระไพรีพินาศ พ.ศ. ๒๕๒๘ พระกริ่ง ญสส พ.ศ.๒๕๑๙ (หลวงพ่อคูณจาร) ซึ่งเป็นต้นแบบในการจัดสร้างพระกริ่ง สมเด็จพระสังฆราช ทุกรุ่น

              เมื่อถามถึงปาฏิหาริย์ของพระสมเด็จพระสังฆราช แดน ท่าพระจันทร์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถชนกลางสี่แยกไฟแดง (แยกร่วมจิต) รถพังเสียหายทั้งคัน แต่ตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย ในวันนั้น แขวนพระสมเด็จพระสังฆราช ๓ องค์ คือ พระกริ่งชินบัญชร ๑๐๐ ปี สมเด็จชินบัญชร ๑๐๐ ปี และพระชัยวัฒน์บวรรังษี พ.ศ.๒๕๒๘ นอกจากนี้ยังมี เหรียญไหว้ครูหลวงปู่ ทวด ๐๖ ทองแดงกะไหล่ทอง พระสมเด็จปลอดภัย หลวงพ่อสว่าง วัดท่าพุทรา เหรียญไหว้ครู หลวงปู่ทวด พ.ศ. ๒๕๐๖ และ พระหลวงปู่ทวดทะเลซุง ทองคำ พิมพ์กลาง

              "เจริญ สุวฑฺฒโน ฉายานามของสมเด็จพระสังฆราช ถือว่าเป็นมหามงคล ช่วงที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ใครมาบวชที่วัดบวรฯ เมื่อสึกออกไปจะมีชีวิตรุ่งเรืองในทุกด้าน โดยเฉพาะคนเมืองกาญจนบุรีหากมีโอกาสก็จะมาบวชที่วัดบวรฯ ให้ได้ โดยเฉพาะในพิธีอุปสมบทนาคหมู่จะมีคนจากกาญจนบุรีสมัครบวชมากเป็นพิเศษ” แดน ท่าพระจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

                ความนิยมและค่านิยม

                ตัวเลขการอนุญาตสร้างพระของสมเด็จพระสังฆราช ให้แก่วัดหน่วยงานราชการ และองค์กรการกุศลต่างๆ แดน ท่าพระจันทร์ ประมาณการว่า น่าจะอยู่ที่ “๑๕๐ รุ่น ต่อปี” ทั้งนี้ ปีที่มีการอนุญาตสูงสุด มี ๔ ปี คือ ระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๓-พ.ศ.๒๕๓๖ หลังพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ ค่านิยมเพิ่มขึ้นทุกรุ่น โดยเฉพาะเหรียญพระศาสดา และเหรียญพระรูปเหมือนรุ่นแรก

                วัตถุประสงค์ที่ท่านจะประทานอนุญาตโดยไม่ขัดข้อง คือ “สร้างโรงพยาบาล กับสร้างโรงเรียน” ในกรณีของการสร้างวัดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการบูรณะวัดร้าง เงินสกลมหาสังฆปริณายกที่รัฐบาลถวายพระองค์ท่าน ปีละ ๒๕ ล้านบาท ทั้งหมดจะถูกนำไปสร้างโรงพยาบาล

              สำหรับค่านิยมของ เหรียญรูปเหมือน ภปร รุ่นแรก ที่มีค่านิยมไม่สูงมากนัก แดน ท่าพระจันทร์ บอกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนการสร้างที่มีมากถึง ๓๐,๐๐๐ เหรียญ ในสายพระกริ่ง อันดับ ๑ ต้องยกให้ พระกริ่งบวรรังษี พ.ศ.๒๕๒๘ เมื่อครั้งที่มีพระชนมายุครบ ๖ รอบ เหตุที่ได้รับความนิยม เพราะมีชวนหลักของกริ่งปวเรศรุ่นแรก

              ส่วนพระกริ่งปวเรศ พ.ศ.๒๕๓๐ ใช้ชนวนของพระกริ่งบวรรังษี อีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ ราคาเคยสูงถึง ๖ แสนบาท และพระกริ่งที่ได้รับความนิยมอันดับ ๓ คือ พระกริ่งสุวฑฺฒโน ในขณะที่พระรูปเหมือนที่ได้รับความนิยม คือ รุ่นแรกสร้างโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                ทั้งนี้ แดน ท่าพระจันทร์ ได้แนะนำการสะสมพระของสมเด็จพระสังฆราชว่า "พระที่พระองค์ท่านทรงพระอนุญาตให้จัดสร้างดีทุกรุ่น แต่ถ้าเป็นรุ่นที่พระองค์ทรงอนุญาต และส่วนใหญ่ท่านจะอธิษฐานจิตให้ด้วยนั้น ต้องเป็นรุ่นที่ขอประทานพระอนุญาต ก่อนเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕ เพราะในเดือนธันวาคม พระองค์เสด็จไปประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลแล้ว หลังจากนั้นให้พิจารณาเรื่องมวลสาร เช่น เส้นเกศา จีวร และผงพุทธคุณ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้"

                ปัจจุบัน วัตถุมงคลภายใต้พระนามของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพระรูปเหมือน, พระสมเด็จ, พระไพรีพินาศ, พระกริ่ง ฯลฯ รุ่นต่างๆ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ซึ่งนับว่าเป็นรุ่นแรก จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย ล้วนได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่ใช่เฉพาะในวงการพระเครื่องเท่านั้น แม้แต่พุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ต่างก็เสาะแสวงหากันจ้าละหวั่น ขอให้ทันท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกก็แล้วกัน

                อาตมาเองก็สะสมวัตถุมงคลของพระองค์ท่านไว้ไม่มากนัก ตั้งแต่รุ่นปี ๒๕๑๖ เลยทีเดียว เพราะไม่คิดจะจำหน่ายจ่ายแจกให้ใคร คือมีอย่างละ ๑-๒ องค์เท่านั้น พระไพรีพินาศมีทั้งเนื้อผง และรูปหล่อลอยองค์ หากท่านใดสนใจอยากขอแบ่งบูชา ก็คงต้องโทร.มาถามหา ที่พระอาจารย์เล็ก เบอร์โทร. (323) 736-6860 อัตราค่าบูชาขึ้นอยู่กับความนิยม และหายาก โดยเฉพาะพระปีลึกๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๓๔ ราคาจะสูงกว่าปีอื่นๆ ที่ออกมาภายหลัง เพราะมีพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น สายครูบาศรีวิชัย กับ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูปร่วมปลุกเสก อาทิ เช่น หลวงปู่สิม, หลวงปู่ครูบาชัยวงศา, หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, หลวงพ่อแพ, หลวงพ่ออุตตมะ, หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย ฯลฯ เป็นต้น