Get Adobe Flash player

พระราหู พ่อท่านเขียว วัดห้วยเงาะ (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

                ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๙ จนถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐ จะเป็นช่วงระยะเวลาที่ราหู (๘) คราสร้าย ตัวลุ่มหลงมัวเมา หรือ โมหะจริตในจิตใจคน จะจรอยู่ในราศีสิงห์ ที่มีดาวอาทิตย์ (๑) ดาวแห่งแสงสว่างที่ให้พลังแสงแก่ดาวเคราะห์ทั้งมวล และเป็นดาวคู่ปรับกับราหู เป็นดาวเจ้าเรือนอยู่ ในทางโหราศาสตร์ถึอว่า ราหู (๘) ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ จะมีพลังมากในการให้โทษแก่ดวงชะตา มีตำแหน่งเป็น "มหาอุจ" เพราะมาอยู่ในเรือนคู่ปรับที่ตนเองมีอำนาจครอบงำ หรือ "อมพระอาทิตย์" นั่นเอง

                ในขณะเดียวกันที่ราศีกุมภ์ อันเป็นราศีที่อยู่ตรงกันข้ามกับราศีสิงห์ที่ราหูจรเข้ามานั้นก็มี ดาวเนปจูน (น) ดาวมรณะวัฏฏะจักร ประธานฝ่ายบาปเคราะห์ร้ายที่ให้โทษไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าราหู (๘) จรอยู่ในตำแหน่งนี้มานานกว่า ๖ ปี จรเล็งอยู่ และจะอยู่อีกนานหลายปีจนถึงปี ๒๕๖๕ น่ะแหละจึงจะออกไป เท่านั้นยังไม่พอ ยังมี ดาวเสาร์ (๗) บาปเคราะห์ร้าย ดาวทุกข์โทษ ปัญหาอุปสรรคทั้งมวล จรกากบาทอยู่ในราศีพิจิก มาตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ และกว่าจะพ้นจากราศีนี้ไปได้ก็ต้องวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐ นั่นแหละ

                สรุปง่ายก็คือ บุคคลที่มีลัคนา หรืออาทิตย์อยู่ราศีสิงห์ , ราศีกุมภ์, ราศีพิจิก และ ราศีพฤษภ ต้องระวังตัวให้มาก ชีวิตอาจหักโค่น และเกิดเหตุร้ายได้ทุกเมื่อในขณะที่ราหูจรอยู่ในราศีสิงห์ ในระยะเวลาประมาณ ๑ ปีครึ่ง นั่นเอง โดยเฉพาะปี ๒๕๕๙ หรือ ปีวอก (ราศีสิงห์) เป็นปีที่ชงกับ ปีขาล (เสือ) ต้องระวังเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาก็คือ ราศีพิจิก (กุน) และ ราศีพฤษภ (วัว) ตามลำดับ

                ลักษณะที่โดดเด่นเห็นชัด ในเรื่องของราหู ก็คือ ความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่เลวทรามต่ำช้า การทำอะไรมักจะทำตามใจตนเอง ยึดถือตนเองเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบกับคนรอบข้าง หรือสังคมส่วนรวม เมื่อผู้คนในสังคมโลก หรือในประเทศไทย พากันเป็นไปเช่นนี้  ย่อมเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในด้านต่างๆ ตามมาเป็นแน่ จากนั้นความทุกข์ระทมขมขื่น ความลำบากยากแค้นในการดำรงชีวิต ความไม่เป็นปกติสุขในการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็จะบังเกิดขึ้นกับทุกรูปนามในสังคม

                ด้วยเหตุนี้ พระเกจิอาจารย์เจ้าซึ่งทราบดีถึงพิษภัยของราหู จึงได้สร้างเครื่องรางในรูป “พระราหูอมจันทร์ หรือ พระราหูอมอาทิตย์” ขึ้นมา ตั้งแต่สมัยอดีตกาลอันยาวนาน มาจนถึงยุคปัจจุบันก็ยังมีการสืบทอดวิชาการจัดสร้างในแขนงนี้อยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้สาธุชนได้พกพา เกิดสติปัญญาในการที่จะพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ โดยรอบข้างเสียก่อน ที่จะกระทำการใดๆ ลงไป เตือนจิตเตือนใจให้กระทำสิ่งใดโดยรอบคอบ ชอบด้วยสติปัญญา และเหตุผล ดำรงตนเป็นพลเมืองดีมีศีลธรรม ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ตนเองและสังคม เหมือนดังเรื่องราวของพระราหูที่มีมาในตำนาน

พ่อท่านเขียว กิตติคุโณ หรือ พระครูอนุศาสน์กิจจาทร วัดหัวยเงาะ ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี หรืออีกนามที่ชาวบ้าน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ขนานนามว่า เทพเจ้าฝ่ายบู๊แห่งเมือง ลังกาสุกะ ท่านเป็นพระสมถะ ไม่สะสมทรัพย์ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ฉันก็ฉันง่าย ๆ บางทีก็แบ่งข้าวที่ท่านกำลังฉันให้สุนัขที่ท่านเลี้ยงกินด้วยกัน ท่านมีเมตตากับทุกๆ คน เดือดร้อนอะไรมาท่านก็ช่วย ไม่เว้นแม้สุนัขที่ถูกทอดทิ้ง ท่านก็รับมาเลี้ยงอย่างดี ท่านชอบสอนทุกๆ คนที่ไปหาท่านให้ทำดี ละเว้นชั่ว ตั้งมั่นในความซื่อสัตย์ กตัญญู อดออมทรัพย์สินใช้จ่ายอย่างประหยัด ดังที่ท่านเคยสอนให้เลิกใช้คำว่า “ทำมาหากิน” แต่ให้ใช้คำว่า “ทำมาหาไว้” แทน ในทำนองว่า ทำมาหาไว้ อย่ากิน อย่าใช้ จนหมด นั่นเอง

ท่านตั้งปฏิปทามั่นในการอยู่ในพื้นที่อันตราย จ.ปัตตานี ไม่คิดย้ายที่อยู่ไปแห่งใหม่ที่ปลอดภัยกว่า ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้มีภาระใดใดแล้ว (ท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส) ท่านยังคงอยู่เป็นขวัญกำลังใจของทหารหาญ และพลเรือนในพื้นที่นั้นต่อไป สั่งสอนธรรมะของพุทธองค์สืบไป

ที่มาของฉายานาม เทพเจ้าฝ่ายบู๊ ของพ่อท่านเขียว เพราะท่านได้ทำนายเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ก่อนล่วงหน้า พร้อมกับสร้าง ตะกรุดพิศมรหลวงปู่ทวด แจกพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนมีเหตุการณ์ และตั้งแต่มีเหตุการณ์ ยังไม่มีผู้ใดแขวน เครื่องรางของขลังของพ่อท่านเขียวแล้วสังเวยชีวิต ให้กับเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยแม้แต่คนเดียว ส่วนยิงไม่ออก ยิงไม่เข้า ยิงไม่ถูก หรือแม้แต่โดนระเบิดไม่เป็นไร มีให้เห็นอยู่ทุกวัน โดยที่เขาเหล่านั้นแขวนเครื่องรางของขลัง พ่อท่านเขียว เป็นส่วนมาก จึงเป็นที่มาของเทพเจ้าฝ่ายบู๊แห่งเมืองลังกาสุกะ

ที่นี้เราลองมาดู ภูมิหลัง ของท่านหน่อยว่า ทำไม ท่านถึงขลัง และ ศักดิ์สิทธิ์  พ่อท่านเขียว ท่านถือกำเนิดในครอบครัวของชาวนาในจังหวัดยะลา ชีวิตวัยเด็กของท่านก็เหมือนกับคนอื่น แต่พอท่าน เรียนหนังสือ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ บิดาก็เสียชีวิตลง ท่านจึงต้องออกจากบ้านหางานทำ เพื่อเลี้ยงน้องและแม่ของท่าน ท่านเป็นผู้ที่สนใจในไสยศาสตร์โบราณมาตั้งแต่เป็นเด็ก โดยมี พ่อ เป็นครูคนแรกชีวิตในวัยหนุ่มของท่านออกจะโลดโผน เพราะความเป็นคนตรงและพูดจาโผงผาง จึงทำให้คนกลัวและนับถือท่าน เพราะถ้าใครผิดก็ว่าผิด ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นพี่น้อง หรือญาติท่าน ท่านเป็นผู้ที่เรืองอาคมตั้งแต่เป็นหนุ่ม เพราะบิดาของท่านเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อ และท่านก็เรียน วิชาคงกระพัน เป็นบทแรกตามประสาคนหนุ่ม

เท่าที่ผมเคยศึกษาประวัติพระเกจิอาจารย์มา พระเกจิที่มี“บิดา” เรืองอาคม และ “ถ่ายทอด” ให้ลูกของตนนั้น ต่อมา ลูกของพ่อคนนั้นหากได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องของ“พุทธาวิทยาคม” หรือ “ไสยศาสตร์มนตรา” มีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ ทั้งแพทย์แผนโบราณ ปลุกเสกวัตถุมงคล ฯลฯ เป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และจะกลายเป็น “พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง” ที่มีศิษยานุศิษย์ทุกชนชั้น ให้ความเคารพนับถือทั่วประเทศ อาทิ เช่น หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม, พ่อท่านนำ  วัดดอนศาลา พัทลุง (บิดาเป็นศิษย์เขาอ้อ) ฯลฯ เป็นต้น

พ่อท่านเขียว กิตติคุโณ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน (๒๕๕๒)ท่านมีวัยล่วงเลยถึง ๗๙ ปี ๕๙ พรรษา สุขภาพท่านยังแข็งแรง ยังให้การต้อนรับสาธุชนทุกระดับชั้น ที่มีจิตศรัทธาในตัวท่านไม่ว่างเว้น ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือเบื่อหน่าย ด้วยความเมตตาเท่าเทียมกัน

ในสมัยอดีตหากเอ่ยถึง นายเขียว บ้านหน้าถ้ำ เป็นที่เชื่อถือได้ว่า เหนียวจริงๆ พอผ่านชีวิตมาได้อายุครบบวช ท่านก็ได้อุปสมบท ณ วัดนางโอ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓ โดยมี พระครูมนูญสมณการ (ฉิม) วัดพลานุภาพ เป็นอุปชฌาย์จารย์ พระอธิการแดง ธมมโชโต วัดนาประดู่ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการทอง จันทโชโต วัดภมรคติวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอธิการดำ ติสสโร วัดบุพพนิมิต (นางโอ) เป็นพระสงฆ์ นั่งหัตถบาส

ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่า อุปัชฌาจารย์ท่านเป็นคนเดียวกับอุปัชฌาจารย์ของ พระอาจารย์ทิมวัดช้างไห้ ที่สร้างหลวงปู่ทวดอันโด่งดัง จึงทำให้พ่อท่านเขียวกับอาจารย์ทิมยังเป็นศิษย์ร่วมสำนัก และเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน ทั้งยังเคยร่วมทำพิธีกรรมร่วมกันหลายครั้ง อย่างเมื่อตอนสร้างหลวงปู่ทวดปี ๒๔๙๗ พ่อท่านเขียวยังไปร่วมผสมว่านและตำว่าน ในการสร้างพระในรุ่นนั้น

เล่าภูมิหลังของท่านมาพอสมควรแล้ว ก็ใคร่จะแนะนำวิชาของท่านที่ทำให้ท่านโด่งดังทั้วฟ้าเมืองไทย คือ วิชารับทรัพย์ เพิ่มทรัพย์ พ่อท่านเขียวท่านนำวิชานี้มาสร้างเป็น ผ้ายันต์รับทรัพย์เพิ่มทรัพย์ การพุทธาภิเษกต้องเข้มขลัง เป็นไปตามตำราทุกประการ เพราะผ้ายันต์ของท่านนั้น สามารถพกไว้ในกระเป๋ากางเกงได้ ไม่ว่าหญิงหรือชายไม่มีเสื่อม ซึ่งมีลูกศิษย์ใกล้ชิดเคยถามท่านในข้อนี้ ท่านว่า ทองอยู่ที่ไหนก็คือทอง มิใช่หิน หรือตะกั่ว

ท่านเริ่มทำผ้ายันต์ครั้งแรกตอนหลานท่านคนหนึ่ง มีปัญหาเรื่องการทำมาหากิน เงินทองไม่คล่องมือ ท่านเลยนำวิชานี้มาทำผ้ายันต์ครั้งแรก ส่วนหลานท่านแต่แรก อยากจะปิดกิจการ แต่พอได้ผ้ายันต์ไปบูชา ทำให้กลับมารุ่งเรืองในเวลาไม่กี่เดือน ในตำราได้บอกไว้ว่า อันวิชารับทรัพย์ เพิ่มทรัพย์ นี้ ให้นำดินหัวใจแม่โพสพ มาทำดินสอเขียนยันต์ลบผง นำมาสร้างโพธิ์สัตว์ พกติดตัวไม่รู้จักอดยาก โชคลาภ บริบูรณ์ทรัพย์สินเงินทองเต็มเรือน ประดุจท้องพระคลังหลวง หรือจะนำผ้าบังสุกุล เขียนยันต์ด้วยหมึกดีปลาก็วิเศษนักแล  เมื่อเจอแล้วทำเอาเถิด มิอดอยาก มิรู้จน ได้เชื่อแล้ว วิชาเป็นของ หลวงพ่อดำ วัดนางโอ พ่อท่านเขียว ท่านเรียนมาก่อนหน้านี้ ท่านทำแต่ผ้ายันต์ได้อย่างเข้มขลัง จนมีผู้คนไปขอท่านมากจนทำไม่ทัน

ในสมัยที่ยุค “จตุคามรามเทพ” เฟื่องฟูถึงขีดสุดในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่านได้สร้าง จตุคามรามเทพ ในชื่อ รุ่น รับทรัพย์ เพิ่มทรัพย์ ตามวิชาที่ท่านเรียนมา ท่านได้ให้ลูกศิษย์ที่เป็นทั้งศิษย์ และหลาน หาดินหัวใจแม่โพสพตามตำราที่ตกทอดกันมา แล้วนำมาทำดินสอเขียนยันต์ ลบ ผง และนำมาสร้างจตุคามรามเทพที่เป็นโพธิ์สัตว์ ตามตำราที่ระบุไว้ พ่อ แม่ พี่ น้อง ลองคิดดู ขนาดผ้ายันต์รับทรัพย์ เพิ่มทรัพย์ยังขลังขนาดนั้น แล้วนี่นำมาสร้างพระโพธิสัตว์ ตามตำราโดยหาดินหัวใจแม่โพสพตามตำราที่ตกทอดกันมาจนเจอ แล้วนำมาสร้างพระโพธิสัตว์ จตุคามรามเทพ จะขลังขนาดไหน

เรื่องเงินทองลาภยศมิต้องกลัวเลย เพราะพระนำฤกษ์ที่ท่านสร้าง และออกให้บูชาก่อนล่วงหน้าพระลูกย่อย ท่านบอกกลับผู้เขียนว่า ให้เขาบูชาลูกนำฤกษ์ไปใช้ดูก่อน ก่อนลูกธรรมดาจะออก ภายหลัง ถ้านำไปบูชาแล้วขอไม่ได้โชคลาภไม่มี เรื่องเงินทองไม่ดีขึ้น ก็ไม่ต้องเช่าลูกธรรมดา  โอ้โห อะไรจะขนาดนั้น มีที่ไหนสร้างจตุคามแล้ว บอกให้บูชาลูกนำฤกษ์ รับประกันไม่เห็นผล ไม่ต้องเช่าอย่างอื่น ถ้าไม่มั่นใจจะกล้าไหม ของดีขนาดลองได้ หาที่ไหน

จตุคามฯ รุ่นนี้ ด้านหน้า เป็นองค์ จตุคามรามเทพ เหมือนกัน ด้านหลังมี ๓ พิมพ์ คือ พระแม่โพสพ, พญาราหูค้นทรัพย์ และ พระนารายณ์ แต่ละพิมพ์ มีมวลสารหลักต่างกันออกไป บอกถึงความตั้งใจของคนสร้าง พร้อมกับภูมิความรู้เป็นอย่างดี  หลังพญาราหู สร้างตามตำราศรีวิชัยโบราณ เป็นการสร้าง ดวงตราพญาราหู อย่างเดียวกับที่นางละเวง ในเรื่องพระอภัยมณี พกติดตัวอยู่ตลอด วิชานี้เกือบสูญหายไปแล้ว รูปแบบเป็นพญาราหูเต็มตัว ตามวิชาโหราศาสตร์ ราหูเมื่อก่อนเต็มตัว แต่โดนตัดแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนบนโดนตัดออกไปเป็นราหู ส่วนล่างพอโดนตัดออกมากลายเป็นพระเกตุ ทั้งราหู และพระเกตุ แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้มีแต่ท่อนบน และท่อนล่าง อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะร่างพระราหูนั้น เป็นอมตะ คือ ไม่มีวันตาย เมื่อร่างถูกตัดแบ่ง ก็จะงอกเงยส่วนที่ถูกตัดขาดนั้นให้เกิดใหม่ขึ้นมาได้

ส่วนหลังอีกแบบเป็นพระนารายณ์ ปางประทานทรัพย์ ส่วนผสมหลัก คือ ผงนารายณ์แปลงรูป กับ ผงพุทธคุณร้อยล้านช่อง วิชาผงตัวนี้ ถ้าไม่เจนจบในวิชาลบผง กับตำราพิชัยสงครามอย่าหวังจะทำเลย เพราะการเขียนผง ต้องเดินเป็นตาหมากรุก และผงสำคัญอีกชนิด คือ ผงหลวงปู่ทวด ปี ๒๔๗๙ และ ดิน ณ สถานที่ละสังขารหลวงปู่ทวดในมาเลย์ และ ผงไม้มงคล กว่าสองร้อยชนิด ก่อนนำไม้มาทำเป็นมวลสาร ทั้งลงยันต์ทั้งเสก แล้วจึงนำมาบดทำผงไม้ผสมรุ่นนี้ ขลังตั้งแต่ยังไม่เสก แล้วทั้งผง ทั้งมวลสาร แล้วมาสร้างเป็นจตุคามอีก เรื่องขลังพึ่งได้ หายห่วงเลย