Get Adobe Flash player

หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง อุตรดิตถ์ (๑) โดยพระเล็ก

Font Size:

"หลวงปู่ทองดำ ฐิตวัณโณ" หรือ "พระนิมมานโกวิท" วัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ หรือ "หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง" ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง แก่กล้าในพลังจิตพุทธาคม ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง

            นามเดิมท่านชื่อว่า ทองดำ เม่นพริ้ง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 พุทธศักราช 2441 ณ.บ้านไซโรงโขน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายบุญนาค-นางจ่าย เม่นพริ้ง มีอาชีพล่องเรือค้ายาสูบ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4

            ขณะเด็กชายทองดำ อายุ 3 ขวบ บิดามารดาได้นำไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมกับ หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ วัดบางคลาน จ.พิจิตร พระเกจิชื่อดังผู้สร้างรูปหล่อราคาแพงที่สุดในประเทศไทย และเป็นอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรฯ และพระเกจิชื่อดังรุ่นหลังอีกหลายองค์ เช่น หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง พิจิตร, หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์, หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ปทุมธานี ฯลฯ

            หลวงพ่อเงินเห็นครั้งแรกได้เอ่ยคำออกมา "ไอ้หนูเด็กน้อยคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครเลี้ยงก็ไม่ได้ มาเป็นลูกของเราเถิดนะ"  กล่าวจบ หลวงพ่อเงินเอาผ้าผืนลงปูรองรับเด็กน้อยคนนี้ ทำพิธีรับลูก จากนั้นเด็กคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูอุปถัมภ์ สั่งสอน อบรม วิชาความรู้ และสรรพวิชาต่างๆ โดยได้พักอาศัยกับหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อเงินเงินท่องบทสวดมนต์เด็กชายทองดำก็สามารถท่องได้จบเล่มในวันเดียว ชาวบ้านรู้ข่าวต่างแห่มาดูการใหญ่ว่าเด็กน้อยคนนี้มีหน้าตาอย่างไร

            กระทั่งโตขึ้นบิดามารดามารับเด็กชายทองดำไปเล่าเรียนศึกษากับอาจารย์โต (เจ้าอาวาสวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ จ.อุตรดิตถ์ในสมัยนั้น) ซึ่งในวัยหนุ่มฉกรรจ์ นายทองดำได้ฝึกฝนและศึกษาศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยจนมีความชำนาญ จนได้เป็นนักมวยที่มีฝีมือดีคนหนึ่ง ได้รับฉายาว่า "ดำ ท่าทอง" เพราะท่านเรียนวิชากับโยมปู่ของท่าน โดยเฉพาะวิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชาธนูมือ คือก่อนขึ้นชกมวย ท่านจะท่องคาถา เขียนที่ฝ่ามือเมื่อขึ้นชกจะทำให้มีพละกำลังและคม ทำให้คู่ชกแตกได้ง่าย

            และในช่วงวัยหนุ่มนี้เอง นายทองดำได้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ "เล็กย่งหลี" (ต้นตระกูลเล็กอุทัย) มีรูปร่างเล็กไปไหนไหด้วยกันประจำ ได้ฝึกชกมวยด้วยกันมา หากออกชกมวยที่ไหนจะให้เล็กย่งหลีขึ้นไปเปรียบหาคู่ชก แต่ตอนเวลาชกนายทองดำจะเป็นผู้ชกแทน ก่อนชกนายทองดำจะบริกรรมคาถาที่ได้ร่ำเรียนมาโยมปู่จนรู้สึกตัวหนา(ของขึ้น)และนายทองดำก็สามารถชกมวยชนะแทบทุกครั้ง อายุครบเกณฑ์ทหาร ได้เข้ารับเป็นทหาร 2 ปี

            ปลดจากทหารประจำการแล้วจึงได้อุปสมบทสู่ร่มพระศาสนาสู่ร่มพระศาสนาเมื่อ อายุ 22 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมืองอุตรดิตถ์ โดยมี พระครูวิเชียรปัญญามหามุนี (เรือง) เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าอาวาสวัดท่าถนน ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แส เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูดวง เจ้าอาวาสวัดวังหมู เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ฐิตวัณโณ

            เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านจำพรรษาที่วัดท่าทอง ๑ พรรษา จากนั้นจึงย้ายมาอยู่วัดท่าถนน ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่าน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่นั้น ก็เพราะความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยให้ละเอียดและถ่องแท้ หลวงปู่ได้มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะอุตสาหะ ภายในปีเดียวก็สอบได้นักธรรมตรี (พ.ศ.2466) ด้วยเหตุแห่งการศึกษาทางพระธรรมวินัยในสมัยนั้นยังไม่เจริญพอการศึกษามีเพียงชั้นนักธรรมตรีเท่านั้น ฉะนั้นการศึกษาของท่านต้องหยุดชะงักลง

            ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าถนน ๓ พรรษา ทางวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง คณะศรัทธาวัดท่าทอง ได้ลงความเห็นพ้องกัน โดยได้ไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตจากเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยดี คณะศรัทธาให้ "พระภิกษุทองดำ" เพื่อนิมนต์ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ซึ่งหลวงพ่อเองก็มีเจตนาอันบริสุทธิ์และจิตใจอันแน่วแน่ต่อพระพุทธศาสนา และเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาทำนุบำรุงเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นสมความตั้งใจ หลวงพ่อจึงรับภารกิจนิมนต์ครั้งนี้ และย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 เป็นต้นมา

            นอกจากศึกษาด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านยังสนใจที่จะศึกษาวิชาด้านโหราศาสตร์ และไสยศาสตร์อีกด้วย ซึ่งการศึกษาด้านคาถาอาคมนั้น ท่านได้ศึกษามาตั้งแต่เยาว์วัย โดยช่วงวัยเด็กหลวงปู่ได้ติดตามบิดาล่องเรือขายยาสูบระหว่างอุตรดิตถ์ จ.พิจิตร จ.นครสวรรค์ บิดามารดาได้ฝากเป็นเด็กวัด เรียนหนังสือกับ "หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ วัดบางคลาน จ.พิจิตร" คอยรับใช้ใกล้ชิด ท่านอนุญาตให้พักกุฏิเดียวกับท่าน หลวงพ่อเงินได้สอนสรรพวิชาอาคมไสยเวทต่างๆ ให้จนหมดสิ้น (ถือว่าเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่แท้จริง) คาถาที่หลวงพ่อเงินสอนไว้นั้นที่สำคัญคือ นะโมพุทธายะ (พระเจ้าห้าพระองค์) ซึ่งต่อมาหลวงปู่ได้ใช้เป็นคาถาประจำตัวของท่านตลอดมา

            นอกจากนั้นหลวงปู่ยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับโยมปู่ของท่าน ซึ่งเป็นวิชาอยู่ยงคงกระพัน เพื่อป้องกันตนเอง หลวงปู่ได้ใช้วิชานี้ปลุกเศกตัวเองก่อนจะขึ้นชกมวยทุกครั้ง โดยก่อนจะขึ้นชกมวยหลวงปู่จะบริกรรมคาถาจนรู้สึกว่าเนื้อเริ่มหน่าขึ้น (ของขึ้น) จึงจะชกได้

            ในช่วงที่หลวงปู่ทองดำจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าถนน (วัดหลวงพ่อเพ็ชร) ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอุตรดิตถ์ หลวงปู่ทราบว่าที่วัดกลาง อยู่ห่างจากวัดท่าถนนทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร มีพระภิกษุชราอยู่รูปหนึ่งชื่อ หลวงพ่อทิม ขาดการดูแลเอาใจใส่ หลวงปู่จึงได้ใช้เวลาว่างเดินทางจากวัดท่าถนนมาวัดกลางทุกวัน เพื่อปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อทิมด้วยจิตใจเมตตา และให้ความเคราพนับถึอ โดยหลวงปู่ได้ปฎิบัติภารกิจเป็นประจำทุกวัน ได้แก่ ตักน้ำขึ้นมาจากท่าแม่น้ำน่าน นำมาใส่ตุ่มไว้ให้หลวงพ่อทิมได้สรง เก็บกวาดกุฎิ ชำระล้างภาชนะต่างๆ ประจำมิขาด โดยหลวงปู่มิได้หวังสิ่งค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทำไปเพราะจิตเมตตาแก่ภิกษุผู้สูงอายุโดยแท้

            ซึ่งจากการกระทำความดีของหลวงปู่ ทำให้หลวงพ่อทิม หลวงตาแก่ๆ ซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบมาก่อนว่า ท่านเป็นพระภิกษุเชี่ยวชาญมนต์คาถาทุกด้าน ซึ่งกิตติศัพท์ที่ชาวบ้านย่านเกาะบางโพและตำบลใกล้เคียงทราบคือตะกรุดโทนซึ่งหลวงพ่อปลุกเสกโดยดำลงน้ำจารอักขระบนแผ่นตะกรุดจนกว่าเสร็จ น่าเสียดายวันหนึ่ง มีมนุษย์ผู้เขลาด้วยปัญญา นำตะกรุดที่ท่านมอบไปผูกคอสุนัข และยิงสุนัข แต่ปาฏิหาริย์กระสุนด้านหมด เมื่อหลวงพ่อทิมเห็นสุนัขวิ่งหลบใต้กุฎิ จึงถอดตะกรุดออกจากคอสุนัข จากนั้นจึงประกาศงดให้เครื่องรางของขลังแก่ชาวบ้าน หลวงปู่เมื่อได้รับมอบวิชา และตำราจากหลวงพ่อทิมไปแล้ว ท่านหมั่นศึกษาภาวนาปฎิบัติทุกบท ทุกวรรคตอน จนสิ้นกระบวนความในตำรา จนชาวบ้านเกาะที่ไม่รู้ความจริงต่างกล่าวกันว่า "หลวงพ่อทิมไปเกิดที่วัดท่าทอง"

            หลวงปู่ทองดำได้ใช้คาถาอาคมช่วยเหลือชาวบ้านตลอดมา ประพรมน้ำพุทธมนต์แก่ชาวบ้านที่แวะเวียนมากราบนมัสการท่าน ซึ่งน้ำมนต์นี้หลวงปู่จะปลุกเสกทุกวัน ใส่โองมังกรขนาดใหญ่ ภายในกุฎิของท่าน กิตติคุณความขลัง และศักดิสิทธิ์ของน้ำพุทธมนต์เป็นที่เล่าเล่าขาน เมื่อครั้งยุทธภูมิเข้าค้อ โดยมีผู้บังคับการจังหวัดทหารบกท่านหนึ่ง ซึ่งมีความเลื่อมใสเคารพศรัทธาในตัวท่าน และมีความเชื่อถือในความเข้มขลังของน้ำพระพุทธมนต์ของท่านมาก ได้มาขอนำพระพุทธมนต์ไปหนึ่งขวดแล้วนำไปใส่แท๊งค์น้ำดื่ม สำหรับทหารที่ปฎิบัติการรบประจำการที่เขาค้อได้ดื่ม ซึ่งท่านเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของนำพระพุทธมนต์ของหลวงปู่ สามารถคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่เหล่าทหารได้

            และอีกสิ่งที่ชาวบ้านต้องมาคอยดูว่า ท่านจะคายออกมาจากปากเมื่อไร สิ่งนั้นก็คือ "ชานหมาก" เพราะเหตุว่าชานหมากของหลวงปู่ ชาวบ้านหลายคน ได้รับไปแล้วน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ จะพบประสบการณ์ในด้านต่างๆ ในทางที่ดี บางคนได้รับประสบการณ์ด้านอยู่ยงคงกระพัน บางคนแคล้วคลาด แต่ส่วนใหญ่ที่ได้รับประสบการณ์จากชานหมากของหลวงปู่ก็คือ เมตตามหานิยม และค้าขายดี ซึ่งในขณะนั้น ถึงแม้ว่าหลวงปู่จะเคี้ยวหมากทั้งวัน แต่ไม่มีชานหมากติดกระติดโถนเลย และอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมนำมาให้หลวงปู่ลงอักขระเลขยันต์และเป่าเสกก็คือ กล้วยสุก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหญิงมีครรภ์ที่นำมาให้หลวงปู่ทำให้ แล้วนำไปรับประทานจะทำให้คลอดบุตรง่าย และเด็กเกิดมาจะแข็งแรงดีทุกคน

            กิตติศัพท์ ความเลื่องลือในปฏิปทาอันแรงกล้า และจริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ขจรขจายไปไกลทุกสารทิศ พระเกจิอาจารย์รุ่นหลังหลายรูปให้ความเคารพนับถือในตัวท่าน ต่างเดินทางไปกราบไหว้และสนทนาธรรมอยู่เสมอ

            พระเทพวิทยาคมเถร หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ นครราชสีมา อริยสงฆ์แห่งแดนที่ราบสูง ก็เคยมากราบไหว้สนทนาธรรมกับหลวงปู่ทองดำถึงวัดท่าทอง สร้างความฮือฮาให้กับพุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าวเป็นยิ่งนัก

            เมื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ท่านได้รีบดำเนินโครงการพัฒนาวัดท่าทองทันทีเพราะสภาพวัดท่าทองในขณะนั้นทรุดโทรมเต็มที่ ไม่มีเสนาสนะและถาวรวัตถุ คงเป็นวัดเล็กๆ เท่านั้น ตลอดเวลาที่หลวงปู่ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครอง วัดท่าทองได้พัฒนาเจริยรุ่งเรืองผิดไปจากสภาพเดิมอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ เริ่มต้นจากการขยายที่ดินของวัดซึ่งมีอยู่จำกัด งานก่อสร้างศาลาการเปรียญ โบสถ์ วิหาร กุฏิ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาปฏิบัติธรรม กุฎิวิปัสสนากัมมัฎฐาน รั้วกำแพง เมรุเผาศพ และถาวรวัตถุอีกมากมาย ประกอบกับท่านเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการออกแบบก่อสร้าง การอ่านแบบแปลน และดำเนินงานเอง จนเป็นที่ยอมรับในหมู่คณะสงฆ์ของจังหวัดอุตรดิตถ์   ฉะนั้นงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับเสนาสนะของวัดในจังหวัดอุตรดิตถ์ อาทิเช่น การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ หลวงปู่จะต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ และวางแปลนให้ด้วย มิใช่เฉพาะงานก่อสร้างเสนาสนะทางศาสนาเท่านั้น หลวงปู่ได้มองการณ์ไกลเห็นความสำคัญของการศึกษา วัดที่ขออนุญาตในการสร้างวัด หลวงปู่มักจะให้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนประชาบาลควบคู่ไปด้วย บางโรงเรียนท่านจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้โรงเรียนประชาบาลในวัดบางแห่งยังปรากฏนามของท่านอยู่

            จึงกล่าวได้ว่าสมณศักดิ์ที่หลวงปู่ได้รับพระราชทานนามว่า "พระนิมมานโกวิท" อันหมายถึง "ท่านผู้มีสติปัญญาเฉียบล้ำเลิศในงานการก่อสร้าง ดุจดั่งเนรมิต"  นั้นจึงสมดังนามอย่างแท้จริง