Get Adobe Flash player

หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง อุตรดิตถ์ (๒) โดยพระเล็ก

Font Size:

งานก่อสร้างของหลวงปู่มีมากมายเหลือที่จะพรรณา และสิ่งสำคัญมากที่หลวงปู่ภูมิใจยิ่งได้แก่ ที่ดินอันป็นกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของวัดขณะนี้ ซึ่งเดิมขณะที่หลวงปู่มาดำรงด์ตำแหน่งเจ้าอาวาสที่ดินของวัดมีอยู่เพียง 3 ไร่เศษเท่านั้น ยากยิ่งต่อการพัฒนา หลวงปู่จึงได้ลงมือบุกเบิกที่ดินรอบบริเวณวัด ซึ่งเป็นป่ารกเเละหนองน้ำ หลวงปู่ได้อดทนอุตสาหะไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ประกอบกำได้กำลังศรัทธาของชาวบ้านบริจาคยกให้ รวมทั้งสิ้นประมาร 90 ไร่เศษ การก่อสร้างศาสนสถานภายในบริเวณวัดท่าทองหลวงปู่เป็นผู้กำหนดแบบ ควบคุม และลงมือด้วยตนเอง โดยมีพระภิกษุ สามเณรและศรัทธาของประชาชน ให้ความร่วมมือด้วยดีเสมอมานับแต่หลวงปู่ได้มาดำรงค์ตำแหน่ง เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าทอง จวบจนท่านมรณภาพ

            หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 สิริอายุ 107 ปี

            ในช่วงที่หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้อธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องวัตถุมงคลไว้จำนวนมาก อาทิ พระเนื้อดิน สร้างไว้ก่อนปี 2500 พิมพ์ซุ้มนครโกษา พิมพ์ยอดขุนพลบ้านปืน พระนางพญาพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก แผ่นยันต์ตะกรุด ชานหมาก รูปเหมือน สติ๊กเกอร์ติดหน้ารถ พระพิมพ์สมเด็จ พระนางพญา ปี 2523 ล็อกเกต พระปิดตา เหรียญ พระกริ่ง นางกวัก สีวลี เป็นต้น ฯลฯ ถือเป็นพระเครื่องของหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเซียนพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง

            ประสบการณ์อภินิหาร จาก คนวังหน้า

            ผมมีประสบการณ์ตอนนั้นพระอาจารย์สิทธิพงศ์มอบเกสาหลวงปู่ทองดำ ขณะใส่เกสาของท่านในผอบ พระธาตุสีเหลืองใสๆ เสด็จต่อหน้า หลังจากนั้นผมไปกราบที่วัด ได้ฟันหน้าของท่านมาด้วย ร่วมทำบุญกับหลวงปู่ท่าน ฟันท่านกลายเป็นพระธาตุ

            ส่วนของมหามงคลอีกชิ้นหนึ่งคือฟันหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ได้มาจากศิษย์สายหลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง ไว้จะลงภาพให้ชมกันนะครับ

            ประสบการณ์จาก คุณแกงส้ม

            โอ้โห เจอตัวจริงเข้าให้แล้วไง ของผมมีเกษาของหลวงปู่ อยู่ในผอบเพิ่งได้มาเมื่อปีใหม่นี้เองครับ คุณคนวังหน้าอย่าลืมเอารูปมาลงให้ชื่นชมบารมีนะครับ โดยเฉพาะฟันของหลวงพ่อเงิน

            มีเรื่องเล่าแต่ไม่ใช่ของผมนะครับ ฟังมาจากพ่ออีกที พ่อเล่าให้ฟังว่า มีทหารที่ค่ายไปไหว้หลวงพ่อคูณ ไปกันหลายคน พอไปถึงหลวงพ่อคูณก็ถามว่า "พวกมึงมาจากไหนกัน" พวกทหารก็ตอบว่ามาจากอุตรดิตถ์ครับ หลวงพ่อคูณก็ตอบว่า "พวกมึงมาหากูให้ไกลทำไม ครูบาอาจารย์กูอยู่ที่นั้นทำไมไม่ไปกราบ ท่านเก่งกว่ากูอีก" พวกทหารก็งงกันใหญ่เลยเพราะไม่รู้ว่าครูบาอาจารย์ที่ว่าคือใคร เพราะเท่าที่รู้ยังไม่เคยเห็นหลวงพ่อคูณไปอุตรดิตถ์ เลยถามหลวงพ่อคูณว่าใครคือครูบาอาจารย์ที่ว่า หลวงพ่อคูณก็บอก "หลวงพ่อทองดำไง ท่านเก่งกว่ากูอีก" แค่นั้นก็ถึงบางอ้อเลย ใกล้เกลือกินด่าง อย่างที่เคยเห็นในเวบทั่วไปครับว่า หลวงพ่อคูณถ้าผ่านไปทางเหนือก็จะแวะมากราบหลวงปู่ทองดำทุกครั้ง ยังเคยปลุกเสกพระร่วมกันชื่อรุ่น พระกริ่งทอง-คูณ ครับ....ท่านดังในแถบภาคเหนือ อ่ะครับ

            ทุกครั้งที่กลับบ้านที่อุตรดิตถ์ ผมก็จะไปกราบสรีระของท่าน ถ้าใครเคยไปนะครับที่วัดจะมีตู้บูชาวัตถุมงคลของท่าน+วัด แล้วก็ของลูกศิษย์ ตู้ที่เป็นของวัดทันท่านนั้นไม่ค่อยจะมีวัตถุมงคลแล้ว แต่อีกตู้เป็นของลูกศิษย์ที่นำมาฝากเช่า ราคาใช้ได้เหมือนกันละ มีหลายรุ่นเหมือนกัน ทั้งของวัดสร้างและลูกศิษย์สร้างถวาย

            ได้สีผึ้งรุ่น 2 มา 1 ตลับ ด้านในมีพระเม็ดกระดุม 1 องค์ 800 บาท หลังจากนั้นผมก็กลับมาแล้วไปเดินเที่ยวที่หน้าห้าง Friday ฝั่งตรงข้ามจะมีร้านขายของเก่าอยู่ 1 ร้านที่มีตู้บูชาพระอยู่หน้าร้านพี่เค้าเป็นผู้หญิงผมก็ดูๆ ไปหลายรายการ เน้นนะครับ ดูยังไม่ได้บูชา ปัจจัยยังไม่เอื้ออำนวย (555) ถามพระของหลวงปู่หลายรายการ ราคาถูกกว่าที่วัดครับ จนคุยไปคุยมารู้ว่า พี่เค้าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ที่สร้างเหรียญรุ่น 8 รอบถวายหลวงปู่ แต่ไม่ได้ถามชื่อพี่เค้า ใครสนใจลองเข้าไปชมดูได้ครับ มีพระหลายรายการ จนสุดท้ายแฟนผมอยากได้สีผึ้งก็เลยบูชา รุ่น 3 รุ่น 4 มาครับ ด้านในมีนางกวัก กับพระเม็ดกระดุม แล้วจะเอารูปมาลงให้ดูครับ

            มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง ตอนที่ผมคุยกับพี่ที่ร้านของเก่า พี่ก็เล่าให้ฟังว่าที่มาของการจัดสร้างสีผึ้ง มีคุณยายอยู่คนหนึ่งขึ้นไปหาหลวงปู่บนกุฏิ ซึ่งหลวงปู่ก็รับแขกทั่วไปอยู่ คุณยายก็ไม่ยอมพูดยอมจาอะไร นั่งหน้าเศร้า จนแขกหมดหลวงปู่ก็ถามคุณยายว่า "มีอะไร ไม่พูดไม่จา" คุณยายก็บอกว่า "ขายของไม่ดี แกขายขนมครกลูกค้าไม่มีเลย" หลวงปู่ก็เลยให้ลูกศิษย์เข้าไปเอาสีผึ้งที่ใช้สำหรับติดทองคำเปลว ควักจากกระปุกมาให้จำนวนหนึ่งแล้วก็ให้คุณยายไป หลังจากนั้น (ไม่รู้ว่ากี่วัน) คุณยายก็กลับมาที่กุฏิหลวงปู่อีกครั้งมาเหมือนเดิมเลย หน้าเศร้าไม่ยอมพูดยอมจาอะไร พอแขกหมดหลวงปู่ก็ถามคุณยายอีกว่า "มีอะไรอีก เป็นยังไงบ้าง มานั่งรออะไร ยังขายไม่ดีอยู่รึ" คุณยายก็บอกว่า "ตั้งแต่ได้สีผึ้งไปขายไม่ทัน ควักขนมครกไม่ทันเลย เป็นทุกข์เพราะลูกค้ามารอซื้อขนมครกแต่แกขายไม่ทัน" ก็เลยเป็นที่มาของการสร้างสีผึ้งอ่ะครับ เท็จจริงประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ เพราะฟังมาอีกทีเหมือนกัน แต่จะเห็นถึงความเมตตาของหลวงปู่มากครับ ใครเดือดร้อนอะไรมาก็ช่วย เป็นพระที่ไม่ถือตัว เข้าถึงได้ คนแถวนั้นรู้ดีครับ เวลาขึ้นบ้านใหม่ไม่มีรถมารับหลวงปู่ ก็ขับรถอีแต๋นมารับ หลวงปู่ก็ไปครับ ไม่เคยรังเกรียจมีเมตตาต่อทุกคน..สาธุ สาธุ สาธุ....

            หลวงปู่ทองดำที่ข้าพเจ้ารู้จัก โดย นายอรรณพ แก้วปทุมทิพย์

            ในสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2525 ผมเพิ่งเข้ารับราชการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ใหม่ๆ เรื่องพระเรื่องเจ้าก็ยังไม่ได้สนใจเท่าใดนัก เรียกได้ว่าเป็นนักเรียนหัวนอกเพราะอยู่เมืองนอกมานาน จะด้วยเวรหรือกรรมอะไรก็ไม่ทราบได้ต้องมีอันให้ไปเป็นครูที่วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ ในสมัยนั้นจำได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆ ยังไม่ค่อยเจริญ ความเป็นครูโสดก็มีเวลาว่างมาก ผมมักจะตะลอนเที่ยวไปมันไปเรื่อยเปื่อย ที่สนใจมากเป็นพิเศษก็คือ "ของเก่า" เรียกได้ว่าถ้าว่างต้องไปจังหวัดสุโขทัย ไปมันเกือบทุกอาทิตย์เพราะจังหวัดอยู่ติดกัน ไปดูของเก่า ซื้อของเก่า ไม่ว่าจะเป็นถ้วย ชามต่างๆ พระพุทธรูป พระกรุ โดยเฉพาะเศษสังคโลกที่บริเวณเตาเผาเมืองเก่าศรีสัชนาลัย สมัยนั้นพวกนักขุดเขาทิ้งเศษถ้วยชามเกลื่อนไปหมด เก็บมาทุกสี นั่งดูมันทุกวันจนเพื่อนๆ เขาหาว่าผมมันเพี้ยน

            ผมจำได้ว่าประมาณปี 2526 ผมกับเพื่อนไปเที่ยวงานวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองประมาณ 3 กม. เป็นงานประจำปีของวัด ตอนกลางคืนมีมหรสพคนเยอะมาก ตอนนั้นเป็นเวลาสัก 4 โมงเย็นกว่าๆ เห็นจะได้ แดดก็ยังร้อนอยู่ ผมเดินเข้าไปบริเวณวัดพระยืนบาทยุคล ซึ่งอยู่ติดกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ กะว่าจะเข้าไปดูพระพุทธรูปเก่าสมัยเชียงแสนสักหน่อย บริเวณลานด้านหน้าวัดมีคนมุงกันหนาแน่น ใช่แล้วครับเขากำลังมีพิธีพุทธาภิเษกกัน ผมเองตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นพิธีกรรมนี้เลย ก็เลยเดินเข้าไปสอดรู้กับเขาด้วย

            สายตาของผมมองฝ่าแดดเข้าไปเห็นพระอยู่สองรูปนั่งอยู่บนตั่งสูง มีคนกางร่มขนาดใหญ่บังแดดอยู่ พระทั้งสองรูปนั่งหันหน้าประจันกัน ตรงกลางลานระหว่างพระทั้งสองคงจะเป็นกองวัตถุมงคล ผมยืนมองอยู่นานเหมือนกัน ภิกษุรูปหนึ่งรูปร่างผอมแห้งนั่งขัดสมาธิก้มหน้ามือของท่านกุมก้อนด้ายสายสิญจน์ทำสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งผมมาเห็นรูปของท่านในภายหลังจึงรู้ว่าท่านคือ หลวงพ่อเกษม เขมโก นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาในสมัยนั้น อีกรูปหนึ่งนั่งสมาธิหลังงอเล็กน้อย นิ่งเหมือนก้อนหิน ครับหลวงปู่ทองดำ แห่งวัดท่าทอง ตำบลวังกะพี้ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ พระที่ผมจะกล่าวถึงในตอนต่อไป

            อย่างที่บอกแหละครับ การเป็นครูบ้านนอกเวลาว่างก็มาก เพื่อนเขาเห็นผมหนักมาทางด้านของเก่าๆ เหล้ายาปลาปิ้งก็ไม่เอา เงินทุกบาทก็เทลงไปกับของเก่า เขาก็เลยบอกว่า ถ้ามีโอกาสให้ไปหาหลวงปู่ทองดำสิ ใครได้ชานหมากของท่านนับว่าเป็นบุญยิ่งนัก ในฐานะที่เป็นคนใหม่ของจังหวัด และชักจะเริ่มบ้าพระขึ้นมาบ้างแล้ว ผมก็ไม่รอช้าหรอกครับ วัดท่าทองไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอเมือง แต่อยู่ที่ตำบลวังกะพี้ เส้นทางไปถึงวัดก็ใช้เวลาสัก 15 นาทีเห็นจะได้ สมัยนั้นวัดท่าทองเป็นวัดที่สงบมีต้นยางขนาด 2-3 คนโอบเยอะแยะ โบสถ์ ศาลาการเปรียญรวมทั้งกุฏิหลวงปู่มองดูค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม รั้วทางด้านทิศเหนือก็ยังไม่มี แต่ดูภาพรวมๆ แล้วได้บรรยากาศของวัดที่เรียบง่าย ไม่อึกทึก

            ส่วนตัวหลวงปู่เองตอนนั้นท่านอายุ 85 ปี สุขภาพยังแข็งแรง คนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพในตัวท่านมาก ท่านเป็นพระของชาวบ้านอย่างแท้จริง มีงานมีการที่ไหนนิมนต์ท่านๆ ไม่เคยขัด ขนาดชาวบ้านมารับท่านด้วยรถอีแต๋น ท่านก็ไม่เคยบ่น หรือแสดงอาการรังเกียจ กุฏิของท่านเป็นกุฏิไม้สองชั้น ท่านอยู่บนชั้นสองเป็นกุฏิขนาดใหญ่ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงของกุฏิที่หลวงปู่ใช้เป็นที่รับแขก สายตาอันซอกแซกของผมก็สำรวจทุกอย่างตามปกตินิสัยของสถาปนิก ทางด้านซ้ายมือของห้องโถงเป็นห้องโล่งมีประตูเปิดแง้มอยู่ มองเข้าไปเห็นโลงศพไม้ขนาดเขื่องตั้งอยู่ จนบัดนี้ผมเองยังไม่เคยถามท่านสักทีว่า ท่านเอาโลงศพเข้าไปตั้งไว้ในห้องนั้นทำไม

            แต่เท่าที่ถามพระในวัดก็ตอบว่า ท่านเตรียมพร้อมเอาไว้จะได้ไม่วุ่นวาย ถัดจากห้องโถงก็จะเป็นห้องนอนของท่าน ซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่มีสรรพสิ่งมากมายอยู่ในห้องของท่าน ตั้งแต่อัฐบริขาร ธูป เทียน ที่ผู้มีจิตศรัทธามอบถวายให้ท่าน ตลอดจนวัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้เตรียมแจกผู้มากราบท่าน อีกทั้งยังมีโอ่งน้ำมนต์ขนาดเขื่อง ซึ่งท่านบอกว่าเป็นน้ำมนต์เสาร์ห้า ซึ่งมักจะมีญาติโยมมาขอรดขอพรมน้ำมนต์เป็นจำนวนมาก ท่านก็จะตักน้ำมนต์ในโอ่งมาเป็นหัวเชื้อผสมกับน้ำในถังและอาบให้ ผมจำได้ดีว่า พระองค์แรกที่ได้รับจากมือท่านเป็น พระพิมพ์สมเด็จแป้งเจิม พิมพ์เล็ก และเมื่อผมไปกราบท่านอีกในครั้งต่อมาก็ได้พระแบบต่างๆ กัน รวมถึงชานหมากกลับมาทุกครั้ง

            เกี่ยวกับแป้งเจิมนั้น เป็นที่รู้จักกันของชาวอุตรดิตถ์ว่า ถ้าใครถอยรถใหม่จะต้องไปให้หลวงปู่ท่านเจิมรถให้ ฉะนั้นแป้งที่เหลือจากการเจิมจึงมีมากเรียกได้ว่า เสกแล้วเสกอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สะสมรวมกันอยู่ในขันทองเหลือง เมื่อมีมากท่านจึงนำมาสร้างเป็นพระพิมพ์สมเด็จ มีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กได้จำนวนไม่กี่ร้อยองค์ เนื้อสีขาวอมเหลืองออกจะฟูๆ ไม่ค่อยแน่นตัวคล้ายๆ กับพระวัดปากน้ำรุ่นแรกและปัจจุบันกลายเป็นของดีหายากไปแล้ว(อ่านต่อฉบับหน้า)