Get Adobe Flash player

หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง อุตรดิตถ์ (๓) โดยพระเล็ก

Font Size:

ส่วนชานหมากหลวงปู่นั้น ท่านฉันหมากมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนถึงราวปี 2536 ตอนนั้นท่านป่วยหมอที่โรงพยาบาลขอให้ท่านเลิกฉันหมาก ท่านก็เลยหยุดตั้งแต่นั้นมา สมัยที่ท่านฉันหมากมีคนคอยจ้องว่าท่านจะคายหมากเมื่อไหร่จะเข้าไปขอ เพราะถือว่าเป็นของดีเรียกว่า ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์รู้จักชานหมากหลวงปู่มากกว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่เสียอีก แม่ค้าขายหมากในตลาดเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์จะรู้เลยว่า สูตรฉันหมากของหลวงปู่เป็นอย่างไร ถ้าจะซื้อไปถวายท่าน ก็จะจัดให้โดยไม่ต้องบอกรายละเอียด

            เวลาว่างตอนเย็นๆ พลบค่ำ ผมมักจะไปนั่งคุยกับหลวงปู่อยู่เป็นประจำเพราะเวลานั้นญาติโยมน้อย ปกติท่านจะเป็นพระอารมณ์ดี แต่มักจะดุกับพวกเณรน้อยที่ชอบแอบทานขนม หรือไม่ชอบท่องหนังสือ ผมนั่งคุยไปก็ตำหมากไปให้ท่าน และท่านมักจะเชิญชวนให้ดื่มน้ำสมุนไพรซึ่งเป็นสูตรของท่านเอง มีใบไม้อะไรก็จำไม่ได้เสียแล้วอยู่ 5 ชนิด ตากแห้งและนำมาต้ม ท่านบอกว่าเป็นยาบำรุง ผมเองเคยสังเกตบ่อยๆ ว่าเวลาท่านฉันหมาก หมากบางคำท่านก็จะบ้วนทิ้งลงกระโถน แต่บางคำท่านก็คายเก็บเอาไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าชานหมากที่ท่านคายทิ้งคงจะเป็นชานหมากที่ยังไม่ได้ที่ หรือยังไม่ได้ภาวนาในขณะเคี้ยว สิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดก็คือ เกือบทุกครั้งที่ไปคุยกับท่าน พอท่านจะคายหมากท่านจะกวักมือเรียกให้มารับหมากจากท่าน หมากอุ่นๆ จากปากของท่านกระทบกับอุ้งมือของผมเป็นสิ่งที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ พอกลับถึงที่พักก็รีบเอาลงอัดในกรอบกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมขนาดองค์พระย่อมๆ พอแห้งแล้วก็แกะเก็บไว้

            หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่า โยมปู่ของท่านเป็นผู้มีอาคม เคยเป็นทหารไปปราบฮ่อ ก่อนออกรบทีไรก็ต้องบริกรรมคาถาทุกครั้ง และก็ปลอดภัยกลับมาทุกครั้ง ตัวท่านเองในสมัยเด็กๆ ชอบชกมวย เคยชกมวยในงานวัดบ่อยๆ ก่อนชกก็จะบริกรรมคาถา แพ้ก็มีชนะก็มี ท่านกล่าวแล้วก็หัวเราะ ตอนท่านอายุสัก 10 ขวบ โยมพ่อมีโอกาสก็นำไปฝากตัวให้เป็นศิษย์ หลวงปู่ทิม วัดกลาง จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เรืองเวทย์อาคมกล้า และเป็นสหธรรมิกเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกับ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร ท่านจึงมีโอกาสติดตามอาจารย์ทิมไปหาหลวงพ่อเงินอยู่บ่อยครั้ง และขากลับหลวงพ่อเงินมักจะฝากพระให้กับพระอาจารย์ทิมอยู่บ่อยๆ ครั้งละเป็นจำนวนเต็มบาตร พระอะไรก็ไม่รู้ เป็นดินสีแดงๆ บ้าง ขาวๆ บ้าง รูปร่างก็ไม่สวย ท่านกล่าวเมื่อผมพยายามซัก แสดงว่าในสมัยที่หลวงพ่อเงินท่านยังมีชีวิตอยู่นอกจากจะสร้างรูปหล่อโลหะ และเหรียญจอบอันเลื่องลือชื่อแล้ว ท่านยังสร้างพระพิมพ์อื่นๆ อีกด้วย

            ผมเองเป็นคนขี้สงสัยทุกครั้งที่คุยกับท่าน มักจะถามเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลของท่าน แต่ที่แปลกก็คือไม่ว่าจะถามตรงๆ หรืออ้อมๆ ท่านไม่เคยตอบสักที เรียกว่าไม่เคยคุยว่าของท่านดีอย่างไรจะตอบก็เพียงว่า เขามีบุญ เขาก็ไม่เป็นอะไรหรอก หรือไม่ก็ยกประโยชน์ให้เป็นความบังเอิญที่รอดจากอันตรายมา แต่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลที่ท่านแจกนั้นมันหนาหูผมเหลือเกินจนเป็นความเคยชิน เรื่องอื่นๆ อาจพิสูจน์ได้ยาก แต่เรื่องความเหนียวนี่สิไว้ใจได้ พิสูจน์ได้เพราะเห็นมากับตา สมัยที่ท่านสร้างเหรียญ และรูปหล่อรุ่นแรกปี 2529 คนเฝ้าสวนของผมเมาแล้วซ่า ถูกอันธพาลทำร้ายตีด้วยไม้ และแทงซ้ำด้วยเหล็กครอสชาร์ปสะบักสะบอมกลับมา ทีแรกเจ้าตัวเองยังคิดเลยว่าสงสัยจะต้องนอนวัดแน่ๆ เจ้าตัวเปิดพุงให้ดูเห็นเป็นรอยสามแฉกทิ่มเข้าไปตรงๆ แค่ห้อเลือด บวมๆ แดงๆ เท่านั้น แผลที่ถูกไม้ตีก็แดงช้ำเป็นปื้นๆ ไม่ถึงแตก เจ้าตัวคนเฝ้าสวนขี้เมาของผมห้อยเหรียญทองแดงรุ่นแรกของหลวงปู่เพียงเหรียญเดียว แถมยังยกมือไหว้ขอเงินอีก 200 บาทบอกว่าไม่เอาแล้วเหรียญทองแดง จะขยับชั้นขึ้นไปเอาเหรียญเงินมาห้อยแทน เอากับมันสิครับ

            การสร้างวัตถุมงคลของท่านนั้น เท่าที่ถามจากคนเก่าๆ ข้างๆ วัดกล่าวว่า ท่านทำมานานแล้ว มีหลายรุ่นทำแล้วปลุกเสกแล้วก็แจกไปเรื่อยๆ จำนวนไม่แน่นอน และไม่เคยบอกบุญเอาเงินชาวบ้านเลย รุ่นที่ท่านแจกแล้วเป็นที่ยกย่อง และหวงแหนที่สุดของชาวบ้านก็คือ พระพิมพ์รุ่นแผ่นดินไหว มีทั้งพิมพ์สมเด็จพิมพ์ใหญ่หลังเรียบ พิมพ์สมเด็จพิมพ์เล็กหลังเรียบ พิมพ์สมเด็จพิมพ์เล็กหลังยันต์ห้า พิมพ์พระขุนแผนห้าเหลี่ยม พิมพ์พระพุทธชินราชห้าเหลี่ยม พิมพ์พระมารวิชัยอู่ทองพิมพ์พระรอด พิมพ์พระหลวงปู่ทวด พิมพ์พระลีลาถ้ำหีบ และพิมพ์พระสมเด็จเนื้อชานหมากล้วนๆ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสมเด็จพิมพ์เล็กเล็กน้อย ซึ่งเริ่มสร้างเมื่อปลายปี 2512 ถือกันว่าเป็นสุดยอดวัตถุมงคลของหลวงปู่ เป็นตัวแทนแห่งองค์หลวงปู่อย่างแท้จริง

            ลักษณะเป็นพระเนื้อดินเผา ซึ่งเอาดินมาจากใต้ฐานพระประธานวัดเก่า วัดร้างในจังหวัดอุตรดิตถ์ และใกล้เคียง 9 วัด และมีส่วนผสมของเหล็กน้ำพี้จำนวนมาก ขนาดแม่เหล็กดูดติดองค์พระจนรู้สึกได้ องค์พระส่วนใหญ่ทาเคลือบด้วยชแล็คแดง สีเนื้อพระมีตั้งแต่สีดำเพราะอ่อนไฟ ไปจนถึงสีน้ำตาลและสีแดงเพราะแก่ไฟ พระเณรในวัดช่วยกันทำเอาใส่บาตรแล้วสุมไฟเผาจนบาตรแดง ท่านกล่าวว่า ขณะที่ท่านปลุกเสกพระชุดนี้อยู่ในโบสถ์ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาพอดี หลังจากท่านปลุกเสกแล้วยังได้นำพระชุดนี้ เข้าร่วมในพิธีมหาพุทธาภิเษกเหรียญพระยาพิชัยดาบหักรุ่นแรกของจังหวัด เมื่อปี 2513 อีกด้วย ก่อนนำออกแจกจ่าย และแน่นอนที่สุดของเก๊ปัจจุบันมีออกมามาก จนนักเล่นรุ่นหลังขยาดกันเป็นแถว ราคาซื้อขาย ถ้าเป็นสมเด็จพิมพ์ใหญ่ถ้าสวยๆ ราคาอยู่หลักหมื่นครับ ส่วนสมเด็จพิมพ์เล็กหลังยันต์ห้าอยู่ในหลักหมื่นต้นๆ สมเด็จพิมพ์เล็กหลังเรียบอยู่ในหลักพันปลายๆ ส่วนพิมพ์อื่นๆ พบเห็นน้อยมากเพราะสร้างน้อยราคาเลยประเมินไม่ถูกครับ

            เท่าที่ผมใกล้ชิดกับท่านมานาน พูดได้เลยว่า ท่านเป็นพระที่มีแต่ให้ ท่านให้จนหมดมีความเมตตาเป็นที่ตั้ง แต่ก่อนๆ มีคนมาขอท่านสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาเงินกันเยอะ แต่ก็ต้องล่าถอยไปเพราะท่านกล่าวว่า ถ้าจะทำก็ทำมาแจกสิ เขาเดือดร้อนหรือศรัทธามาหาเรา จะไปเอาเงินเขาได้อย่างไร และท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่า เวลานี้ก็เหลือฉันอยู่คนเดียว ท่านบุญก็ไปแล้ว (หลวงพ่อบุญ วัดน้ำใส จ.อุตรดิตถ์) ท่านไซร้ก็ไปแล้ว (หลวงพ่อไซร้ วัดช่องลม จ.อุตรดิตถ์) เมื่อตอนท่านบุญยังอยู่มีคนมาขอให้ท่านช่วยเสกของให้แล้วเขาก็เอาประโยชน์ไป ฉันไม่อยากเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อท่านก็เลยสร้างเอง แจกเอง แต่ก็มีหลายรุ่นที่ศิษย์ของท่านสร้างมาถวายโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งท่านก็เต็มใจเสกให้และแจกเรื่อยมา

            จนกระทั่งเมื่อถึงปี พ.ศ.2528 ตอนนั้นข่าวว่าทางการจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่านใกล้กับวัด หากสร้างเสร็จแล้วจะมีรถวิ่งผ่านถนนทางด้านทิศเหนือของวัดมากยิ่งขึ้น ท่านก็อยากจะสร้างรั้วให้เป็นสัดส่วน ตอนนั้นเงินของวัดก็ไม่ค่อยมี ประกอบกับท่านเองก็อยากจะสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วซึ่งต้องใช้เงินมาก ทางวัดและกรรมการวัดจึงมีความคิดที่จะสร้างวัตถุมงคลเพื่อนำเงินมาสร้างโรงเรียนและใช้ประโยชน์ของวัด ในที่สุดหลวงปู่ท่านก็อนุญาต แต่ในส่วนของพระที่แจกท่านก็แจกไปไม่ปะปนกับวัตถุมงคลที่จะจัดสร้างขึ้น ตอนนั้นผมเองปรึกษากับหลวงพี่เสริมศักดิ์ (พระครูพิทักษ์สุวรรณดิตถ์) รองเจ้าอาวาสเรื่องการทำรั้ว โดยข้าพเจ้าเกณฑ์นักศึกษาเกือบร้อยคน อีกทั้งพระเณรในวัด ขุดหลุมทำแนวเสารั้ว ส่วนเหล็กโครงสร้างรั้วก็เอาไปผูกไปดัดกันที่วิทยาลัยแล้วลำเลียงมาส่งวัดมีชาวบ้านมาสมทบช่วย เดือนกว่าๆ รั้วก็เสร็จ เสียค่าใช้จ่ายไปไม่มาก ผมเองเพิ่งมารู้ในตอนนั้นว่าหลวงปู่ท่านมีความรู้ทางด้านการก่อสร้างอยู่มาก ท่านคอยแนะนำวิธีการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้ทางวัดหุงหาอาหารมาเลี้ยงตลอด

            เสร็จจากงานรั้วได้ไม่นานหลวงปู่ ก็เอ่ยถึงโรงเรียนพระปริยัติธรรมซึ่งผมเองรับเป็นผู้ออกแบบให้ ถึงตอนนั้นหลวงปู่ดูท่านจะกังวลมาก มีการบอกบุญกันอย่างทั่วถึง ในขณะนั้นวัตถุมงคลรุ่นแรกสร้างเสร็จพอดีประกอบด้วย รูปเหมือนหล่อบูชาขนาด 5 และ 9 นิ้ว เหรียญและรูปหล่อขนาดห้อยคอ ซึ่งหลวงปู่ท่านปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาสในปี 2529 ช่วงที่ท่านปลุกเสกนั้นสังเกตว่าท่านดูเครียดมากเป็นพิเศษ พระอาจารย์ท้วมซึ่งเป็นพระเลขาของหลวงพ่อสมัยนั้นยังกล่าวว่า สงสัยหลวงพ่อท่านจะตั้งใจเป็นพิเศษกระมั้งกลัวว่าของจะออกไปไม่ดี ผมมานั่งนึกดูทีหลังแล้วเปรียบเทียบเทียบกับวัตถุมงคลรุ่นอื่นๆ ของท่านแล้วผมว่า รุ่นแรกของท่านนี่แหละสุดยอดจริงๆ ตั้งใจจริงๆ วัตถุมงคลรุ่นนี้จำหน่ายหมดในเวลาต่อมา ทีแรกก็หวั่นใจว่าจะจำหน่ายไม่หมดโดยเฉพาะเนื้อทองคำ หลวงพี่เสริมศักดิ์ถึงกับกล่าวกับผมว่า อาตมาคิดพลาดไม่น่าจะทำเนื้อทองคำมากเลย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มากมายอะไรเลยเพียงพิมพ์ละ 20 กว่าองค์เท่านั้น และขอโทษทีครับ ปัจจุบันนี้ผมเคยขอซื้อรูปหล่อขนาดห้อยคอเนื้อทองคำจากคนที่รู้จักกันในราคาหลักแสนบาท เขายังไม่ยอมขายเลยครับ ผมเองยังเสียดายที่ไม่ได้บูชาไว้ในตอนนั้น

            หลังจากปี พ.ศ. 2533 ผมย้ายกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก่อนไปก็เข้าไปกราบลาท่านสนทนากันอยู่นาน ก่อนลากลับท่านเดินเข้าไปในห้องนอน ค้นกุกกักอยู่พักใหญ่ กลับออกมาพร้อมกับพระพิมพ์สมเด็จรุ่นแผ่นดินไหว พิมพ์เล็ก รุ่นแรก ท่านพนมมือภาวนาให้อยู่ครู่หนึ่งเรียกให้ไปรับ ท่านให้มา 4 องค์ เป็นพิมพ์หลังเรียบ 2 องค์ พิมพ์หลังยันต์ห้า 2 องค์ ผมเองดีใจสุดขีดเพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รับพระพิมพ์นี้จากท่าน เพราะเคยถามท่านถึงพระพิมพ์นี้ ท่านบอกหมดไปแล้ว แต่เมื่อทำความสะอาดห้องนอนเมื่อต้นปี 2533 ได้พบอยู่จำนวนหนึ่งไม่มากนัก เป็นพิมพ์เล็กทั้งหมด แล้วท่านก็แจกต่อมาจนหมด

            เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อนๆ ต่างจังหวัดมักจะแวะมาเยี่ยมอยู่บ่อยๆ เพื่อนผมคนหนึ่งแกเป็นอาจารย์อยู่วิทยาลัยเทคนิคลำพูน นานๆเจอกันครั้งแกชอบจับพลังพระ อ้ายผมเองไม่ถนัดทางนี้และไม่ได้สนใจมาก่อน มีคนชอบเอาพระมาให้แกจับเยอะ เพื่อนผมแกบอกว่าคุณพระมีอยู่สามลักษณะคือ เมตตา บารมี และแคล้วคลาด โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อจับแล้วจะมีคุณสมบัติโดดเด่นออกมาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แกบอกว่ามีน้อยมากที่จะโดดเด่นพร้อมกันถึงสามลักษณะในพระองค์เดียว เท่าที่พบมาก็มี พระตระกูลสมเด็จของสมเด็จโตวัดระฆัง เหรียญพระนเรศวรหลังรูปช้างออกศึกปี 2513 ออกที่วัดป่าเลย์ไลยก์ จะมีอย่างอื่นอีกหรือเปล่าจำไม่ได้แล้ว และที่น่าทึ่งก็คือ พระของหลวงปู่ทองดำก็มีสามคุณครับ ตอนที่ให้จับเป็นพระพิมพ์สมเด็จรุ่นแผ่นดินไหวพิมพ์ใหญ่รุ่นแรก ซึ่งพระอาจารย์ท้วมให้มาตอนที่จะกลับกรุงเทพฯ ซึ่งผมห้อยเดี่ยวอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วจะมีกี่คุณผมเองก็ไม่ได้สนใจเท่าใด เอาแค่ว่าเป็นของหลวงปู่ก็พอแล้ว