Get Adobe Flash player

หลวงพ่อเงิน บางคลาน พิจิตร (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

การอยู่ยงคงกระพัน แรกเริ่มของหลวงพ่อเงิน ท่านพระครูวิจิตรวุฒิกร เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ องค์ก่อนได้รับการบอกเล่ามาจากญาติโยมอีกต่อหนึ่งว่า มีอยู่ช่วงระยะหนึ่ง หลวงพ่อเคยขัดใจกับพี่ชายของท่านคือ (ท่านขุนภุมรา) หรือ ตาทอง เชี่ยวชาญทางด้านรักษาโรคแผนโบราณมาก ชาวบ้านย่านละแวกบ้านของแก ใครเป็นอะไรก็จะต้องมาให้แกเยียวยารักษาให้ทุกบ้าน

            แต่ว่าตาทองแกชอบดื่มสุรามากทุกวันไม่ว่างเว้น วันหนึ่งควายของหลวงพ่อเกิดการขัดใจกับควายตาทองผู้พี่ จึงขวิดกันกลางลานวัดเลยทีเดียว ขวิดกันอยู่นานมาก ในที่สุด ควายของตาทองเกิดแพ้ ออกวิ่งหนีมีเลือดออกตามบาดแผลมาก ส่วนควายของหลวงพ่อเงินไม่มีบาดแผลเลย ตาทองจึงโมโหควายของหลวงพ่อเงินมาก ครั้นพอตกเย็น ตาทองก็ดื่มเหล้า เมาได้ที่ก็ข้ามฟากไปหาหลวงพ่อ ตะโกนลั่นๆ ว่า "ท่านเงินเาว่าท่านเก่งนักหรือไง" หลวงพ่อเห็นพี่ชายเมามาก จึงพูดออกไปเพื่อให้ใจของพี่ชายเย็นๆ ไว้บ้างว่า "ข้าจะเก่งอย่างไรข้าเป็นสงฆ์" ฝ่ายตาทองจึงพูดต่อตามประสาคนขี้เมาอีกว่า "เขาลือว่าท่านเก่ง ยิ่งเรื่องยิง ฟันท่านแน่นักหรือ" หลวงพ่อเงินจึงตอบออกไปว่า "ข้าไม่มีดีอะไรหรอก" จากนั้นด้วยฤทธิ์สุราเต็มพิกัดของตาทองผู้พี่ จึงข้ามฟากกลับบ้านไปสักครู่ ด้วยความเจ็บใจที่ควายตัวเองพ่ายแพ้ แต่ตาทองไม่ยอมแกจึงแบกปืนแก๊ป ข้ามฟากมาหาหลวงพ่อใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะทดลองดูว่า หลวงพ่อจะแน่แค่ไหน

            ส่วนทางด้านหลวงพ่อก็แน่เหมือนกันว่า "ข้าอยู่นี่ไง โมพี่เลือกยิงเอาให้เหมาะๆก็แล้วกัน"

            ฝ่านตาทองไม่รอช้ายกปืนขึ้นเล็งไปยังร่างของหลวงพ่อทันที เสียงนกปืนสับดัง "แชะ แชะ" อยู่สามถึงสี่ครั้ง ปรากฎว่าไม่มีเสียงดังเลย จึงเอาปืนลง ปรากฎมีน้ำไหลโกรกออกจากปากกระบอกปืนของตาทอง หลวงพ่อเงินจึงดุสำทับไปว่า "ถ้าไม่ใช่พี่ชายข้าจะตีเข้าให้บ้าง" จากนั้นตาทองจึงก้มหน้าเดินงุดๆ กลับบ้านของแก

            เหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นที่โจษจันกันไปทุกตำบล ถึงความเข้มขลังในอาคมของหลวงพ่อ ต่างก็มาขอเครื่องรางของขลังกันไม่เว้นวันเลยทีเดียว โดยตาทองผู้นี้ เป็นพี่ชายของหลวงพ่อเงินคนที่สาม แกเป็นนายกองส่วยรัชชูปการ มีความรู้ทางด้านหมอแผนโบราณมากในสมัยนั้น จากการที่แกได้รับหน้าที่ให้เก็บส่วยน้ำผึ้ง จึงได้บรรดาศักดิ์เป็น "ท่านขุนภุมรา" จากเหตุการณ์ที่แกใช้อาวุธปืนข้ามน้ำไปยิงหลวงพ่อได้ ทั้งๆ ที่หลวงพ่อท่านเป็นน้องชาย อีกทั้งยังครองผ้าเหลืองเป็นพระสงฆ์อยู่ทั้งองค์ยังกล้าทำได้ลงคอขนาดนั้น ทำให้หลวงพ่อท่านไม่อยากจะ ไปอาลัยใยดีอะไรด้วย

            ต่อมา เมื่อตาทองได้สิ้นชีวิตลง หลวงพ่อเงินท่านก็ไม่ยอมไปในงานศพเลย ในฐานะเป็นพี่ชายของท่าน จึงให้ลูกศิษย์คนหนึ่งนำผ้าไตรไปช่วยในงานศพนั้นด้วย ส่วนท่านนั้นเด็ดเดี่ยวขนาดไม่ยอมไป เผาผีกันเลย

            ช่างภาพถ่ายภาพหลวงพ่อไม่ติด โดยมีผู้ประสงค์อยากจะได้ภาพถ่ายของหลวงพ่อเงินเพื่อไว้สักการะบูชา จะได้เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว มาจากกรุงเทพฯ แต่เป็นชาวอินเดียไปขอถ่ายภาพ จากหลวงพ่อแต่การที่ทำการถ่ายครั้งแรกนั้น ภาพไม่ติด เพราะกระจกแตก ช่างภาพนึกเอะใจในสิ่งอัศจรรย์ เมื่อแก้ไขได้ที่แล้วก็ขอหลวงพ่อถ่ายใหม่อีกครั้ง การถ่ายครั้งนี้ปรากฎว่าภาพของหลวงพ่อติดเพียงซีกเดียว เท่านั้นช่วงภาพพยายามจะถ่ายให้ได้อีก แต่ก็มืดเสียก่อน จึงต้องนอนค้างที่วัดวังตะโกนั้นเสียหนึ่งคืน จนรุ่งเช้า หลวงพ่อจึงได้ให้ช่างถ่ายภาพถ่ายใหม่อีก เป็นครั้งที่สาม รูปของหลวงพ่อจึงได้ติดชัดได้ในครั้งนี้ สร้างความอัศจรรย์ให้ช่างภาพชาวอินเดียเป็นยิ่งนัก

            เมื่อพูดถึงในละแวกอำเภอโพทะเลจังหวัดพิจิตรแล้วนั้น ใครๆก็ย่อมรู้จักดีกับ "เสี่ยพก" ซึ่งเสี่ยพกคนนี้ไม่ใช่คนดังในรูปของนักเลง ไม่ใช่โด่งดังในรูปของนักค้าผงขาว หรือยาเสพติด แต่ว่าโด่งดังในการเป็นเจ้าของโรงเลื่อย ชาวโพทะเลจึงรู้จักมักคุ้นเสี่ยพกในทำนองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโรงเลื่อยที่ไม่มีเบื้องหลังเบื้องหน้าเหมือนกับโรงเลื่อยของใครๆ อื่นๆ ที่มีกิจการเลื่อยไม้ที่มั่นคง รุดหน้าดี

            ก็อย่างที่ว่าการประกอบสัมมาอาชีพใดๆ ที่ดำเนินไปอย่างสุจริตยุติธรรม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ละโมบ ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง มีความซื่อสัตย์เป็นสรณะแล้ว ซึ่งเป็นกิจการในแนวทางที่ถูกต้องคลองธรรม ก็มั่นคงยืนนาน สมกับพุทธวจนะที่ว่า "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม" นั้นแล

            ยิ่งเสี่ยพกนั้นเป็นผู้ที่ยึดมั่นในพุทธานุภาพเป็นชีวิตจิตใจด้วยแล้วนั้น ก็เป็นธรรมดาที่ย่อมจะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ทุกวันเวลาเสี่ยพกมี เหรียญหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ติดอยู่กับตัวไม่ยอมให้ห่างเลย ไปไหนมาไหนก็พกพาติดตัวไปด้วย ส่วนเรื่องที่จะพกพาอาวุธเพื่อป้องกันคนร้ายจี้ปล้นนั้นเสี่ยพกรู้สึกว่าไม่จำเป็นเลย

            อยู่มาคราวหนึ่ง เสี่ยพกนึกขึ้นได้ว่า สัญญาโรงเลื่อยของตนจะขาด จะหมดอายุหากไม่รีบไปติดต่อทำสัญญาใหม่ เป็นของแน่นอนที่กิจการก็ต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะนำมาซึ่งผลเสียหายอย่างร้ายแรง ชาวบ้านโพทะเลที่รู้จักมักคุ้นกับเสี่ยพก ต่างพากันวิตกกังวล และวิจารณ์กันว่า น่าจะต่อสัญญาไม่ได้ เพราะระเบียบปฏิบัติทางการในขณะนั้นค่อนข้างเข้มงวดมา ถ้าไม่มีเส้นไม่มีสาย หรือ ดวงไม่ดีละก็ คงจะรู้สึกหมดหวังกันไปเลยดีเดียวละครับ

             "ยังไงๆ ก็ต่อสัญญาไม่ได้" ใครต่อใครหลายคนมีความนึกคิดอย่างนี้ จากเสียงกล่าวขวัญ และตระหนกกลัวในทางไม่ดีไม่งามเข้าหูเสี่ยพกมากเข้า เสี่ยพกก็เลยจุดธูปเทียนนมัสการหลวงพ่อเงิน ขอให้ช่วยดลบันดาลต่ออายุสัญญาโรงเลื่อยจงประสบผลสำเร็จ อย่าได้มีอุปสรรคใดๆ มาแผ้วพานเลย            เสี่ยพกคนนี้เลื่อมใสศรัทธาในอานุภาพของหลวงพ่อเงินเป็นที่สุด อธิฐานภาวนาเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับเหรียญหลวงพ่อเงิน โดยไม่มีลูกน้อง หรือสมัครพรรคพวกติดตาม             เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ชาวบ้านโพทะเล ก็เห็นเสี่ยงพกกลับมาจากกรุงเทพฯ ด้วยใบหน้าร่าเริงแจ่มใส ผู้ที่คอยเอาใจช่วยเห็นแล้วก็โล่งอก เพราะสีหน้าเสี่ยพกบ่งบอกว่าคงจะสำเร็จสมอารมณ์หมายเป็นแน่แท้ ด้วยสีหน้าหาวี่แววแห่งความทุกข์ร้อนมิได้เลย

            ใช่แล้ว ด้วยอภินิหารและอนุภาพอันเกรียงไกรของหลวงพ่อเงิน ได้ดลบันดาลให้เสี่ยพกต่อสัญญาโรงเลื่อยสมปรารถนา และเวลาต่อมาเสี่ยพกก็มีกิจการที่เจริญ รุดหน้าและร่ำร่วยมากขึ้น           ประสบการณ์ อภินิหาร ในเรื่องต่อมา จะเป็นเรื่องของ "ชานหมากวิเศษ" โดยเมื่อคราวเปิดกรุวิหารวัดบางคลาน ซึ่งมีนายอำเภอโพทะเล คือ นายชุมพล โภคกุล เป็นประธานนอกจากจะมีพระพิมพ์ต่างๆ ของหลวงพ่อเงินแล้ว ยังได้พบชานหมากของหลวงพ่อเงิน ๔ เม็ด ชานหมากของหลวงพ่อเป็นรูปหัวใจ ซึ่งในปัจจุบันชานหมากนี้ได้ตกเป็นสมบัติ แก่บุคคลทั้งสาม คือ

            ๑. คุณวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ หนึ่งเม็ด  ๒. จ่าตำรวจคนหนึ่งอยู่ที่อำเภอโพทะเล หนึ่งเม็ด ๓. นายอำเภอชุมพล โภคะกุล อีกหนึ่งเม็ด (แต่อีกเม็ด หายไปโดยไม่ทราบว่าอยู่ที่ใคร หรืออย่างไรกันแน่)

            สำหรับหนึ่งเม็ดที่อยู่กับนายอำเภอชุมพล ท่านนายอำเภอได้มอบให้แก่ทหารคนหนึ่งที่สมัครไปรบยังสมรภูมิเวียดนาม แล้วทหารนั้นได้มีจดหมายเขียนกลับมาเล่าให้ท่านนายอำเภอฟังว่า เข้าได้สู้รบในแบบประจัญบานอย่างดุเดือด และฝ่ายตรงข้ามได้สาดกระสุนเข้าใส่มายังกองทหารไทยเป็นห่าฝน เป็นที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก แต่เขากลับยังมีกำลังใจที่ดีเสมอมา เพราะมั่นใจในชานหมากของหลวงพ่อเงินที่มีอยู่ในตัว ฉะนั้น ถึงฝ่ายตรงข้ามจะสาดกระสุนเข้ามาอย่างหฤโหดเพียงใด เขาก็หาเป็นอันตรายแต่อย่างใดไม่ กระสุนไม่ได้ระคายผิวหนังเลยแม้แต่น้อย

            ในที่สุด เขาก็ได้กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน คือ ประเทศไทยอย่างสบายมาก ซึ่งนี้และครับคืออนุภาพอันสูงส่งของชานหมากวิเศษของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร

            "น้ำมนต์แข็ง" แม้หลวงพ่อเงิน ท่านจะจากเราไปนานแล้วก็ตามความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็หาได้สูญหายไปจากเรา กำนันโชติ สนสกุล ได้เล่าให้ฟังว่า

            เมื่อท่านยังอยู่ มีประชาชนจำนวนมากไปขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้เพื่อเป็นสิริมงคล วันหนึ่งมีชาวจีนผู้หนึ่ง นัยว่าเป็นพ่อค้ามาจากจังหวัดสุโขทัย จะมาขอน้ำมนต์ท่านอาบ เพื่อให้กิจการของเขาได้เจริญรุ่งเรือง
     หลังจากที่ทราบจุดมุ่งหมายของพ่อค้าจีนผู้นั้นแล้ว ท่านก็ให้เอาน้ำใส่ในบาตรแล้วสั่งให้ไปตั้งไว้ใกล้ตัวท่าน พร้อมทั้งจุดเทียนด้วย ท่านสั่งแล้วก็หันไปนั่งคุยกับแขกอีกหลายๆ คน ต่อมาพ่อค้าจีนผู้นั้นรู้สึกว่าหลวงพ่อท่านมัวเพลิดเพลินคุยกับแขก คล้ายไม่สนใจที่จะทำน้ำมนต์ ให้เอาบาตรใส่น้ำไปตั้งไว้นานแล้ว ไม่เห็นหลวงพ่อลุกไปทำน้ำมนต์ให้เลย อดรนทนรอไม่ไหวก็เลยเข้าไปหาหลวงพ่อแล้วถามท่านว่า "เมื่อไรอาหลงพ่อจะทามน้ำมงให้อั๊วสักที"

            หลวงพ่อท่านก็หันมามองหน้า พลางบอกว่า "เสร็จแล้ว"

            "เส็กเลี้ยว" พ่อค้าจีนทวนคำ พลางนึกไม่พอใจหลวงพ่อ ที่ไม่เห็นหลวงพ่อลุกไปทำน้ำมนต์ให้เข้าใจหลวงพ่อพูดไม่จริง และไม่ทำน้ำมนต์ให้ จึงลุกพรวดพราดออกไปยกบาตรที่ใส่น้ำไว้แต่แรก เอาไปเททิ้งที่แพริมน้ำ ทันใดนั้นก็ปรากฎว่า น้ำในบาตรแห้งเทไม่ออก แม้ว่าจะขยับเขย่าอย่างไร น้ำแข็งอยู่ในบาตรก็ไม่ยอมขยับเขย่าอย่างไร น้ำที่แข็ง อยู่ในบาตรก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนไหลออกมา ก็เลยต้องอุ้มบาตรเดินกลับเข้ามาหาหลวงพ่อเงิน พร้อมกับบอกว่า น้ำมนต์ในบาตรเทไม่ออก

            "ลองเอาไปเทดูอีกครั้งซิ"
            หลวงพ่อว่ากับพ่อค้าจีน พ่อค้าจีนก็เลยเทน้ำมนต์ในบาครต่อหน้าหลวงพ่อ ซึ่งปรากฎว่าน้ำมนต์ไหลออกมาจากบาตรหมด ไม่เหลืออยู่เลย เป็นอันว่าพ่อค้าจีนผู้นั้นก็หมดโอกาส ไม่ได้อาบน้ำมนต์ของหลวงพ่อตามที่ตั้งใจมา

            ขออนุโมทนากับท่านที่บริจาคทรัพย์ซื้อโลงศพ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ให้กับวัดตาลกง จ.เพชรบุรี ดังนี้ คุณสกาวรักษ์  จรูญแสง $ 10, คุณ Chumnien Hiransomboon$ 20, คุณสุกิจ ศิริกุล $ 50, คุณกิ่งกาญจน์ ศิริกุล $ 50, คุณบวร ศิริกุล $ 50 ขอผลบุญรักษา คุณพระคุ้มครองให้ท่านที่บริจาค จงพบกับความสุขกายสบายใจในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ปราศจากเคราะห์โศกโรคภัยอันตรายทั้งปวง เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสาร คุณสารสมบัติ ด้วยเทอญฯ