Get Adobe Flash player

หลวงพ่อเงิน บางคลาน พิจิตร (๔)

Font Size:

หลวงพ่อเงิน ท่านเกิดวันศุกร์ที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๖๓ ตรงกับเดือน ๑๑ ปีฉลู แต่หลักฐานบางแห่งบอกว่าท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๖๐ และหลักฐานบางแห่งก็บอกว่า ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๓๕๑ เดือน ๑๐ ปีมะโรง อ่านและฟังดูแล้วช่างไม่ตรงกันเสียเลย และยังหาข้อยุติไม่ได้แน่ๆ บิดาของท่านชื่อว่า อู๋ เป็นชาวบางคลาน หมู่ ๑ มารดาของท่านชื่อ พัก เป็นชาวแสนตก ปัจจุบันเป็นอำเภอขานุวรลักษณ์บุรี จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

            ท่านมีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน คือ คนที่ ๑ ชื่อ พรหม เป็นชาย คนที่ ๒ ชื่อ ทับ เป็นหญิง คนที่ ๓ ชื่อ ทอง เป็นชาย ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็น "ขุนภุมรา" คนที่ ๔ ชื่อ เงิน (หลวงพ่อเงิน) คนที่ ๕ ชื่อ หร่ำ เป็นชาย คนที่ ๖ สุดท้อง ชื่อ รอด เป็นหญิง

            เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๖ หลวงพ่อเงินอายุได้ ๕ ขวบ นายช่างซื่อ ซึ่งเป็นลุงของท่านมาที่วัดกลางนา ได้พาหลวงพ่อเงินไปอยู่กรุงเทพฯ จนกระทั่งหลวงพ่อเงินเติบโตเข้าศึกษาเล่าเรียนได้ จึงได้นำหลวงพ่อเงินมาฝากไว้ที่วัดชนะสงคราม (วัดตองปุ) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือกับ พระครูสิทธิเดช (แสง) คนมอญเมืองปทุม จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๖๓ หลวงพ่อเงินอายุได้ ๑๒ ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่จังหวัดพิจิตรพระอุปัชฌาย์ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า "พุทธโชติ" แล้วได้กลับมาอยู่ยังวัดชนะสงคราม เพื่อปฏิบัติธรรมวินัย และเรียนทางวิปัสสนากรรมฐานอยู่ได้ ๓ พรรษา

            ต่อมาพี่ชายของท่านส่งข่าวว่า โยมป่วยหนัก หลวงพ่อเงินจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดคงคาราม (ท้ายน้ำ) และ วัดวังตะโก (วัดหิรัญญารามในปัจจุบัน) บ้านบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร บ้านเดิมของท่าน ก่อนที่ท่านจะกลับไปอยู่จังหวัดพิจิตร ท่านได้เดินทางจากวัดชนะสงคราม ไปยังบ้านช่างหล่อ คือ บ้านยายวันแจ้งดี เมื่อหลวงพ่อเงินเดินทางมาถึงบ้านยายวัน ยายวันก็เอ่ยถามขึ้นว่า ท่านมาจากวัดไหน หลวงพ่อเงินก็พูดว่า อาตมามาจากวัดชนะสงคราม ยายวันสงสัยก็ถามอีกว่า ท่านเป็นคนมอญรึ หลวงพ่อเงินก็ตอบว่า อาตมาเป็นคนกำแพงเพชร ยายวันถามอีกว่า ท่านมีธุระอะไรจึงมาที่นี่ หลวงพ่อเงินก็ตอบว่า จะมาจ้างหล่อรูปไปแจกลูกศิษย์ ยายวันจ้องมองหน้าจึงตอบตกลงหล่อให้กับหลวงพ่อเงินเป็นครั้งแรก

            จึงนับว่ายายวัน แจ้งดี เป็นช่างหล่อคนแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ การหล่อครั้งนั้นเป็นการหล่อรูปเหมือนองค์ท่านจำนวนร้อย (ไม่ใช่จำนวนพัน) จึงผิดกับในปัจจุบัน มาพบหน้าใครๆ ก็มักจะเห็นคล้องรูปหล่อหลวงพ่อเงินด้วยกันทั้งสิ้น

            เรื่องของหลวงพ่อเงินเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีผู้เขียนหลายคนหาข้อมูลมาไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้อ่านเรื่องหลวงพ่อเงินเกิดความไขว้เขวไปก็มี ก็ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดี ถ้าดูไม่เป็น ดูไม่ขาด ไม่แน่ใจ ก็อย่าริอ่านเล่น เช่าหลวงพ่อเงินใหม่ๆ ที่ออกจากวัดจะดีเสียกว่า มีพุทธคุณดี และสนนราคาก็พอสมควร เราศรัทธาหลวงพ่อเงิน จริงหรือเปล่า? ราคาของแท้ที่ยายวันสร้าง ราคาเป็นล้านขึ้นไป ไม่มีต่ำกว่านี้

            การดูพระหลวงพ่อเงิน ให้ดูดังต่อไปนี้

            ๑. ให้ดูที่ขนาด น้ำหนัก รูปลักษณะ พิมพ์ทรงเป็นอย่างไร ดูรายละเอียดของลายเส้น ดูความชัดเจนของลายเส้น ตลอดจนกระทั่งเนื้อทองในองค์พระ สีเหลืองแบบลายประแจจีน

            ๒. ให้ดูตรงสังฆาฏิ จะมีความใหญ่ ความหนา มองดูคล้ายสังฆาฏิจะคล้ายตั้งฉาก ดูส่วนล่างกับส่วนบน ถ้าเราแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน จะเห็นว่า ส่วนที่สังฆาฏิจะโอนไปยังไหล่นั้น มีส่วนสัดเท่ากับส่วนล่าง

            ๓. ดูที่เนื้อทองเหลือง โดยมากจะแห้งสนิทคล้ายทองฝาบาตร หรือรอยประจีนเก่าๆ ส่วนเนื้อทองใหม่ๆ จะมีความสด

            ๔. ให้ดูที่รอยประกบ หรือรอยแต่งตรงรอยประกบ จะมีรอยตะไบขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และละเอียด

            ๕. เหตุที่รูปหล่อหลวงพ่อเงิน มีช่างหลายคนได้ทำต่อๆ กันมาหลายช่าง หลายพิมพ์ทรงอาจไม่เหมือนกัน แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางช่างทำได้เฉียบขาดมาก มีการถกเถียงกันในงานประกวดก็มี บางคนบอกว่า องค์นี้ใช่ องค์นี้ใม่ใช่ ผลที่สุดเถียงกันไปเถียงกันมา ถึงกับจะวางมวยกันก็มี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกรรมการมีความเห็นไม่ตรงกัน

            ทั้ง ๕ ข้อที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ตรงต่อนักนิยมก็เป็นได้

            หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์เอกของใคร ? หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์เอกของ หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อโพธิ์ท่านเป็นพระชาวมอญ เมืองปทุมธานี, พระครูอมรธาธิบดี (เจิ่ม โสภิต) เป็นชาวมอญ วัดสนามนนทยรามัญ เจ้าคณะแขวงนนทบุรี, และหลวงพ่อเงินก็เป็นศิษย์เอกของ สมเด็จพระวันรัต (ทับ) พุทธสิริ วัดโสมนัสวรวิหาร (นางเลิ้ง) ซึ่งเป็นปฐมเจ้าอาวาส ยายวันได้พาหลวงพ่อเงินเข้าพบ หลังจากที่หลวงพ่อเงินว่าจ้างยายวันหล่อรูป เพื่อถวายตัวเป็นศิษย์ เมื่อสมเด็จพระวันรัต ทรงพบครั้งแรก ยังชมว่าท่านหน้าตาดี คงมีความมั่นคงในทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงรับไว้ และเอ่ยปากว่า ดี.ดี.ดี. จึงรับท่านไว้เป็นศิษย์

            การหล่อรูปหลวงพ่อเงินครั้งแรก โดยยายวัน แจ้งดี เศรษฐีพรานนก เป็นผู้ให้กำเนิดหล่อรูปหลวงพ่อเงิน "พิมพ์ขี้ตา" และ "พิมพ์นิยม" ทั้งสองพิมพ์จะมีข้อแตกต่างกันบ้างคือ พิมพ์ขี้ตาจะมีผิวขรุขระไม่เรียบ ส่วนพิมพ์นิยม จะมีความเรียบร้อยสวยงามกว่าพิมพ์ขี้ตา ทางกรรมการวัดให้บูชาองค์ละ ๑ บาท เท่านั้น

            เมื่อพิมพ์ขี้ตา และ พิมพ์นิยม ได้แจกจ่ายให้ผู้นับถือ และเคารพเลื่อมใส ได้รับความนิยมสูงสุด สำหรับเด็กหญิง และเด็กชาย ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ใช้รูปหล่อทั้งสองชนิดดังได้กล่าวมาแล้ว ทางคณะกรรมการวัดจึงจัดสร้างเป็นครั้งที่ ๒ เป็นเหรียญจอบ ไข่ปลาใหญ่ เรียกว่า จอบใหญ่ กับ เหรียญจอบเล็ก มีความนิยมสูงมากกว่ารูปลอยองค์ เพราะเหรียญสองชนิดนี้มีห่วงหูในตัว เมื่อเช่าหรือรับแจกแล้ว คล้องคอได้เลย

            พระอาจารย์ และวัดที่จัดสร้างพระหลวงพ่อเงินพิมพ์ต่างๆ มีด้วยกัน ๗ วัด คือ

            ๑. วัดวังตะโก หลวงพ่อเงินสร้าง มีทุกพิมพ์ ส่วนอาจารย์แจ๊ด สร้างพิมพ์พระผงจอบเล็ก

            ๒.วัดท้ายน้ำ หลวงพ่อเงินสร้าง มีทุกพิมพ์, พระครูวัดฎะสัมบัญ (ฟุ้ง) สร้างมีครบทุกพิมพ์ พระปลัดชุ่ม สร้างเฉพาะ พิมพ์นิยม กับ ตัว ช. เพียงพิมพ์เดียวเท่านั้น

            ๓.วัดหลวง พระธรรมทัศสีมุนี (สุ่น) สร้าง มีพิมพ์ต่างๆ ประเภทเนื้อดินล้วน มีพิมพ์สมเด็จพระเจ้าห้าพระองค์ พิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม พิมพ์ซุ้มกอ พิมพ์สังกัจจายน์

            ๔.วัดขวาง หลวงพ่อเงินสร้าง แล้วมอบให้หลวงปู่ไข่ มีพิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม พิมพ์สังกัจจายน์

            ๕.วัดห้วยเขน พระครูล้อมสร้าง มีพิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม ไข่ปลา จอบเล็ก และเนื้อดิน มีทั้งนั่ง นอน ยืน

            ๖.วัดบางมูลนาค พระครูพิทักษ์ศิลคุณ (น้อย) กับ หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง สร้าง มีพิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม จอบใหญ่ ไข่ปลา จอบเล็ก

            ๗.วัดคงคาราม หลวงพ่อน้อย (ตาบอด) สร้างพิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม โดยจ้างเจ๊กชัยหล่อ แล้ว พิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม เนื้อดินด้วย

            หลวงพ่อเงินที่ชาวบ้านสร้างเอง นับตั้งแต่หลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังมีผู้ต้องการไปเสาะแสวงหาพระพิมพ์ต่างๆ ของหลวงพ่อที่บ้านบางคลานตลอดเวลา จึงมีช่างที่บ้านบางคลานจัดสร้างขึ้นมาเอง ปลุกเสกเอง ออกจำหน่ายเอง เริ่มทำกันตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้แก่ นายช่างแม้น และ นายช่างกรุ่น ได้ลอกพิมพ์มาจากพระหลวงพ่อเงินแท้ๆ ทุกๆ พิมพ์ทรง มาสร้าง แล้วเทแบบเบ้าทุบ หรือแบบเบ้ากระดูก คือ เผาทีละองค์ อายุการสร้างจนถึงปัจจุบัน ๖๕ ปีแล้ว เนื้อหาสาระ และผิวพรรณก็แห้งสนิท มีผู้ไว้ครอบครอง และนำไปคล้องคอ ต้องเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นของแท้ แม้แต่เซียนพระใหญ่ทั่วๆไป โดนกันระนาว นับประสาอะไร แม้แต่ชื่อวัดหลวงพ่อเงินเอง ยังเขียน และเรียกกันไม่ถูก เป็นที่น่าสงสารจริงๆ

            เรื่องหลวงพ่อเงิน ที่มีผู้เข้าใจว่า "วัดบางคลาน" นั้น ความจริงแต่อดีตจนปัจจุบัน วัดบางคลาน ไม่มี คำว่า บางคลาน หมายถึง "ตำบล อำเภอ" ที่อยู่ในจังหวัดพิจิตร แท้จริงแล้ว หลวงพ่อเงินท่านอยู่วัด "วังตะโก" ปัจจุบันนี้ "วัดวังตะโก" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดหิรัญญาราม" และอำเภอบางคลานก็ได้เปลี่ยนมาเป็น "อำเภอโพทะเล" แล้ว

            สำหรับหลวงพ่อเงิน วัดวังตะโก กับ หลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำ บางพิมพ์เหมือนกัน แต่บางพิมพ์ อาจจะไม่เหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกัน เพราะไม่ได้สร้างครั้งเดียวกัน เรียกว่า สร้างกันคนละหน คนละที หลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำ และ หลวงพ่อเงิน วัดวังตะโก ที่สร้างโดย พระครูวัดฎะสัมบัญ จัดสร้างขึ้นนั้น จะเป็นพิมพ์ใด ก็ได้มีอภินิหาร และความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกันทุกประการ ข้อสำคัญ ให้เป็นของแท้เถอะ

            หลวงพ่อเงิน ท่านเป็นพระเถระที่บริบูรณ์ไปด้วยศีลจารวัตร และมีสมาธิจิตอันมั่นคง โดยเฉพาะเสกมนต์คาถา และวิปัสสนาธุระ ท่านมีความเชี่ยวชาญ และแก่กล้าเรืองวิทยาคมรูปหนึ่งของจังหวัดพิจิตร และท่านได้เป็นพระอาจารย์ของ "กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์" ด้วย กิตติศัพท์ของท่านเลื่องลือขจรขจายไปทั่วทุกภูมิภาค จากเหนือจรดใต้จากตะวันออกจรดตะวันตกมาเนิ่นนานแล้ว แต่อดีตมาถึงปัจจุบันแม้หลวงพ่อเงินจะมรณภาพจากไปนานแล้วก็ตาม แต่ยังอยู่ในความทรงจำ ศรัทธา ปรารถนาที่จะได้ของหลวงพ่อทุกๆ คน เสมอมา

            เพราะวัตถุมงคลหลวงพ่อทุกๆ อย่าง ถ้าผู้ใดได้ครอบครอง จะได้รับแต่ความรุ่งเรืองเป็นสิริมงคล และแคล้วคลาดจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่ชื่อของท่านก็เป็นมงคลอยู่แล้ว

            โดยเฉพาะชาวพิจิตร และจังหวัดใกล้เคียง ทุกๆ คน จะเคารพบูชา หวงแหนวัตถุมงคลของหลวงพ่อเงินกันมาก เมื่อมีผู้มาขอเช่าในราคาแพง ผู้ที่เป็นเจ้าของจะไม่ค่อยยอมปล่อย เพราะเป็นของที่หายากยิ่ง เปรียบเสมือนแก้วสารพัดนึก ฉันนั้น

            หลวงพ่อเงินได้มรณภาพด้วยโรคชรา และริดสีดวงทวาร เมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๐ แรม ๑๐ ค่ำ ปีมะแม เวลา ๐๕.๐๐ น. ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ รวมอายุได้ ๑๑๑ ปี พรรษา ๙๐ นับตั้งแต่หลวงพ่อเงินได้มรณภาพจากไปจนถึงวันนี้ รวม ๙๗ ปีแล้ว (๒๔๖๒-๒๕๕๙)