Get Adobe Flash player

หลวงพ่อเงิน บางคลาน พิจิตร (๕) โดย พระเล็ก

Font Size:

ประวัติของหลวงพ่อช่วงชีวิตในฉากสุดท้ายของท่านไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนได้ยินได้ฟังมาเหมือนๆ กัน แต่ตอนที่หลวงพ่อเงินท่านเกิดมา ไม่มีผู้ใดจะจดจำเท่าใดนัก นอกจากบุคคลในครอบครัวของท่านเท่านั้น แต่ทุกคนไม่รู้ว่า ผู้ที่เกิดมากับฝีมือหมอตำแยในละแวกบ้าน ใครบ้างจะเป็นบุคคลสำคัญถึงกับต้องคอยจดวันเดือนปีเอาไว้

            โดยญาติโยมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะเก็บศพของหลวงพ่อเงินไว้ก่อนสักหนึ่งปีเป็นอย่างน้อย เพื่อมิให้เป็นการเพิ่มความเงียบเหงาอาลัยมากไปกว่านั้น เพราะอย่างน้อยก็ยังมานมัสการกราบไหว้เรือนร่างของท่านเสมือนหนึ่งว่าท่านยังอยู่ หลังจากฌาปนกิจแล้ว ยังไม่ทันที่จะถึงเวลาเก็บอัฐิของหลวงพ่อเลย ญาติโยม และบรรดาศิษย์ที่มีความเคารพนับถือท่านต่างก็เฮโลเข้าแย่งกัน ของสิ่งใดที่หลวงพ่อเคยใช้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นจีวร สบง ข้าวของเครื่องใช้ แม้จะได้คนละเล็กน้อยก็เอาดี เพื่อนำไปเป็นวัตถุมงคลคุ้มครอง แม้แต่เถ้าถ่านก็ไม่มีเหลือให้เห็นเลย

            อภินิหารของหลวงพ่อเงิน นั้นยังคงความเข้มขลังอยู่ ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อเงิน ได้แก่ต้นโพธิ์ที่หลวงพ่อเงินได้หักกิ่ง มาปักไว้ริมน้ำหน้าพระอุโบสถ วัดวังตะโก ก่อนจะนำมาปักหลวงพ่อได้อธิษฐานจิตขอเสี่ยงทายไว้ว่า หากวัดท่านจะเจริญรุ่งเรืองก็ขอให้กิ่งโพธิ์กิ่งนี้จงแตกกิ่งก้านกว้างใหญ่ไพศาลด้วยเถิด

            ต่อมาไม่นาน กิ่งโพธิ์นั้นก็ออกรากหยั่งลึกลง และงอกงามเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับวัดของท่านที่ท่านได้สร้างขึ้นมา เมื่อตอนที่ท่านอยู่ที่วัดแห่งนี้ ท่านได้ทำแคร่ไม้ไว้ใต้ต้นโพธิ์เพื่อไว้พักผ่อนอิริยาบทของท่าน แต่เมื่อท่านได้สิ้นชีวิตลงแล้ว พระครูพิบูลธรรมเวท (หลวงพ่อเปรื่อง) เจ้าอาวาส ได้ทำการสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่แทนหลังเดิม ซึ่งเก่าแก่มากแล้ว แต่กิ่งก้านของต้นโพธิ์ของหลวงพ่อได้มาปิดบังหน้าพระอุโบสถ ทำให้ขาดความสวยงามไปมาก ท่านพระครูพิบูลธรรมเวทจึงได้ว่าจ้างให้ชาวบ้านมาทำการตัดกิ่งเหล่านั้นออกไป

            แต่ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่กล้าจะเสี่ยงกับงานที่กระทบกระเทือนของหลวงพ่อชิ้นนี้เลย ในที่สุดพระครูพิบูลธรรมเวท จึงได้นำดอกไม้ ธูป เทียน มาจุดบอกกล่าวขอความกรุณาจากหลวงพ่อเงิน โดยการที่ทำการตัดกิ่งโพธิ์ในครั้งนี้ก็เพื่อจะทำให้วัดสวยงามขึ้น มิใช่เป็นการดูหมิ่นลองดีอะไรกับหลวงพ่อ และขอให้หลวงพ่อหักให้ด้วย

            จากนั้นมาเพียงไม่กี่วัน กิ่งโพธิ์กิ่งนั้นก็หักครืนลงมาเอง โดยไม่มีลมพายุ หรือว่าสิ่งผิดปรกติจากภัยธรรมชาติใดๆ เลย

            เมื่อกิ่งโพธิ์ใหญ่หักลงมาเอง โดยไม่ต้องตัด ต้องไปรบกวนผู้ใดให้มาช่วยตัดเช่นนั้น ท่านเจ้าอาวาสได้ให้นางจันทร์ ชาวบ้านในย่านนั้นมาจัดการเลื่อยเป็นท่อนๆ แล้วเผาถ่านแบ่งกันคนละครึ่งกับทางวัด หลังจากจัดการเลื่อยเรียบร้อยแล้วก็นำมากองรวมจุดไฟเผา แต่มันช่างน่าอัศจรรย์ที่ว่า จะเอาอะไรมาทำเชื้อไฟ ไม้โพธิ์นั้นก็ไม่ยอมติดไฟ ตรงกันข้ามตัวนางจันทร์เองกลับมีรอยไหม้พองไปทั้งตัว หูตาก็ดับมืดมองอะไร ฟังอะไรไม่รู้เรื่อง มีอาการทรมานเป็นที่สุด จากนั้นเพียงไม่กี่คืนหลวงพ่อเงินก็มาดุกล่าวนางจันทร์ในฝันว่า "กูให้ของดีมึงไว้ใช้ มึงกลับไม่รู้คุณค่าเอาไปเผาเสียอีก" เมื่อนางจันทร์ตกใจตื่น ทบทวนความฝันดีแล้ว ก็นำดอกไม้ ธูปเทียน เท่าอายุของตนเอง มาขอขมาลาโทษ ต่อหน้ารูปหล่อของหลวงพ่อเงิน เพียงไม่กี่วันอาการต่างๆ ของนางจันทร์ก็คืนสู่ปรกติ

            เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ต้นโพธิ์ของหลวงพ่อเงินก็มีอันต้องแตกดับลง คราวนี้ไม่ใช่กิ่งหักเช่นครั้งก่อน หากแต่หักลงมาทั้งต้น โดยไม่มีลมพายุ หรือฝนฟ้าคะนองเลย อยู่ดีๆ ก็หักลงมาเอง  บทเรียนที่เกิดขึ้นกับนางจันทร์ในครั้งก่อน เตือนใจให้ชาวบ้านได้ดีทีเดียว ทุกคนต่างพากันนำกิ่งโพธิ์เล็กบ้างใหญ่บ้างไปแกะเป็นพระไม้โพธิ์ หรือวัตถุมงคลอื่นๆ กัน จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือให้เห็นอีก จึงเป็นอันว่า แม้แต่ต้นโพธิ์อธิษฐานของหลวงพ่อก็ยังไม่พ้น "อนิจจัง"

            เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางวัดได้จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลต่างๆ อยู่นั้น ดวงอาทิตย์ที่กำลังเจิดจ้าอยู่ตอนเที่ยงวัน พลันก็มีแสงทรงกลดขึ้นเป็นวงล้อมรอบ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก พอตกตอนกลางคืนก็เกิดจันทรุปราคาขึ้นอีก ชาวบ้านต่างตีเกราะเคาะวัตถุ ยิงปืนให้เกิดเสียงดังขึ้นตามประเพณีที่เชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่า เมื่อเกิดเสียงดังราหูจะคลายจันทร์ออกมา ผู้ที่อยู่ในงานก็ยกปืนยิงไปทางต้นไม้ ที่ติดภาพโฆษณาซึ่งมีรูปหลวงพ่อเงินอยู่ด้วย ปรากฎว่ายิงไม่ออกเลยจึงเฮโลเข้าไปเก็บเอาไว้ บ้างก็ซื้อขายกันด้วยราคาค่อนข้างสูง

            ของดีอีกอย่างก็คือ "สัปคับช้าง" หรืออานที่ใช้นั่งบนหลังช้างนั้นเอง เป็นอาสนะที่หลวงพ่อใช้รองนั่งบนหลังช้างเวลาออกไปทำการบวชให้กับบุตรหลานของชาวบ้านไกลๆ เมื่อสิ้นบุญหลวงพ่อแล้ว ทางวัดก็ได้นำไปไว้หลังพระอุโบสถเก่า ต่อมามีผู้ขอไปตัดแบ่งทำตระกรุดบ้าง เครื่องรางของขลังอื่นๆอีก จนไม่มีเหลือแม้แต่เศษเล็กๆน้อยๆ

            ต้นละมุด ก็ไม่พ้นกฎธรรมดาของโลก เมื่อทุกๆ อย่างในสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ต่อมาก็ทะยอยจากไปก็มาถึงต้นละมุด ขึ้นอยู่หน้ากุฎิหลวงพ่อ ที่หลวงพ่อใช้เป็นที่ให้ผู้ที่ต้องการรดน้ำมนต์นั่งตรงใต้ละมุดต้นนี้ เมื่อถึงวาระที่ต้นละมุดต้นนี้จะตาย ก็เป็นการตายที่แปลกๆ เพราะตามปรกตินั้นต้นไม้ถ้าเวลาตายใบก็จะร่วงหมดก่อน แล้วลำต้นจึงแห้งตาย แต่ละมุดต้นนี้ถึงแม้จะตายไปแล้วหลายเดือนแต่ใบก็ยังอยู่ในสภาพเดิม แม้จะแห้งกรอบไปแล้ว ภายหลังก็มีผู้มาขอไปส่วนหนึ่ง นำไปแกะเป็นพระต่างๆ ไปทำตะกรุดและวัตถุมงคลอื่นๆ อีก ปรากฎว่ากันปืน กันระเบิดได้ดีนัก และก็เช่นเดียวกันอีกนั้นและครับทุกท่านๆ แม้แต่รากเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มีเหลือให้เห็นอีกเช่นเคย

            รูปหล่อหลวงพ่อเงิน กรุวัดท้ายน้ำ เปิดกรุอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยพระครูพิบูลธรรมเวท (หลวงพ่อเปรื่อง) เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม (วัดตะโก) เป็นประธานการเปิดกรุใต้ฐานพระประธาน ในพระอุโบสถหลังเก่า มีด้วยกัน ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์นิยม และ พิมพ์ขี้ตา ซึ่งทางวัดได้ตอกโค๊ดตัว นะ ไว้ที่ใต้ฐานเกือบทุกองค์ เว้นบางองค์ที่ฐานไม่เรียบ หรือเป็นหลุม ไม่อาจตอกได้เท่านั้น

            พระที่ขึ้นจากกรุเป็นพระที่สร้างในสมัยหลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่ และเป็นผู้บรรจุกรุด้วยตัวของท่านเอง พระชุดนี้จัดสร้างโดย ท่านพระครูวัฏะสัมบัญ (หลวงพ่อฟุ้ง) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำต่อจากหลวงพ่อเงิน โดยได้ให้ช่างจากบ้านช่างหล่อ บางกอกน้อย มาทำการหล่อที่วัด ในช่วงปี ๒๔๕๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ มีทั้งพิมพ์ขี้ตา พิมพ์นิยม พิมพ์จอบใหญ่ไข่ปลา และพิมพ์จอบเล็ก จากนั้นท่านก็ได้นำไปให้หลวงพ่อเงินแผ่เมตตาปลุกเสกให้ ก่อนที่จะนำมาแจกจ่ายที่วัดท้ายน้ำ

            ในช่วงที่มีการเปิดกรุ ปู่โพ พุฒทอง ศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อเงิน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในปีนั้น (๒๕๒๔) ท่านได้ยืนยันว่า รูปหล่อหลวงพ่อเงินทั้งสองพิมพ์ที่ขึ้นมาจากกรุ เป็นของหลวงพ่อเงินท่านให้ทางวัดท้ายน้ำสร้าง พร้อมกับสร้างหอระฆังวัดท้ายน้ำ

            วัดท้ายน้ำ ตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสำคัญมาแต่อดีตในสมัยที่หลวงพ่อเงินท่านยังอยู่ ท่านได้มีส่วนในการสร้างพระอุโบสถหลังเก่าด้วยตัวของท่านเอง รวมทั้งเสนาสนะอื่นๆ ก็เป็นฝีมือท่านอยู่มากแห่ง ท่านยังมาจำพรรษาที่วัดนี้ในห้วงเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตบั้นปลายของท่าน ประมาณสิบกว่าปีที่ท่านอยู่ที่วัดนี้ ดังนั้น ในระยะหลังๆ ที่มีการสร้างพระ และเหรียญของท่าน จึงสร้างที่วัดท้ายน้ำอยู่หลายครั้ง ซึ่งครั้งสำคัญที่ช่างหล่อไปสร้างในประมาณปี พ.ศ.๒๔๕๗-๕๙ ได้มีการสร้างพระและเหรียญ รวมทั้งพระรูปเหมือน เพื่อการบูชาตามบ้านเรือน นัยว่าในครั้งนั้นได้สร้างพร้อมกับการหล่อระฆังด้วย

            ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ พระและเหรียญที่เหลือแจกในแต่ละรุ่น ท่านได้รวบรวมแล้วนำไปบรรจุตามสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในวัดนี้ ส่วนมากเป็นที่ว่างในพระอุโบสถ และหลวงพ่อเงินท่านชอบที่จะบรรจุลงกรุด้วยตัวของท่านเอง การนี้พระและเหรียญพิมพ์ช่างหลวงที่วังหน้าสร้าง ทั้งเนื้อโลหะและเนื้อผง ก็ได้นำมาบรรจุที่วัดท้ายน้ำมิใช่น้อย และเคยปรากฏการนำออกจากกรุโดยมิชอบหลายครั้งในสมัยนานมาแล้ว ซึ่งระยะแรกๆ นั้นต่างก็ไม่ทราบกันว่า เป็นพระและเหรียญที่สร้างกันเมื่อใด เพราะผิดแผกไปจากพิมพ์ที่เคยรู้จักกัน และนอกจากนี้ พระและเหรียญที่สร้างจากวัดต่างๆ ก็เคยปรากฏอยู่ในกรุวัดท้ายน้ำอีกเช่นกัน สำหรับพิมพ์ช่างหลวงของวังหน้า เท่าที่ปรากฏแล้วมี รูปหล่อลอยองค์พิมพ์ต้นแบบ ทั้งทรงเขื่อง ทรงย่อม และทรงพิเศษ กับเหรียญจอบพิมพ์ข้างเม็ด และข้างเรียบขนาดต่างๆ กับที่สำคัญคือ รูปลอยองค์ พิมพ์สังฆาฏิเล็ก ช่างหลวงเนื้อผงผสมหัวบานเย็น ลงรักปิดทอง ได้พบในกรุวัดนี้มากกว่าแห่งอื่นใดทั้งสิ้น นับว่า วัดท้ายน้ำนี้มีความสำคัญมาแต่กาลก่อนมิใช่น้อย

            สำหรับรูปหล่อลอยองค์สองพิมพ์ ที่ทางวัดนำออกปรากฏในยุคหลังนี้ มีลักษณะคล้ายกับรูปลอยองค์ที่สร้างในยุคเก่า ขณะที่หลวงพ่อเงิน ท่านชราภาพมากแล้ว ทั้งมีคราบเก่าปรากฏด้วย พระชุดนี้ ทางวัดฯ ได้ตอกเครื่องหมายตัว "นะ" ลงไว้ที่ใต้ฐานเป็นสำคัญ

            ส่วนรูปเหมือนเพื่อการบูชาตามบ้านเรือน ที่สร้างขึ้นที่วัดท้ายน้ำนี้ เป็นพิมพ์ที่มีขนาดกว้าง หน้าตักประมาณ ๓ นิ้วฟุต มีพัดตั้งอยู่เบื้องหลัง สร้างโดยช่างหล่อมีฝีมือเพราะเหมือนองค์จริงมาก พระรูปเหมือนรุ่นนี้ ช่างที่ทำการสร้างได้เรียกมาแต่เดิมว่า "รูปเหมือนหลวงพ่อเงินบางคลาน รุ่นฉลองพัด" การกำหนดชื่อนี้ กำหนดตามรูปถ่ายที่นำมาใช้เป็นแบบ ซึ่งเป็นภาพถ่ายดั้งเดิม ที่กล่าวกันมาแต่อดีตว่า ถ่ายในงานฉลองพัดเมื่อประมาณหลังปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ไม่นานนัก แต่รูปเหมือนที่หล่อนี้ สร้างภายหลังห่างกันกว่าสิบปี แต่ช่างที่หล่อก็เรียกตามรูปกันเช่นนั้น และเรียกกันติดปากตราบเท่าทุกวันนี้

            ถ้าเราเอาพระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน ที่ออกจากวัดวังตะโกมาเปรียบเทียบกับวัดท้ายน้ำดู จะมองไม่เห็นความแตกต่างกันเท่าไรนัก แต่ความแตกต่างนั้นมีแน่นอนที่มองเห็นได้ชัดเจน ในพิมพ์นิยมก็คือ

            ๑. ตรงสังฆาฏิ รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำ มีลักษณะคล้ายสังฆาฏิสองชั้น มองเห็นได้ชัดเจน แต่รูปหล่อหลวงพ่อเงิน บางคลาน วัดวังตะโก (วัดหิรัญญารามในปัจจุบัน) ไม่มีรอยขีดเหมือนสังฆาฏิสองชั้น

            ๒. ตรงซอกแขนระหว่างริ้วจีวร และแขนขวา จะมีรอยขีดขวางผ่ากลางมองเห็นชัดเช่นกัน แต่รูปหล่อหลวงพ่อเงินบางคลาน วัดวังตะโก ไม่มีรอยขีดดังกล่าว