Get Adobe Flash player

ศิษย์พุทธาคมเขาอ้อ (๔) โดย พระเล็ก

Font Size:

ชื่อเสียงของ "ศิษย์" ในสายสำนักวัดเขาอ้อ ยังคงมีสืบสายต่อกันมาอย่างไม่ขาดระยะ แม้ว่าวัดดอนศาลาจะสิ้น พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ศิษย์ฆราวาสสายสำนักวัดเขาอ้อ นาม "นำ แก้วจันทร์" ก็ได้เดินทางสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็น พระอาจารย์นำ ชินวโร ที่โดดเด่นยิ่ง ซึ่งหากกล่าวถึงการศึกษาร่ำเรียนในสายสำนักวัดเขาอ้อแล้ว พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ ก็เป็น "ศิษย์" ร่วมสมัยเดียวกับ พระครูสิทธยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) แห่งวัดดอนศาลา และ พระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม แห่งวัดเขาอ้อ เหนืออื่นใดพระอาจารย์นำ ชินวโร เป็นบุตรชายของ พระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ ผู้เป็นศิษย์สำนักวัดเขาอ้อร่วมยุค พระครูสังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพต (ทองเฒ่า)

            พระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันกับพระอาจารย์ทองเฒ่า ซึ่งผู้เป็นอาจารย์คือ พระอาจารย์เอียด เหาะได้ แห่งวัดดอนศาลา หากอาวุโสของพระอาจารย์เกลี้ยงอ่อนกว่า พระอาจารย์เกลี้ยง ได้บวชเรียนอยู่วัดดอนศาลาอยู่ระยะหนึ่ง แล้วลาสิกขาไปมีครอบครัวแต่งงานกับนางเอียด อยู่ที่บ้านดอนนูด ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง แม้ว่าจะออกจากสำนักวัดเขาอ้อไปแล้ว แต่อาจารย์เกลี้ยงยังได้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ อยู่ เพราะว่าท่านได้ถูกคัดเลือกให้เป็นศิษย์สายฆราวาส ที่ต้องเป็นผู้ช่วยประกอบพิธีกรรมต่างๆ ร่วมกับพระอาจารย์ทองเฒ่า จนเมื่อนางเอียดได้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการคลอดบุตร อาจารย์เกลี้ยงซึ่งเข้าถึงความทุกข์ของการสูญเลียสิ่งอันเป็นที่รัก จึงเกิดความคิดที่จะละเพศฆราวาสหันเข้าพระศาสนาอีกครั้งหนึ่ง

            ต่อเมื่อทำการฌาปนกิจนางเอียดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์เกลี้ยงจึงกลับสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง ด้วยความสนับสนุนของพระอาจารย์ทองเฒ่า ทว่าในการอุปสมบทครั้งนี้อาจารย์เกลี้ยงได้ปวารณาว่า จะขอใช้ชีวิตแบบพระธุดงค์ ท่องธุดงค์ไปทั่วไม่ผูกติดกับสถานที่ ส่วนบุตรชาย คือ เด็กชายนำ แก้วจันทร์ ขณะนั้นยังเด็กอยู่ พระอาจารย์ทองเฒ่าจึงรับไว้อุปการะ ทั้งนี้เพราะได้เล็งเห็นว่า เด็กชายนำคนนี้ ในอนาคตข้างหน้าจะต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณโด่งดัง และเป็นผู้สืบทอดมรดกวิชาของสำนักวัดเขาอ้อได้ จึงนอกเหนือจากรับไว้เป็นศิษย์แล้ว พระอาจารย์ทองเฒ่ายังรับไว้ในฐานะของบุตรบุญธรรมอีกด้วย

            พระอาจารย์นำ ชินวโร เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๙ (สิงหาคม) พ.ศ. ๒๔๓๔ ที่บ้านดอนนูด ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อผู้เป็นมารดาเสียชีวิต บิดาคือพระอาจารย์เกลี้ยงได้ก้าวล่วงสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง ตัวของพระอาจารย์นำ ชินวโร ในวัยเด็กอยู่ในความอุปการะของพระอาจารย์ทองเฒ่า และได้ศึกษาร่ำเรียนอยู่ภายในสำนักวัดเขาอ้อ

            ต่อมาเมื่อพระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ ได้ธุดงค์กลับมายังบ้านเกิด และได้พำนักอยู่บริเวณป่าช้าใกล้บ้าน พระอาจารย์นำ ชินวโร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นฆราวาส และเติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อยแล้ว ได้เดินทางไปมาหาสู่พระอาจารย์เกลี้ยง บิดาผู้ให้กำเนิด ภายใต้การสนับสนุนของพระอาจารย์ทองเฒ่า เพื่อให้นายนำได้ปรนนิบัติรับใช้ผู้เป็นบุพการี ระหว่างนั้นจึงต้องเทียวไปมาระหว่างสำนักวัดเขาอ้อ และที่พำนักของพระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์

            กล่าวสำหรับพระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ เมื่อทราบว่าบุตรชายได้ศึกษาวิชาขั้นพื้นฐานในสำนักวัดเขาอ้อมาแล้ว พอที่จะถ่ายทอดวิชาต่างๆ เพิ่มเติมให้แก่บุตรชาย ซึ่งวิชาที่พระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ ได้ถ่ายทอดให้แก่นายนำในขณะนั้น เป็นวิชาในสายฆราวาสที่พระอาจารย์เกลี้ยง ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักวัดเขาอ้อ นับว่าพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ ก่อนจะบวชได้เรียนวิชาของสายสำนักวัดเขาอ้อ ทั้งในวิชาของสายฆราวาสจากพระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ ผู้เป็นบิดา และเรียนมาในสายบรรพชิต จากพระอาจารย์ทองเฒ่่า จึงนับว่าเป็นความโชคดียิ่งของนายนำ แก้วจันทร์ ที่ไม่มีศิษย์สายสำนักวัดเขาอ้อคนใดจะได้รับเช่นนี้

            ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ นายนำ แก้วจันทร์ มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุกับพระครูสังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพต (ทองเฒ่า) บวชเรียนอยู่ ๖ พรรษา จึงลาสิกขา แล้วแต่งงานกับนางสาวพุ่ม ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านดอนนูด มีบุตรชายหญิงด้วยกัน ๔ คน หากยังคงไปวัดเขาอ้อปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์ทองเฒ่าอยู่เสมอ พร้อมช่วยประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในฐานะศิษย์ฆราวาส และเมื่อพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนศาลาสืบต่อจากพระอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ ที่มรณภาพไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ อาจารย์นำ แก้วจันทร์ จึงไปมาหาสู่พระอาจารย์เอียด ที่วัดดอนศาลา อันใกล้บ้านของท่าน ด้วยความคุ้นเคยใกล้ชิดที่มีต่อกัน และได้ช่วยประกอบพิธีกรรมต่างๆ  แม้ว่าตอนนั้นพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) จะมีศิษย์ฆราวาสคู่บารมีอยู่แล้ว คือ ผู้ใหญ่ยอดแก้ว แต่ต่อมาเมื่อผู้ใหญ่ยอดแก้วอายุมากขึ้น ภาระหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมสายฆราวาสจึงตกอยู่กับอาจารย์นำ แก้วจันทร์ โดยตลอดเรื่อยมา จวบจนพระอาจารย์เอียด มรณภาพ

            ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ อาจารย์นำ แก้วจันทร์ อายุ ๗๔ ปี ได้เกิดล้มป่วยอาการทรุดหนักลงตามลำดับ อาการป่วยในครั้งนี้หนักหนาสาหัสอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยากแก่การจะมีชีวิตรอดมาได้ ถึงขั้นมีการตระเตรียมงานศพไว้รอ และแล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น เมื่อภาพนิมิตของ พระครูสังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพต (ทองเฒ่า) ได้ปรากฏให้เห็นบอกว่า "หากรับปากจะกลับไปบวชอีกครั้งหนึ่ง อาการป่วยที่เป็นอยู่ก็จะกลับกลายหายเป็นปกติ ทั้งยังมีโอกาสทำนุบำรุงวัดดอนศาลา และพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปในอนาคต" ครั้นเมื่อรับปาก อาการเจ็บป่วยก็ทุเลาเป็นลำดับ และหายเป็นปกติ

            วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ อาจารย์นำ แก้วจันทร์ ได้เข้าอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง ณ พัทธสีมาวัดดอนศาลา มี พระพุทธิธรรมธาดา วัดสุวรรณวิชัย (วัดกุฏิ) รองเจ้าคณะจังหวัดพัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูกรุณานุรักษ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูกาชาด (บุญทอง) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้พำนักจำพรรษาที่วัดดอนศาลา โดยมีลูกศิษย์รูปสำคัญคอยดูแลอย่างใกล้ชิดคือ พระอาจารย์ศรีเงิน อาภาธโร ซึ่งหากนับพรรษาแล้ว พระอาจารย์นำ ชินวโร อาจอ่อนเยาว์ แต่หากนับถึงความอาวุโสในฐานะของศิษย์สายสำนักวัดเขาอ้อในห้วงเวลานั้นแล้ว พระอาจารย์นำ ชินวโร อาวุโสเป็นอย่างยิ่ง อาวุโสในลำดับของครูบาอาจารย์ทีเดียว ที่พระอาจารย์นำ ชินวโร เคยปฏิเสธคำขอของบรรดาลูกศิษย์ที่ให้ท่านกลับเข้าสู่เพศบรรพชิตในครั้งก่อนๆ ก็เนื่องเพราะเกรงความยุ่งยากในการวางตัวของศิษย์บรรพชิต เพราะในทางสงฆ์ความอาวุโสวัดกันที่จำนวนพรรษา

            เวลานั้นศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรง จากพระอาจารย์ทองเฒ่า มีพระอาจารย์นำ ชินวโร อาวุโสสูงสุด เหนือกว่าศิษย์ทุกรูปทุกคนทั้งสายบรรพชิต และฆราวาส ดังนั้นเป็นเหตุให้ชื่อเสียงของ พระอาจารย์นำ ชินวโร เกริกไกรยิ่ง เปรียญเสมือนเป็นประธานของบรรดาศิษย์สายสำนักวัดเขาอ้อ ไม่ว่าจะขัดข้องติดขัดประการใด จะมาขอคำแนะนำจาก พระอาจารย์นำ ชินวโร เสมอ เหตุนี้จึงทำให้พระอาจารย์นำ ชินวโร ได้รับการนิมนต์ให้เป็นเจ้าพิธี และเป็นประธานในการประกอบพิธีกรรม ต่างๆ อยู่เนืองๆ พระอาจารย์นำ ชินวโร ได้ทำประโยชน์หลายอย่าง ที่สำคัญมีดังนี้

            ๑.การช่วยเหลือราชการปราบปรามโจรผู้ร้าย ในสมัยที่ อาจารย์นำ วัดดอนศาลา ยังเป็นฆราวาส พ.ศ. ๒๔๖๖ ทางมณฑลนครศรีธรรมราช ได้ส่งพระยาวิชัยประชาบาล ผู้บังคับการตำรวจมณฑลนครศรีธรรมราช ไปปราบโจรผู้ร้ายในจังหวัดพัทลุง ไปตั้งกองปราบที่วัดสุวรรณวิชัย ปรากฏว่าพระอาจารย์นำ ได้เป็นกำลังสำคัญในการนำสืบจับโจรผู้ร้าย ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ในการปราบปรามครั้งนั้นมาก จนสามารถปราบปรามโจรผู้ร้ายได้สงบราบคาบ

            ๒. การสร้างวัตถุมงคลพระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา ได้สร้างเครื่องรางของขลังไว้มาก ทั้งที่สร้างด้วยตัวท่านเอง และสร้างร่วมกับคณาจารย์ผู้อื่น เช่น พ.ศ. ๒๔๘๓ ร่วมมือกับพระครูสิทธิยาภิรัตน์ (เอียด) สร้างพระมหาว่าน ขาว-ดำ และพระมหายันต์ แจกให้ทหารที่ไปรบในสงครามอินโดจีน พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้สร้างพระเนื้อผงผสมว่าน จำนวน ๔ พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ สร้างพระปิดตาอาจารย์นำ วัดดอนศาลา พระปิดตาเนื้อชิน ตะกั่ว พ.ศ. ๒๕๑๙ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ได้สร้างเหรียญรูปเหมือน พระอาจารย์นำ และ พระกริ่งทักษิณ ชินวโร ซึ่งเป็นวัตถุมงคลรุ่นสุดท้ายของท่าน อาจารย์นำ วัดดอนศาลา นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างตะกรุด และผ้ายันต์ไว้มากมาย วัตถุมงคลเหล่านี้เป็นที่เชื่อถือศรัทธา ของประชาชนทั่วไป ในวงการพระเครื่องแสวงหากันมาก จนปัจจุบันกลายเป็นวัตถุมงคลที่หาได้ยากยิ่งอย่างหนึ่ง

            ๔.การสร้างอุโบสถ อาจารย์นำได้ดำริจะสร้างอุโบสถสำหรับวัดดอนศาลา โดยได้ปรึกษาหารือกับบรรดาศิษย์ และได้รวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธา จากการทอดกฐินบ้าง ทอดผ้าป่าบ้าง จึงได้เริ่มสร้างอุโบสถตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในการดำเนินการก่อสร้างครั้งนี้ พระอุโบสถวัดดอนศาลาสำเร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปีที่ท่านถึงแก่มรณภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." ไว้ที่หน้าบันและขอบประตูหน้าต่างอุโบสถทุกบานภายในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นค่าจ้างให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ และทศชาติชาดก ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พระอาจารย์และชาวจังหวัดพัทลุงเป็นอย่างยิ่ง

            พระอาจารย์นำ เป็นผู้มีจิตเมตตา กรุณา มีอุเบกขา ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่พบเห็น ท่านได้ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อสังคมโดยส่วนรวมมากมาย และยังเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ดังจะเห็นได้จาก เมื่อพระอาจารย์นำยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จ และทรงเยี่ยมอาการป่วยของท่าน โปรดประทับอยู่ในกุฏินานถึง ๒ ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พระอาจารย์นำเป็นอย่างยิ่ง