Get Adobe Flash player

เหรียญที่ระลึก วัตถุมงคลของในหลวงฯ ร.๙ (๑๓) โดย พระเล็ก

Font Size:

๑๔. เหรียญพระชัยหลังช้าง แม้จะไม่ได้เป็นเหรียญพระบรมฉายทิสลักษณ์ของพระองค์ แต่ก็นับเป็นเหรียญดังพิธีดีอีกเหรียญหนึ่งที่ควรหยิบยกมากล่าวถึง เป็นเหรียญที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) แห่งวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ในนามคณะสงฆ์ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้น สืบเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ๖๐ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นเหรียญปั๊มด้านหน้าเป็นรูปพระชัยวัฒน์ที่เรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร." มีอักษรปรากฏบนเหรียญว่า "๕ ธันวาคม ๒๕๓๐" และ "คณะสงฆ์สร้างในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา รอบ"

กล่าวสำหรับประวัติ “พระชัยหลังช้าง” แต่ก่อนเรียกดังนี้ พระนามเดิมคือ “พระชัย” หรือ “พระไชย” ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ออกพระนามเพิ่มว่า “พระไชยวัฒน์” ก่อนเปลี่ยนพระนามเป็น “พระชัยวัฒน์” ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงมีพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลทุกพระองค์ เพียงรัชกาลที่ ๘ ที่ไม่มี ปัจจุบันพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลทุกพระองค์ ประดิษฐาน ณ หอพระสุราลัยพิมาน พระบรมมหาราชวัง

พระชัยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะพิเศษคือเป็นแบบนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในลักษณะถือด้ามพัด เป็นพระพุทธรูปขนาดย่อมหรือค่อนข้างเล็ก เพื่อสะดวกเคลื่อนย้ายไปในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพระราชสงคราม ถ้าเป็นทางสถลมารคจะเชิญขึ้นช้างนำหน้าช้างพระที่นั่ง จึงเรียกว่า “พระชัยหลังช้าง” ทางชลมารคก็เชิญลงเรือพระที่นั่งหน้าเรือพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน

สันนิษฐานว่าการหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เป็นราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องยาวนาน คือเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับบรมราชาภิเษก ที่ปรากฏในพงศาวดารรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร มีการเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ไปในงานพระราชสงครามด้วย บ่งชี้ว่ามีพระชัยมาตั้งแต่รัชกาลนั้นแล้ว จากหลักฐานที่พบน่าจะเกิดมีขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา  

เหรียญพระชัยหลังช้าง เป็นเหรียญดี เพราะพิธีการจัดสร้างเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเจตนาการจัดสร้าง เพื่อนำรายได้จากการบริจาคบูชานั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ ครั้งแรก วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๓๐ เวลา ๑๓ .๑๙ น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระแก้ว โดยมี ฯพณฯ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธี สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย

สมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธานดับเทียนชัย มีพระภาวนาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน ๕๙ รูป นั่งปรกบริกรรมพระคาถา และเจริญสมาธิภาวนาเป็นเวลาติดต่อกันกว่า ๕ ชั่วโมง โดยมีรายชื่อ ดังนี้

๑. สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ๒. สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ ๓. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ ๔.พระวิสุทธาบดี วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ ๕. พระพุทธพจนวราภรณ์ วัดราชบพิตรฯ กรุงเทพฯ ๖. พระพุทธิวงศมุนี วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ๗. พระพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกศฯ กรุงเทพฯ ๘. พระพรหมมุนี วัดนรนาถฯ กรุงเทพฯ ๙. พระธรรมปิฎก วัดชนะสงคราม  กรุงเทพฯ  ๑๐. พระธรรมดิลก วัดบวรนิเวศวิหาร  กรุงเทพฯ

๑๑.พระญาณโพธิ (เข็ม) วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ๑๒. พระครูอมรโฆษิต (จันทร์) วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ๑๓. พระครูสุนทรธรรมวัตร วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ๑๔. พระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อฑูรย์) วัดโพธินิมิตร  กรุงเทพฯ ๑๔. พระเทพศีลวิสุทธิ์ วัดอรุณฯ กรุงเทพฯ ๑๕. พระโสภณวราภรณ์ วัดอรุณฯ (กรุงเทพฯ) ๑๖. พระญาณสมโพธิ์ (ขวัญ) วัดอรุณฯ กรุงเทพฯ ๑๗. พระอาจารย์เพิ่ม สุวโจ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กรุงเทพฯ ๑๘. หลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน กรุงเทพฯ ๑๙. พระครูปริยัติคุณาธาร (อัมพร) วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ ๒๐. พระปริยัติมุนี (ชูศักดิ์) วัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ ๒๐. พระสิริวัฒน์วิสุทธิ์ วัดราชผาติการาม กรุงเทพฯ

๒๑. พระครูภาวนานุวัตร วัดปากน้ำ กรุงเทพฯ ๒๒. พระวัชรธรรมาภรณ์ วัดตรีทศเทพฯ กรุงเทพฯ  ๒๓. พระครูสันติวรญาณ (สิม) วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่ ๒๔. พระครูพนมสมณกิจ (บัว) วัดหลักศิลา นครพนม ๒๕. พระครูธรรมกิจโกศล (นอง) วัดทรายขาว ปัตตานี ๒๖. พระครูปลัดสัมพิพัททตญาณาจารย์ วัดรัตนวราราม พะเยา  ๒๗. พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร  ๒๘. พระครูกิตติวัฒนคุณ ( เพิ่ม ) วัดวชิราลงกรณ์ฯ นครราชสีมา ๒๙. พระอุดมสังวรเถร (อุตตมะ) วัดวังค์วิเวการาม กาญจนบุรี ๓๐. พระครูญานวรกิจ (กล้วย) วัดหมูคุต จันทบุรี

๓๑. หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร ฉะเชิงเทรา ๓๒. หลวงพ่อเม็ด วัดบึงกระจับ (ฉะเชิงเทรา) ๓๓.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี ๓๔. หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก ชลบุรี ๓๕. หลวงปู่ทองอินทร์ วัดหนองเกตุใหญ่ ชลบุรี ๓๖. พระครูนนทวรคุณ (เกิน) วัดบางค้อ นนทบุรี ๓๗. พระครูนนทนสมณวัตร (เหรียญ) วัดบางระหง นนทบุรี ๓๘. พระเทพญาณกวี วัดเขมาภิรตาราม (นนทบุรี) ๓๙. พระราชโมลี วัดทินกรนิมิต นนทบุรี ๔๐. พระครูนนทวัตรวิบูลย์ วัดบางอ้อยช้าง  นนทบุรี

๔๑. พระครูนนทสิทธิการ วัดไทรน้อย นนทบุรี ๔๒. พระครูฐาปนกิจสุนทร ( เปิ่น ) วัดบางพระ นครปฐม ๔๓. พระครูเกษมนวกิจ ( เต้า ) วัดเกาะวังไทร นครปฐม ๔๔. พระครูปริมานุรักษ์ (พูน) วัดไผ่ล้อม นครปฐม ๔๕. พระครูเกษมธรรมนันท์ ( แช่ม ) วัดดอนยายหอม นครปฐม ๔๖. พระครูสาธุกิจวิมล (เล็ก) วัดหนองดินแดง นครปฐม ๔๗. หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม นครปฐม ๔๘. พระครูวิเศษภัทรกิจ (ทองใบ) วัดสายไหม นครปฐม ๔๙. พระครูสาธรพัฒนกิจ (ลมูล) วัดเสด็จ ปทุมธานี ๕๐. พระวินัยโสภณ วัดจันทรกระพ้อ ปทุมธานี

๕๑. พระอาจารย์ชื้น พุทธสาโร วัดญาณเสน อยุธยา ๕๒. พระอดุลธรรมเวที วัดบรมวงศ์ อยุธยา ๕๓. พระครูสิริปุญญาทร วัดตูม อยุธยา ๕๔. พระครูสังฆรักษ์ (เฉลิม) วัดพระญาติฯ อยุธยา ๕๔. พระราชวรานุวัตร วัดนิเวศธรรมประวัติ อยุธยา ๕๕. พระครูปลัดพรหม วัดขนอนเหนือ อยุธยา  ๕๖. พระครูอาทรธรรมนิเทศก์ (ทองอยู่) วัดท่าเสา สมุทรสาคร ๕๗. พระครูโกวิทสมุทรคุณ (เนื่อง) วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม ๕๘. พระครูสมุทรวิจารณ์ (คลี่) วัดประชาโฆษิตาราม สมุทรสงคราม ๕๙. พระครูสมุทรธรรมกิจ (หยอด) วัดแก้วเจริญ สมุทรสงคราม ๖๐. พระครูภาวนาวิสุทธิ์ (จรัญ) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ๖๑.หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกระเฌอ  ชลบุรี

พุทธาภิเษกใหญ่ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๕  ธันวาคม ๒๕๓๐ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวรวิหาร มีสมเด็จพระราชาคณะ และพระเกจิที่ร่วมปลุกเสก ดังนี้

๑.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ๒. สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร ๓. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา ๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เมื่อครั้งยังเป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์ ๕. หลวงพ่อแพ แห่งวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี ๖. พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง ๗. หลวงปู่ศรี วัดป่ากุง ๘. หลวงพ่อชื้น วัดญาณเสน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๙. พระครูสันติวรญาณ (สิม) วัดถ้ำผาปล่อง ๑๐. พระอุดมสังวรเถร (อุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี

๑๑. พระครูฐาปนกิจสุนทร (เปิ่น) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม ๑๒. หลวงปู่ม่น วัดเนินตาหมาก จังหวัดชลบุรี ๑๓. พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม ๑๔. พระครูปริมานุรักษ์ (พูล) วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม        

ที่สำคัญ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ท่านเคยกล่าวไว้กับลูกศิษย์ของท่านว่า เหรียญพระชัยหลังช้างนี้เป็นเหรียญที่มีพุทธานุภาพดีมากๆ กล่าวสำหรับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบันนี้ มีความเป็นมา สืบเนื่องจากราชประเพณีหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เริ่มเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" นั้น ได้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บารมีมาด้วยกัน จึงขาดพระพุทธปฏิมาสำหรับถวายสักการะ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ขึ้นแทน ถวายพระนามว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล

ในรัชกาลต่อมา เมื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ถือเป็นราชประเพณีที่จะต้องหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์สืบมาทุกรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ยังไม่ได้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ในการพระราชพิธี จึงต้องเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช เป็นพระพุทธรูปประธานในงานพระราชพิธี ครั้น พ.ศ. 2495 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาประทับพระนคร พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลตามราชประเพณี และโปรดเกล้าฯ ให้ นายพิมาน มูลประมุข เป็นช่างปั้นหุ่นพระพุทธรูป

พระเครื่อง และเหรียญที่ระลึกที่มีพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลัง ถือว่าเป็นสิ่งมงคลที่น่าเก็บสะสมบูชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธรูปของวัดต่างๆ ที่มีตรา ภปร. ประดิษฐานอยู่ด้านหลังนั้น มีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายๆ รุ่นมีพิธีการสร้างที่เข้มขลัง และมีพุทธศิลป์ที่งดงามอย่างยิ่ง ดั่งเช่น เหรียญพระพุทธ หรือเหรียญพุทธคุณ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ที่เรียกขานกันว่า "เหรียญพระชัยหลังช้าง" สร้างโดยคณะสงฆ์ทั้ง ๒ นิกายในปีมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ๖๐ พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ เหรียญพระชัยหลังช้าง มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อกะไหล่ทอง ขนาด 2.2 X 3.7 ซ.ม. พุทธคุณดีทางเมตตาคุ้มครอง โชคลาภก็เป็นเยี่ยม เพราะพระชัยเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะที่ในสมัยโบราณเวลาออกศึกจะอาราธนาท่านขึ้นบนหลังช้างเป็นเคล็ด และได้ชัยชนะทุกครั้ง