Get Adobe Flash player

พระอรหันต์แปดทิศ (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) พระอรหันต์ประจำทิศได้แก่ พระมหากัสสป เป็นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าพระอื่น ถือธุดงควัตร เป็นพระสงฆ์ที่มีร่างกายเสมอเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มีร่างกายใหญ่โตมาก พระองค์จึงได้ประทานผ้าสังฆาฏิให้กับพระมหากัสสป

เดิมท่านเป็นบุตรของกปิลพราหมณ์ ตระกูลกัสสปะ ในบ้านมหาติฏฐะ แคว้นมคธ ชื่อเดิมของท่านคือ “ปิปผลิ” แต่คนทั่วไปมักเรียกท่านตามวงศ์ตระกูลว่า “กัสสปะ” เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้เข้าพิธีอาวาหมงคลกับนาง “ภัททกาปิลานี” วัย ๑๖ ปี โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่เต็มใจ ภายหลังจากแต่งงานกันแล้ว การครองคู่ของคนทั้งสองจึงไม่เหมือนสามีภรรยาคู่อื่น ๆ เพราะสักแต่ว่าอยู่ร่วมห้องกันเท่านั้น แม้เวลาจะขึ้นเตียงนอนก็ขึ้นกันคนละข้าง มีแจกันดอกไม้ตั้งอยู่ตรงกลางเตียง ตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันนั้น มิได้สัมผัสถูกต้องกันเลย จึงไม่มีบุตรหรือธิดาสืบสกุล

เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรม ทั้งสองสามีภรรยาซึ่งมีความเบื่อหน่ายเพศฆราวาส จึงพร้อมใจกันสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ญาติและบริวาร แล้วพากันออกบวช จัดหาผ้ากาสาวพัสตร์และบริขารพากันปลงผม แล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ อธิษฐานเพศบรรพชิตบวชอุทิศต่อพระอรหันต์ในโลกแล้วเดินร่วมทางกันไป

พอถึงทางสองแพร่งจึงแยกทางกัน ปิปผลิไปทางขวา ส่วนนางภัททกาปิลานี ไปทางซ้าย นางเดินทางไปพบสำนักปริพาชกแล้วได้เข้าไปขอบวชในสำนักนั้น เนื่องด้วยขณะนั้น พระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงอนุญาตให้สตรีบวชในพระพุทธศาสนา ต่อเมื่อพระนางปชาบดีโคตรมีได้บวชแล้ว นางจึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระเถระ ศึกษาพระกรรมฐาน บำเพ็ญวิปัสสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

ฝ่ายปิปผลิมานพ เมื่อเดินทางไปได้พบพระผู้มีพระภาคเสด็จประทับที่ภายใต้ร่มไทร ระหว่างกรุงราชคฤห์กับนาลันทา เห็นพุทธจริยาน่าเลื่อมใสแปลกกว่านักบวชอื่น ๆ ที่ตนเคยพบมา ปลงใจเชื่อว่าต้องเป็นพระอรหันต์แน่นอน จึงน้อมกายกราบถวายบังคมแทบพระบาท กราบทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ ประทานการอุปสมบทด้วยวิธีให้รับโอวาท ๓ ข้อ เรียกว่า “โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา”

เมื่อท่านอุปสมบทแล้วทำความเพียรไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตผล หลังจากอุปสมบทได้ ๘ วัน พุทธบริษัททั้งหลายรู้จักท่านในนาม “พระมหากัสสปะ” ท่านได้ช่วยรับภารธุระอบรมสั่งสอนพระภิกษุและพุทธบริษัทอื่น ๆ จนมีภิกษุเป็นบริวารจำนวนมาก ท่านมีปกติสมาทานธุดงค์ ๓ ประการ อย่างเคร่งครัด คือ  ๑. ถือการนุ่งห่มบังสุกุลเป็นวัตร  ๒. ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ๓. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรเพราะการปฏิบัติในธุดงค์คุณทั้ง ๓ ประการนี้อย่างเคร่งครัด พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ผู้ทรงธุดงค์ และเป็นผู้มักน้อยสันโดษ

ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ยินดีในการ อยู่ป่า มักน้อย สันโดษ ประวัติของท่านจึงไม่ค่อยโดดเด่นเป็นที่รู้จักกันมากนัก จวบจนสมัยที่พระบรมศาสดาปรินิพพานได้ ๗ วัน ขณะที่ท่านกำลังเดินทางพร้อมด้วยภิกษุบริวารของท่านเพื่อไปเข้าเฝ้าประบรมศาสดา ได้ทราบข่าวจากอาชีวกะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ทำให้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นปุถุชนพากันร่ำไห้เสียใจ รำพึงรำพันถึงพระบรมศาสดา รำพึงรำพันถึงพระบรมศาสดา แต่มีภิกษุวัยชรานามว่า สุภัททะ พูดห้ามปรามภิกษุเหล่านั้นมิให้ร้องไห้โดยกล่าวว่า

“ท่านทั้งหลาย อย่าร้องไห้เสียใจไปเลย พระพุทธองค์ปรินิพพานเสียได้ก็ดีแล้ว ต่อไปนี้พวกเราพ้นจากอำนาจของพระศาสดาแล้ว จะทำอะไรก็ย่อมได้ ไม่มีใครมาบังคับว่ากล่าวห้ามปรามพวกเราอีกแล้ว”

พระมหากัสสปะเถระ ได้ฟังคำของพระสุภัททะแล้ว เกิดความสังเวชสลดใจว่า “พระพุทธองค์ปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน ยังมีผู้กล่าวจ้วงจาบล่วงเกินพระธรรมวินัยถึงเพียงนี้ ต่อไปภายหน้าก็คงจะหาผู้เคารพในพระธรรมวินัยได้ยากยิ่ง” ด้วยคำพูดของพระสุภัททะเพียงเท่านี้ หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ท่านได้ชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ ประชุมกันทำปฐมสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยตั้งไว้เป็นหมวดหมู่ เป็นตัวแทนองค์พระบรมศาสดาปกครองหมู่สงฆ์ต่อไป

ในคัมภีร์พระสาวกนิพพานกล่าว่า พระมหากัสสปะเถระ เมื่อทำหน้าที่เป็นประธานในการทำปฐมสังคายนาแล้ว ได้พักอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ ดำรงอยู่ถึง ๑๒๐ ปี ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ๑ วัน ท่านได้ตรวจดูอายุสังขารของท่านแล้วทราบว่า จะอยู่ได้อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น

ครั้นรุ่งเช้าพระมหาเถระจึงให้ประชุมสงฆ์ แล้วสั่งสอนว่าอย่าประมาท อุตส่าห์พยายามอย่าให้ขาดเวลา จงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ตัวท่านนั้นสิ้นอายุแล้ว จะนิพพาน ณ เพลาเย็นวันนี้แล้ว บรรดาพระภิกษุที่เป็นปุถุชนได้ฟังก็พากันโศการ่ำร้องไห้พิไร บรรดาพระขีณาสพทั้งหลายครั้นแจ้งเหตุ ต่างก็สงสารสังเวชว่า เกิดมาเป็นสัตว์สังขารแล้ว มีแต่จะสูญสิ้นไปเป็นที่สุด เกิดแล้วดับไป ถ้าแม้นระงับสังขารธรรมลงเสียได้ แล้วนั่นแหละจึงจะเป็นสุข

ฝ่ายพระมหาเถระเห็นดังนั้น จึงได้ประโลมปลอบให้ชอบตามพระพุทธฎีกาว่า อันเกิดมาเป็นสังขารแล้วไม่เที่ยงแท้ ย่อมปรวนแปรไปมา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ตรัสในอดีต อนาคต และปัจจุบันนั้น ย่อมเทศนาไว้ทุก ๆ พระองค์ว่า เกิดมาเป็นสัตว์เป็นสังขารแล้ว ไม่แคล้วอนิจจังเลย

เมื่อเห็นชัดฉะนี้แล้วพึงเร่งกระทำเพียรพยายาม ยกตนให้พ้นอนิจจังให้จงได้ อันพระยามัจจุราชนี้ไซร้ ยากที่บุคคลจะข้ามพ้น เว้นไว้แต่พระอริยบุคคลที่ท่านสำเร็จพระนิพพาน อนึ่งเล่า พระภิกษุทั้งหลายจะใคร่เห็นเราในขณะเมื่อเข้าสู่พระนิพพาน จงไปประชุมอยู่แทบ เชิงเขากุกกุฎปาตบรรพต นั้นเถิด

พระมหาเถระบอกเล่าพระสงฆ์ฉะนี้แล้ว เพลานั้นเล่าก็ควรจะบิณฑบาต ท่านจึงออกจากเวฬุวนาราม เพื่อไปบิณฑบาต บทจรเข้าสู่เมืองราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตโดยลำดับตรอก ได้จังหันพอแล้วจึงหลีกออกจากบิณฑบาต กลับมาสู่ที่สำราญ กระทำภัตตกิจ แล้วไปเข้าเฝ้ากราบทูลลาพระเจ้าอชาตศัตรู

แล้วพระมหาเถระจึงขึ้นสู่ที่ไสยาสน์ นั่งพับพะแนงเชิง เข้าสู่ผลสมาบัติ เมื่อออกจากผลสมาบัติแล้ว จึงตั้งอธิษฐานไว้ว่า “ถ้าท่านดับสูญสิ้นอายุสังขาร เข้าสู่นิพพานแล้วเมื่อใด ภูเขาทั้งสามลูกนี้จงมาประชุมกันเป็นลูกเดียว ให้ปรากฏเป็นห้องหับอยู่ภายในภูผา อุปมาดังห้องที่ไสยาสน์

การค้นพบสรีระสังขารของพระมหากัสสปะ เป็นภาพที่ถ่ายได้จริงของชาวต่างชาติ (ฝรั่ง) เข้าไปถ่ายในเขาพระกัสสปะ ณ เมืองเชียงตุง

หลายคนคิดว่าเหตุใดพระกัสสปะถึงมามรณะภาพที่เมืองเชียงตุง แต่ไม่ไปมรณะภาพที่เมืองราชคฤห์ อินเดีย เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านมอบงานให้เผยแพร่ศาสนาในบริเวณนี้ตั้งแต่ เชียงราย ถึง เชียงตุง และ จีน คือเขตที่พระมหากัสสปะอยู่ ส่วนตั้งแต่เชียงรายลงมาเป็นของ พระมหากัจจายนะ และ พระโมคคลานะ

จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี) ท่านบอกว่า ที่ตำแหน่งของสังขารท่านนั้นยังมีดอกไม้ที่สดอยู่ และธูปเทียนที่เขาบูชาอยู่ในสมัยก่อนนั้นยังคงอยู่ เพราะท่านอธิฐานไว้ก่อนมรณะภาพ และที่ีจริงหุบเขาที่มีสรีระของพระกัสสปะเป็นเขาเล็ก ๆ ที่จริงเข้าไปไม่ได้ แต่เมื่อถึงปีกึ่งพุทธกาล จะปรากฏช่องเล็กสำหรับเดินเข้าไปดูได้จริง และฝรั่งคนนั้นก็ไปถ่ายรูปไว้ได้ เหตุที่ท่านพระมหากัสสปะท่านไม่ให้เผาร่างกายท่าน เพราะท่านต้องการให้พระศรีอริยเมตไตร มาทำการเผาเพลิงศพท่านเมื่อถึงยุคของพระองค์ และพระองค์จะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง..

เหตุที่ท่านจัดให้พระมหากัสสปะ อยู่ในทิศเดียวกับพระพุทธรูปประจำวันอังคาร คือ พระนอน หรือ ปางปรินิพพาน นั้น ก็เพราะตอนที่จะมีการประชุมถวายพระเพลิงพระบรมสรีระของพระพุทธองค์นั้น พวกกษัตริย์มัลละ พยายามจะจุดไฟที่เชิงตะกอนเท่าไร ก็จุดไม่ติด จึงถามพระอานนท์ว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น พระอานนท์จึงทูลว่า ที่จุดไม่ติดนั้น เพราะเทวดา ๕๐๐ องค์ ที่อยู่ ณ ที่นั้น ไม่ต้องการให้จุดติด เนื่องจาก พระมหากัสสปะ กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป ยังมาไม่ถึง และเมื่อท่านพระมหากัสสปะ กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป มาถึง เหมือนกับที่ประชุมจะรอท่านเป็นประธาน พอท่านพระมหากัสสปะถวายบังคมพระบรมศพเสร็จ ไฟก็ลุกติดขึ้นทันที โดยไม่ต้องมีการจุด ทำให้เราเห็นถึงพระบารมี และความยิ่งใหญ่ ความผูกพันของพระมหากัสสปะ กับพระพุทธองค์ว่า เกี่ยวข้องแน่นแฟ้นเพียงใด

สัปบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญาพิจารณา เห็นความอนิจจังดังกล่าวมาฉะนี้ จงมีสติอุตส่าห์ขวนขวายสิ่งอันเป็นแก่นสาร คือรักษาศีล บำเพ็ญทานการกุศลสุจริต ให้ตั้งจิตจำเริญกุศลกรรมบถ 10 ประการ จงอุตส่าห์สร้างสมไปอย่างได้ขาด จะเป็นเสบียงเลี้ยงตนไปในมรรคาอันไกลคือ "วัฏฏสงสาร" ตราบเท่าสำเร็จพระนิพพานเถิด.ถ้าท่านใดอยากได้ความเป็นใหญ่ มีผู้คนยอมรับนับหน้าถือตา ก็ควรบูชาพระประจำวันอังคาร ซึ่งอยู่ประจำทิศอาคเนย์ ตามคติทางพระพุทธศาสนาจัดให้ “พระพุทธรูปปางไสยยาสน์” (นอน) เป็นพระประจำวันอังคาร และ พระปริตบทขัดกรณียเมตตาสูตร เป็นคาถาสวดสำหรับพระอังคาร โดยสวด ๘ จบบูชาพระปางไสยาสน์ เพื่อช่วยให้เกิดโชคลาภ และคุ้มภัยอันตรายได้ และจะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และยังจัดให้คาถาพระอิติปิโส ๘ ทิศ บทเรียกฝนแสนห่า เป็นคาถาภาวนาประจำพระอังคาร คือคาถา “ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง”