Get Adobe Flash player

พระอรหันต์แปดทิศ (๙) โดย พระเล็ก

Font Size:

ชาวจีนให้ความเคารพนับถือบูชาเทพแปดเซียน หรือ โป๊ยเซียน เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายต่าง ๆ และอำนวยลาภผลความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทุกด้าน ในขณะที่คนไทย หรือชาวไทยพุทธ ก็ให้ความเคารพนับถือ พระอรหันต์แปดทิศ ดังเรื่องราวที่ได้นำเสนอเอาไว้แล้วอย่างละเอียด โดยเฉพาะบทสวดบูชาพระอรหันต์แปดทิศ ที่หลายท่านรู้จักมักคุ้นกันดี มักจะสวดทุกครั้งในตอนทำวัตรเช้า และทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน

พระเกจิอาจารย์ที่ท่านเห็นคุณวิเศษในการบูชาพระอรหันต์แปดทิศ ได้บรรจงสร้างรูปยันต์พระอรหันต์แปดทิศประทับลงบนแผ่นผ้า ที่เรียกว่า “ผ้ายันต์อรหันต์แปดทิศ” หรือ สร้างเป็นรูปเหรียญให้พอพาสักการบูชาติดตัว ที่เรียกว่า “เหรียญพระอรหันต์แปดทิศ” ที่บรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องรู้จักกันดี เห็นจะได้แก่ “หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี” โดยท่านได้สร้างผ้ายันต์ไว้หลายรุ่นด้วยกัน แต่สำหรับเหรียญแล้ว สร้างเพียงรุ่นเดียว ในจำนวนที่น้อยมาก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙

ดังนั้น เหรียญพระอรหันต์ ๘ ทิศ เป็นเหรียญรูปไข่สองหน้า นับเป็นเหรียญยอดนิยมอีกเหรียญหนึ่งของท่านที่ถูกจัดเข้าทำเนียบเหรียญหลวงพ่อแพ จากหนังสือรวมวัตถุมงคลของท่าน เหรียญรุ่นนี้เท่าที่พบเห็น สร้างเพียงเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดง มีทั้งรมน้ำตาล (มันปู) รมดำ และกาหลั่ยทอง (แจกกรรมการ) เป็นเหรียญที่พบเห็นไม่บ่อยนัก รูปแบบรายละเอียดของเหรียญสวยงามมาก ด้านหน้า เป็นรูปองค์พระปฏิมา ประทับนั่งสมาธิบนฐานบัวชั้นเดียว มีพระรัศมี และแสงฉัพพรรณรังสีพวยพุ่งออกมาจากพระวรกายรอบด้าน โดยมีพระอรหันต์ ๘ องค์นั่งคุกเข่าพนมมือหันหน้าเข้าหาองค์พระศาสดา ตามทิศต่าง ๆ ดังนี้

ด้านบนสุดเหนือพระเศียรของพระพุทธปฏิมา ตำแหน่งเลขศูนย์ หรือสิบสองนาฬิกา คือ ทิศประจิม หรือ ทิศตะวันตก เป็นตำแหน่งของ พระอานนท์ ไล่เรียงเรื่อยมาตามเข็มนาฬิกา นับเวียนจากขวามาซ้าย (ทักษิณาวรรต) ในมุม ๔๕ องศา เป็นทิศพายัพ หรือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระควัมบดี อยู่ในทิศนี้ ถัดมาด้านซ้ายมือของพระพุทธองค์ หรือ ตำแหน่งเลข ๓ นาฬิกา เป็น พระโมคคัลลานะ ตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องซ้าย อยู่ทิศอุดร หรือ ทิศเหนือ ส่วนองค์ที่ถัดมา อยู่ในตำแหน่งพระชงฆ์ด้านขวาของพระพุทธองค์ คือ พระราหุล ประจำทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)

ถัดลงมาเป็นองค์ที่อยู่ใต้รูปองค์พระปฏิมา ตำแหน่งเลข ๖ นาฬิกา เป็นตำแหน่งทิศบูรพา (ตะวันออก) มี พระอัญญาโกณทัญญะ ประดิษฐานอยู่ ต่อมาที่อยู่ในมุมล่างด้านซ้าย ตรงพระชงฆ์ (เข่า) ด้านขวาขององค์พระ เป็นทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) มี พระมหากัสสป ประจำอยู่ทิศนี้, ทิศที่อยู่ด้านขวามือของพระพุทธองค์ ตำแหน่งเลข ๙ นาฬิกา คือ ทิศทักษิณ หรือ ทิศใต้ คือ พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา และ ทิศสุดท้าย ที่อยู่ในตำแหน่งขวามือด้านบน ตรงพระพาหา (ไหล่) ด้านขวาของพระพุทธองค์ คือ ทิศหรดี พระอุบาลี ท่านประจำอยู่ทิศนี้

ด้านหลังเหรียญ จะเป็นรูปหลวงพ่อแพ นั่งเต็มองค์อยู่เกือบเต็มพื้นที่ของเหรียญ ข้างแขนทั้งสองด้าน ประทับ “ยันต์พุทซ้อน และ ตัวอัง” ซึ่งเป็นยันต์ประจำตัวของท่าน ที่ใช้ประทับในวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ ของท่านทุกรุ่น ริมขอบด้านบนเขียนว่า วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี ๒๕๑๙ โค้งไปตามขอบเหรียญ และริมขอบด้านล่างเขียนคำว่า “หลวงพ่อแพ” มีการตอกโค๊ตตัว “พุ” เป็นอักขระขอม ไว้ที่ใต้องค์หลวงพ่อแพทุกเหรียญ

“พระธรรมมุนี” หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่อแพ เขมังกโร อดีตเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ผู้สร้างคุณานุคุณสูงส่งแก่ชาวเมืองสิงห์บุรี จนได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย” แม้ว่าท่านจะละสังขารไปเกือบ ๒๐ ปี แต่ก็ยังเป็นที่รำลึกนึกถึงเสมอมา ตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่จนถึงกุลบุตรกุลธิดา อีกทั้งบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เคารพศรัทธา รวมถึงในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ ด้วยเกียรติประวัตินานัปการที่ท่านได้สร้างไว้เป็นอนุสรณ์แห่งคุณความดี และพุทธาคมแห่งวัตถุมงคลเป็นที่เลื่องลือ เป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาอย่างสูงมาโดยตลอด

หลวงพ่อแพ เขมังกโร ท่านเป็นชาวสิงห์บุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ที่บ้านสวนกล้วย ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายเทียน-นางหน่าย ใจมั่นคง มารดาเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง ๘ เดือน บิดาจึงยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของ นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา อายุ ๑๑ ปี บิดามารดาบุญธรรมนำ ด.ช.แพ ขำวิบูลย์ ไปฝากที่สำนักอาจารย์ป้อม เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม และเข้าศึกษาต่อที่สำนักวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ ได้ระยะหนึ่ง ก็กลับบ้านเกิดเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดพิกุลทอง โดยมี พระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วเดินทางกลับวัดชนะสงครามตามเดิม จนสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ตั้งแต่เป็นสามเณร

เมื่ออายุครบบวชก็กลับมาอุปสมบทที่วัดพิกุลทองอีก โดยมี พระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, ท่านพระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “เขมังกโร” แล้วเดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดชนะสงคราม ศึกษาด้านพระปริยัติธรรมขั้นสูง จนได้เปรียญ ๔ ประโยค ได้เป็น “พระมหาแพ” หลังจากนั้นมานัยน์ตาเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมจึงต้องยุติลง แต่ด้วยความเป็นผู้ใฝ่ศึกษา ท่านจึงหันมาศึกษาด้านสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักพระครูภาวนา วัดเชตุพนฯ และยังได้เป็นศิษย์รูปหนึ่งของ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ ด้วย ต่อมาทราบว่าที่อำเภอบางระจัน มีพระอาจารย์เรืองวิทยาคมและวาจาศักดิ์สิทธิ์นัก ชื่อ หลวงพ่อศรี เจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ ท่านจึงเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์และยังเป็นที่โปรดปรานของพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ อาจารย์หยด เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ลาสิกขาบท ชาวบ้านจึงร่วมกันนิมนต์หลวงพ่อแพให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านจึงเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อปกครองวัดพิกุลทอง โดยขณะนั้นมีอายุเพียง ๒๖ ปีเท่านั้น และวัดพิกุลทองก็ชำรุดทรุดโทรมมาก ท่านจึงไปปรึกษา หลวงพ่อศรี พระอาจารย์ และด้วยบารมีของพระเกจิทั้งสองรูป จึงสามารถบูรณปฏิสังขรณ์ รวมทั้งสร้างถาวรวัตถุภายในวัดพิกุลทองได้ในเวลาอันรวดเร็ว อันได้แก่ พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอประชุมกุฎิสงฆ์ หอไตร หอฉัน ศาลาวิปัสสนา โรงฟังธรรม และ ฌาปนสถาน ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ ท่านยังสร้างความเจริญให้ท้องถิ่นอีกมากมายเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ทั้ง โรงพยาบาล, ที่ว่าการอำเภอ, สถานีตำรวจ, สถานีอนามัย, โรงเรียนประชาบาล, สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนอาคารผู้ป่วยของโรงพยาบาลสิงห์บุรีที่เป็นอนุสรณ์สืบมาจนปัจจุบัน คือ อาคารหลวงพ่อแพ ๘๐ ปี, อาคารหลวงพ่อแพ ๘๖ ปี (อาคารเอ็กซเรย์), อาคารหลวงพ่อแพ ๙๐ ปี และ อาคารหลวงพ่อแพ เขมังกโร ที่โดดเด่นเป็นสง่าภายในโรงพยาบาลสิงห์บุรี

หลวงพ่อแพ เป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนโดยถ้วนหน้า มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ “พระธรรมมุนี” ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมสิริอายุ ๙๔ ปี พรรษา ๗๓ ปัจจุบัน สรีระของหลวงพ่อแพยังคงประดิษฐาน ณ วัดพิกุลทอง เพื่อให้ญาติโยมและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้สักการบูชาสืบมา

หลวงพ่อแพ เริ่มสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ และด้วยความศรัทธาในท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านจึงได้สร้าง “พระสมเด็จ” ขึ้น โดยยึดถือแนวทางการสร้างของสมเด็จโตเป็นส่วนใหญ่ รวมแล้ววัตถุมงคลของท่านมีไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ พิมพ์ มีทั้งเนื้อผงและเนื้อโลหะ มีอาทิ พระสมเด็จ พระนางพญา พระรอด พระปิดตา พระลีลาทุ่งเศรษฐี พระสิวลี พระสังกัจจายน์ พระขุนแผน พระผงรูปเหมือน นางกวัก ฯลฯ ซึ่งท่านจะไม่เน้นเรื่องความสวยงามเป็นหลัก หากแต่เน้นในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ จะพิถีพิถันในการปลุกเสกให้เกิดความเข้มขลัง แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง, เมตตามหานิยม, อุดมด้วยลาภผลและโภคทรัพย์ แต่ผู้ที่ใช้วัตถุมงคลของท่านแล้วจะเกิดพุทธคุณได้นั้น ต้องรักษาศีล ๕ อย่างเคร่งครัด

ผู้เขียนเพียรพยายามเก็บสะสมเหรียญพระอรหันต์ ๘ ทิศ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จากนักนิยมสะสมพระเครื่องในวงการ ยาวนานหลายปี จนกระทั่งปัจจุบัน เก็บเหรียญสวยๆ สภาพเดิม ๆ เอาไว้ได้เพียง ๕ เหรียญ เท่านั้น มีเหรียญ กาหลั่ยทอง ๑ เหรียญ ให้บูชาเหรียญละ $ 159 USD และ เหรียญทองแดง (รมดำ-น้ำตาล) ๔ เหรียญ ให้บูชาเหรียญละ $ 129 USD รวมค่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว สนใจติดต่อสอบถามก่อนว่ายังมีเหรียญเหลือไหม? ที่เบอร์โทร. (909) 437-0837 แล้วเขียนเช็คสั่งจ่าย Boonsom Corhiran 2948 Chino Hills Pkwy. Chino Hills, CA. 91709

เหรียญทุกเหรียญรับประกันความแท้ และสวยเดิมๆ สภาพเหมือนใหม่ ทั้งที่อายุการสร้างเหรียญนี้ออกมานานกว่า ๔๐ ปี ทุกเหรียญได้เลี่ยมพลาสติกใสสองชั้นอย่างงดงาม เพื่อรักษาผิวและสภาพความสวยงามเอาไว้ พร้อมอาราธนาขึ้นคอได้ทันที มีความจริงข้อหนึ่งในวงการพระเครื่องว่า “พระท่านเลือกเจ้าของ พระทุกองค์ล้วนมีเจ้าของทั้งสิ้น” เพียงแต่รอเวลา และเมื่อถึงเวลา อาจจะยาวนานเป็นร้อยปีเป็นมรดกตกทอดกันมา หรือวิธีใดๆ ก็ตาม พระนั้นๆ ก็จะมาถึงมือผู้เป็นเจ้าของ โดยผ่านผู้เก็บรักษาที่ครอบครองเอาไว้เดิมๆ โดยไม่ได้นำมาบูชาติดตัวเลยก็มี

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง พระบางองค์มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น บางองค์หายากมาก แม้มีเงินก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ แต่ทำไม? ท่านถึงได้มาอยู่กับเราอย่างง่ายๆ คนอื่นอีกหลายคนที่อยากได้อยากมี ก็ก็ไม่ยักจะได้กับเขา ทำให้นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่เคยกล่าวกับศิษย์ไว้ว่า “ยังมีลูกศิษย์อีกหลายคนที่ยังมาไม่ถึง และมาไม่ทัน ท่านต้องโปรดศิษย์เหล่านั้น” ดังนั้น ท่านจึงปลุกเสกพระหางหมาก (หนึ่งแสนองค์) พระคำข้าว (หนึ่งล้านหนึ่งแสนองค์) และพระเครื่องอื่นๆ จำนวนมากเอาไว้ แม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่ท่านก็โปรดศิษย์ ชดใช้บุญคุณที่เคยเกื้อหนุนกันมาในชาติภพสุดท้ายของท่านผ่านวัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกนั่นเอง ซึ่งคติของพระเกจิท่านอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกันนัก