Get Adobe Flash player

สองแม่ โดย เคลี่ขี้เล่า

Font Size:

            เห็น Miley Cyrus ใส่สเตย์ร้องเพลงแล้วขัดใจ ยังเห็นแก้มก้นชะวาบไปชะวาบมาในรายการสดตอนเช้าก็ยิ่งหดหู่ใจแทนแม่(เขา) เด็กอายุยี่สิบเป็นไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ ทั้งเสื้อผ้าทรงผมท่าทาง จัดจ้านเกินอายุ แน่นอนล่ะ..อยู่ประเทศนี้อายุสิบสามสิบสี่ก็แก่แดดซะเกรียมแล้ว คงไม่มานั่งเป็นเด็กอมมือเหมือนที่เมืองไทยหรอก ยิ่งอายุยี่สิบเดินเชิดหน้าเข้าคอลเลจกันไปแล้ว ใครจะไปกล้ายุ่งกับเธอ(แม้แต่แม่ก้อเถอะ) นั่งดูเธอให้สัมภาษณ์แล่บลิ้นแผลบไปแผลบมาเหมือนคนมีปัญหากับลิ้น กล้องจับภาพเธอเมื่อไหร่เป็นต้องลิ้นจุกปากขึ้นมาทันที ไม่ได้ดูเซ็กส์ซี่ขึ้นมาซักนิดเลยอีหนูเอ๋ย ไม่ใช่ฉันตาดีอยู่คนเดียว แต่กลายเป็นเรื่องวิจารณ์ใหญ่โตว่าเธอเป็นอะไรกับลิ้นนักหนา

            มิวสิควิดีโดกระโดดขี่ลูกเหล็กของเธอในเพลง Wrecking Ball ก็เหลือร้าย ท่าเต้นของเธอในตอนนี้ถูกเรียกกันว่า toward หรือท่าเด้งหน้าหาผู้ชายนั่นเอง มีการแสดงทะลึ่งตึงตังออกไปในทางลามกเกิดขึ้นสารพัดทั้งเวทีคอนเสิร์ตและเวทีประกาศรางวัล อันทำให้เห็นถึงความไม่มีกาลเทศะและวิจารณญาณในหยักสมองเลยสักนิด เล่นกันแบบผู้ชายยังอายหน้าเจื่อนแทนเธอ..และมันไม่ใช่ครั้งเดียว  จะโทษแม่ว่าไม่สอนหรือโทษลูกว่าไม่ฟังหรือไม่รู้จักคิดดีล่ะเนี่ย

เด็กเมื่อวานซืนเอ๋ย..ทำตัวอย่างนี้ยังจะมาเรียกตัวเองซะยิ่งใหญ่ว่าเป็นศิลปิน อย่างนี้เค้าเรียกแค่เด็กเสียงดีเท่านั้นแหล่ะ

            ดูมาดอนน่าหรือเลดี้กาก้ายังพอเข้าใจ ยังได้รู้สึกว่าเป็นการแสดง ชุดเสื้อผ้าที่ใส่ออกมาโชว์ก็ได้เห็นถึงชิ้นงานครีเอทีฟของผู้ออกแบบ การแต่งหน้าและทรงผมเป็นศิลปะที่เข้ากันกับเครื่องแต่งกาย กริยาท่าทางถึงแม้จะน่าเกลียดไปบ้างก็ถือว่าจัดจ้านเจนโลกสมวัยของเขา หรือนึกย้อนกลับไปสมัยเขายังเป็นนักร้องวัยรุ่นกำลังดัง ป้ามาดอนน่าก็ไม่ได้เอ็กซ์ซะขนาดอีหนูไมลีย์ขนาดนี้ ยกทรงเหล็กของป้ากลายเป็นตำนานแฟชั่นในประวัติศาสตร์ แต่ไอ้กางเกงลิงเอวสูงของหนูเนี่ยมันไม่มีศิลปะเอาซะเลย บวกกับท่าเต้น toward และลิ้นแผลบๆของหนูถ้าอยู่เมืองไทยเขาคงจัดให้ไปโชว์ที่พัฒน์พงษ์แน่ๆ

            การพูดการจารึก็แรงไม่แพ้กางเกงลิงหนู ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่ให้เกียรติผู้สัมภาษณ์ เสน่ห์ไม่ต้องพูดถึงเพราะเธอเน้นแรงอย่างเดียว ตอบอะไรไม่เข้าท่าไม่น่าประทับใจทั้งๆที่ดูเหมือนเธอตั้งใจจะให้คนประทับใจ (งงเด่ะ) เธอบอกว่าเป็นตัวของเธอเองน่ะง่ายที่สุดแล้วเพราะไม่ต้องเสแสร้ง แต่ก่อนอื่นได้ก้มมองตัวเองหรือเปล่าว่าดีพอหรือยังที่จะเป็นตัวเอง ถ้าตัวเองไม่ดีลองเป็นคล้ายๆคนที่ดีดีกว่ามั๊ยอ่ะ เธอบอกว่าเห็นเธอแต่งตัวแบบนี้แสดงแบบนั้นมันก็แค่บนเวที พอลงมาข้างล่างใครจะรู้ว่าเธออาจไม่ได้เป็นดังรูปลักษณ์ก็ได้ แต่จากคำตอบของเธอนั่นแหล่ะที่ดูเหมือนเธอจะเป็นอย่างบนเวทีจริงๆ ถึงตอนสำคัญพิธีกรถามว่าแม่ว่าอย่างไรบ้าง น่าน..เข้าเรื่องละเพราะการถามถึงพ่อแม่ในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเด็นคืออยากชมหรือไม่ก็อยากด่า(ไปถึงพ่อแม่) เธอตอบว่าแม่รักเธอมากและยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นทั้งหมด เธอรับรู้ได้ว่ามันเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไข คือไม่ว่าเธอจะเป็นเช่นไร แม่รับได้เสมอ จริงหรือ..ดิฉันคงรับไม่ได้ถ้ามีใครๆมาด่าลูก แม่ที่ไหนจะมีความสุขหากมีแต่คนวิจารณ์ลูกเสียๆหายๆ และหากมันเป็นคำวิจารณ์ที่แก้ไขได้ แม่ที่ไหนจะไม่อยากเปลี่ยนหรือตักเตือนลูก แม่ที่ไหนไม่เสนอทางเลือกที่ดีให้ลูก นอกจากแม่ที่เห็นแก่ได้จนทนดูสังคมประณามลูกตัวเองได้อยู่ทุกวัน

            Miley Cyrus เอ๋ย..เพลงก็ไม่ได้เพราะมากมาย เสียงก็โอเคงั้นๆ แต่พฤติกรรมอยากดังดันมีเยอะเกินความสามารถ ทำตัวโด่งดังเกินผลงานแบบนี้ไม่ใช่วิสัยของศิลปินที่แท้จริงหรอก แต่ละเรื่องแต่ละอย่างที่เขาครีเอทให้เธอน่ะมันดังจริง แต่ติดลบทั้งนั้น ไม่คิดว่าเธอจะไม่รู้และไม่คิดว่าแม่ของเธอจะไม่แคร์ขนาดนี้ (พ่อเป็นถึงนักร้องเพลงคันทรี่แต่คงจะอายไม่กล้าออกสื่อ) อย่างที่รู้ๆกันในแวดวงบันเทิง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หากจะให้มันเป็นข่าว จะข่าวดีหรือข่าวไม่ดีก็มีชื่อเสียงพอๆกัน ไม่ต้องมีจรรยาบรรณ ไม่ต้องให้คนจดจำเป็นประวัติศาสตร์ เอาปากท้องของวันนี้ก็พอพ่อแม่ลูกเอ๋ย อย่าได้แคร์ เงินกับชื่อเสีย(ง)เท่านั้นที่ต้องการ

 

            ในวันเดียวกันฉันดูสัมภาษณ์อีกหนึ่งข่าวอีกหนึ่งเรื่องที่มีแม่มาเกี่ยงข้อง ข่าวที่เป็นข่าวดังเมื่อสิบปีก่อนย้อนไปที่ Salt Lake City, Elizabeth Smart เด็กหญิงวัย 14 ปีถูกมีดจี้คอหอยลักพาตัวไปจากห้องนอนของตัวเอง คนร้ายพาเธอไปอาศัยอยู่ในเพิงกลางป่าร่วมกับภรรยาของเขา ด้วยภาวะบกพร่องทางจิตและความเชื่อผิดๆทางศาสนา เธอถูกข่มขืนเกือบทุกวัน เวลาผ่านไป 9 เดือน เธอหวุดหวิดที่จะได้รับความช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง คลาดกันไปคลาดกันมาบวกกับความหวาดกลัวของเธอที่ถูกขู่ฆ่าสารพัด ในที่สุดตำรวจก็ช่วยเธอจนได้ ครอบครัวที่รอคอยและไม่เคยหยุดที่จะตามหาก็ได้ตัวเธอกลับมาในอ้อมกอดอีกครั้ง เหตุการณ์อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวันจนฝังจิตฝังใจจะผ่านไปได้อย่างไร เป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของครอบครัวที่จะช่วยกันเยียวยารักษาความรู้สึกให้เธอกลับมามีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้ง เอาล่ะสิ..หากคุณเป็นพ่อแม่จะหาทางปลอบใจลูกได้อย่างไร

            จะบอกให้ลืมก็คงง่ายไป จะให้อภัยก็คงยังเร็วเกิน ไม่ใช่แค่ความบอบช้ำทางกายแต่จิตใจมันเจ็บยิ่งกว่า ยิ่งเป็นแม่ยิ่งเจ็บกว่าร้อยเท่า ทำยังไงให้ลูกน้อยผ่านฝันร้ายนี้ไปได้ แน่นอนมันต้องใช้เวลา แต่หากไม่ได้คำปลอบใจที่ถูกต้อง แม้จะผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดก็คงไม่ช่วยอะไรได้เลย อลิซาเบ็ธบอกว่าเธอได้รับคำแนะนำที่ดีที่สุดจากแม่ แม้เธออาจจะทำไม่ได้ในตอนแรกแต่เธอก็พยายามทุกวัน แม่บอกว่า “ แม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นมันทำกับหนูมันแย่สิ้นดี เลวเกินกว่าที่จะหาคำบรรยาย สิ่งที่หนูสูญเสียไปในเก้าเดือนมันไม่อาจเรียกกลับมาได้ แต่หากหนูคิดจะลงโทษเขา วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้เขาเห็นว่าหนูมีความสุขดี เพราะหากลูกมัวมานั่งเสียใจและจมปลักอยู่อย่างนี้ มันจะทำให้เขารู้สึกว่ายังมีอำนาจเหนือชีวิตลูกอยู่ ซึ่งมันไม่สมควรจะเกิดขึ้นอีกแม้แต่วินาทีเดียว เราจะต้องก้าวต่อไปและเดินตามความฝันของเรา ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ ลูกอาจจะคิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม อย่าได้กังวลไปเลยเพราะท้ายที่สุดพระเจ้าก็จะลงโทษเขาเอง เขาจะต้องได้รับกรรมกับสิ่งที่เขาทำกับลูกไว้ หากไม่ในชาตินี้ก็ชาติหน้า อย่าได้ติดอยู่กับความคับแค้นใจนี้ ถ้าหนูยังผ่านมันไปไม่ได้เท่ากับหนูยังปล่อยให้เขาเอาชีวิตหนูไปอีก” เธอบอกว่าเพราะแม่แท้ๆที่พูดในสิ่งที่ถูกต้องและทำให้เธอหลุดพ้นจากช่วงความทุกข์ทรมานมาได้

            Elizabeth Smart ออกหนังสือชื่อ “My Story” ซึ่งเธอบอกว่าการเขียนหนังสือนี้ช่วยให้เธอระบายความรู้สึกออกมาได้มาก อีกทั้งเธอยังมีมูลนิธิที่เธอออกไปบรรยายและให้กำลังใจกับผู้ตกเป็นเหยื่อในคดีข่มขืนที่เจ้าตัวมักจะรู้สึกอับอายและจมปลักอยู่กับความเสียใจจนไม่เป็นอันลุกขึ้นมามีชีวิตได้อีก สิ่งสำคัญที่เธอบอกคือต้องปล่อยมันผ่านไป เลิกคิดถึงสิ่งที่ถูกกระทำ ปลดเขาออกจากชีวิตเราให้ได้และอย่าทำให้ตัวเองรู้สึกไม่มีค่า อย่าตีกรอบชีวิตตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะบางทีสิ่งที่เกิดขึ้นมันเหนือการควบคุม เราควรจะเป็นตัวเองโดยการเลือกทางเดินและการตัดสินใจของเราเอง  ดิฉันรู้สึกยกย่องในความกล้าหาญที่เธอออกมาให้สัมภาษณ์บ่อยครั้งอย่างหน้าชื่นตาบาน (เพราะเธอคิดว่าไม่ควรต้องอาย) และชื่นชมคุณแม่ของเธอที่เป็นกำลังใจอยู่เคียงข้าง

            สองแม่สองเรื่องสองแง่คิด นี่แหล่ะที่เขาเรียก “สองมือแม่ที่สร้างโลก”