Get Adobe Flash player

ระวัง…อัลไซเมอร์ โดย เคลลี่

Font Size:

               ฉันเขียนเรื่องมะเร็งอยู่เป็นระยะๆเมื่อเห็นมะเร็งเดินมาใกล้คนรู้จักขึ้นเรื่อยๆ เดินไม่เดินเปล่าดันมาชวนไปขึ้นสวรรค์ลงนรกกันเป็นแถวๆ มาตอนนี้มะเร็งเริ่มปวดขาเลยเดินช้าลง แต่อัลไซเมอร์กำลังมาแรงเดินแซงมะเร็งจนจะเข้าเส้นชัยอยู่แล้ว

               เขียนเรื่อยเปื่อยที่แท้กำลังจะบอกว่าตอนนี้คนรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเทรนด์จากมะเร็งมาเป็นอัลไซเมอร์กันแล้ว อัลไซเมอร์เริ่มน่ากลัวเหมือนมะเร็งตอนแรกๆคือหาสาเหตุยังไม่เจอ รักษายังไม่ได้และตายในที่สุด ตอนนี้มะเร็งเริ่มป้องกันได้แล้วเพราะพอรู้สาเหตุกันมาบ้าง แต่ยังรักษาได้บ้างไม่ได้บ้างอยู่ที่ว่าจะตรวจเจอตอนไหน เจอเร็วในระยะแรกก็รอดตาย เจอสายๆก็อาจจะประวิงเวลาตายได้นานขึ้น (แล้วก็ตายอยู่ดี) ส่วนอัลไซเมอร์ตอนนี้ก็ถือว่าอยู่ในจุดอันตรายเพราะมีคนเป็นมากขึ้นทุกวัน ข้อดีคืออาจจะอยู่ได้นานกว่ามะเร็ง แต่ไม่ได้แปลว่าดีกว่ามะเร็งเพราะอัลไซเมอร์คือการอยู่แบบตายทั้งเป็น

               …จะไม่ตายทั้งเป็นได้ไง เมื่ออยู่มาวันนึงก็เริ่มจำคนรอบตัวไม่ได้ สุดท้ายก็แม้แต่คนที่เรารักก็ไม่รู้จักกันเสียแล้ว มันน่าเศร้าเพียงใดเมื่อสามีหรือภรรยามองหน้าแต่จำเราไม่ได้ มีชีวิตแต่ไม่มีจิตใจก็เหมือนตายทั้งเป็นนั่นเอง อยู่แบบไม่มีสมองและความทรงจำ ชีวิตตัวเองแท้ๆทำอะไรก็ไม่ถูก จำเรื่องราวก็ไม่ได้ คนที่ดิฉันได้ประสบพบเห็นมากับตัวคือสามีของคุณน้า เราเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ คุณน้าต้องไปเข้ากลุ่มมีทติ้งเรื่องอัลไซเมอร์อยู่เรื่อยเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจในอาการของโรค แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแชร์ความรู้สึกกับญาติผู้ป่วยคนอื่นๆเพื่อปลดปล่อยความเครียดและปลอบขวัญกันเอง คุณน้าบอกว่าต้องรีบๆคุยและใช้เวลากันให้มากก่อนที่จะนับถอยหลังถึงวันที่เขาจะจำเราไม่ได้ ยังไงมันก็ต้องมาได้แต่ภาวนาขอให้มันช้าๆหน่อย แล้วความทรงจำของสามีคุณน้าก็ค่อยๆลางเลือน จากคุยๆก็เริ่มเปลี่ยนเป็นโบกมือให้ จากโบกมือคราวนี้เหลือแค่ยิ้มเจื่อนๆ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นหน้าตาที่ไม่รับรู้อะไรอีกเลย ใครจะมาใครจะไปจำไม่ได้กันเสียแล้ว เพื่อนดิฉันอีกคนสูญเสียพ่อไปด้วยอัลไซเมอร์เมื่อสองปีก่อน พอพ่อจากไปไม่นาน แม่ก็ออกอาการอีกคน เป็นได้ไม่ถึงสองปีก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตัวเธอเองก็ยังเกร็งๆอยู่ ส่วนพ่อเพื่อนอีกคนก็เพิ่งได้ข่าวมาว่าเริ่มจะเป็นแล้ว ไม่รู้จะนานแค่ไหน         

               ฉันเคยเข้าใจว่าอัลไซเมอร์เป็นโรคเกี่ยวกับสมองและความจำ แต่พอได้ศึกษาเพิ่มเติมปรากฏว่าอาการมันกระทบไปถึงอารมณ์ ความคิด การใช้เหตุผล ความเข้าใจ แม้กระทั่งการใช้ภาษา การหาคำพูด การฟัง การอ่าน การคำนวณ การคิดเลข หรือแม้แต่หลงทางกลับบ้านไม่ถูกก็เป็นได้ อัลไซเมอร์ตอนนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับคนสูงอายุแต่ไม่ใช่โรคคนแก่หลงๆลืมๆ และไม่เกี่ยวกับพวกคนขี้ลืม(เป็นประจำ)ทั้งหลาย แต่เป็นโรคอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อมตามธรรมชาติ การเริ่มต้นลืมในระยะแรกๆมักจะเป็นความทรงจำปัจจุบันหรือสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน เช่น ลืมว่าต้องทำอะไรทั้งๆที่เตือนตัวเองมาตลอดทั้งวัน ลืมว่าจะพูดอะไรทั้งที่เพิ่งคิดได้เมื่อกี้ หรืออะไรที่เคยทำเป็นปกติแต่กลับลืมวิธีทำ หรือทำแล้วรู้สึกว่าทำไมมันถึงได้ยากกว่าเมื่อก่อน อย่าได้ชะล่าใจว่าเป็นเพราะไม่มีสมาธิ ไม่ได้สนใจจดจำ หรือทำอะไรหลายอย่างอยู่พร้อมๆกัน บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ก็ได้ เรามายกตัวอย่างชัดๆถึงเรื่องในชีวิตประจำวันกันดูว่าคุณเข้าข่ายอาการเหล่านี้บ้างมั๊ย

  1. หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติเพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
  2. ตัดสินใจแย่ลง เปลี่ยนใจง่าย เช่น ถ้ามีเซลส์แมนมาขายของหน้าบ้านก็จะซื้อทันที ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยซื้อหรือใช้จ่ายแบบนี้
  3. งานหรืออะไรที่เคยทำประจำจะกลายเป็นงานที่ยากขึ้น เช่น ลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า หรือทำไข่เจียวก็ไข่แตกเละคามือ ลืมปรุง หรือลืมใส่น้ำมัน
  4. วางของผิดที่ผิดทาง เช่นเอากระเป๋าสตางค์ไปใส่ตู้เย็น เอาช้อนส้อมไปใส่ตู้เสื้อผ้า แล้วยังใช้ชีวิตปกติต่อไปโดยไม่รู้สึกตัว
  5. สับสนเรื่องเวลาโดยมักจะคิดว่าเวลาผ่านไปนานกว่าปกติ เช่น นั่งรอ 5 นาทีก็คิดว่ารอมา 5 ชม. หรือเพิ่งใส่เสื้อตัวเก่งไปเมื่อวานแต่คิดว่าใส่ไปอาทิตย์ที่แล้ว
  6. สื่อสารกับคนอื่นยากขึ้น การพูดมักจะเรียงลำดับคำผิด ใช้คำผิด พูดผิด หรือคิดไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร
  7. มักจะเดินออกไปที่ไหนซักแห่งโดยไม่รู้ว่าจะไปทำไม ไปทำอะไร
  8. ทำกิจกรรมบางอย่างแบบมีเหตุผลและซ้ำๆ เช่น เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็ปิดทันทีโดยที่ไม่ได้อยากหยิบอะไร พอกลับมานั่งก็จะลุกขึ้นไปเปิดและปิดแบบเดิมอีกซ้ำๆ
  9. ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ทั้งการตัดผม ตัดเล็บ หวีผม หรือลืมแม้กระทั่งว่าตื่นมาแล้วต้องล้างหน้าแปรงฟัน
  10. แสดงพฤติกรรมที่ไม่หมาะสม พูดหรือทำในสิ่งที่ปกติไม่เคยทำ เช่น พูดว่าคนอื่นว่าอ้วนออกมาตรงๆ เพราะขาดความคิดในการชั่งใจ หรือตัดสินว่าอะไรถูกผิด
  11. รู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา มักจะชอบคิดว่าตัวเองเห็นใครหรืออะไรซุ่มดูตัวเองอยู่ หรือกลัวคนมาทำร้ายตลอดเวลา
  12. นอนหลับยาก กระสับกระส่ายในตอนกลางคืนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
  13. ถอยห่างจากครอบครัว เพื่อน หรือกิจกรรมที่เคยทำ เช่น ไม่พูดคุยกับใคร ไม่เล่นกีฬาที่เคยเล่นทุกวัน
  14. ชอบทำพฤติกรรมเหมือนเด็กๆ เช่น งอแงเมื่อไม่ได้ดังใจ หรือดีใจเกินเหตุเวลาได้ของที่ต้องการ
  15. พูดจาและแสดงอาการก้าวร้าว เช่น ด่าทอคนอื่นทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยทำ

               เค้าว่าสาเหตุบางส่วนมาจากพันธุกรรม บ้างบอกว่าคนที่มีความเครียดในช่วงอายุ 40-50 ปีมีโอกาสที่จะเป็นอัลไซเมอร์ได้มาก (พวกวัยทองทั้งหลายให้ระวังเพิ่มขึ้นมาอีก) ความเครียดมักจะเป็นสาเหตุเบื้องต้นของเกือบทุกโรค แต่การกำจัดความเครียดไม่ได้ง่ายๆเหมือนกำจัดขยะ ซึ่งจริงๆแล้ววิธีกำจัดความเครียดก็เหมือนการกำจัดขยะคือทิ้งมันไป แต่ดูเหมือนหลายคนยังหวงขยะกันอยู่ หากยังตัดใจทิ้งไม่ได้ ขอเสนอวิธีง่ายๆคือการทิ้ง(ขยะ)ชั่วคราว หรือการนั่งสมาธินั่นเอง การนั่งสมาธิคือการสงบจิตด้วยการกำหนดลมหายใจ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือการอยู่กับ(แค่)ลมหายใจเข้าออก ไม่มีอะไรในสมองทั้งสิ้น นั่นคือวิธีทิ้งขยะชั่วคราวของดิฉัน ในเมื่อมันคิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด พักก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่ ถ้ายังคิดไม่ได้อีกก็หยุดอีก การนั่งสมาธิบ่อยๆก็คือการทิ้งขยะหลายๆครั้ง ทิ้งบ่อยๆเดี๋ยวมันก็หมดไปเอง พอขยะหมดคราวนี้หัวก็โล่งไม่มีอะไรให้รกสมอง คราวนี้แหล่ะปัญหามาปัญญาเกิด

               พูดง่ายแต่ทำยาก หากฝึกฝนบ่อยๆเรื่องยากก็อาจจะกลายเป็นง่ายก็ได้ค่ะ