Get Adobe Flash player

เมื่อหมอไม่สบาย โดย เคลี่ขี้เล่า

Font Size:

                ตอนลูกเด็กๆพ่อแม่หลายคนมีความตั้งใจว่าโตขึ้นอยากให้ลูกเรียนหมอ เผื่อจะได้พึ่งพาฝากผีฝากไข้ในยามเจ็บป่วย รักษากับหมออื่นอาจไว้ใจได้ แต่หมอที่ไหนจะอุ่นใจเท่าลูกเรา เป็นหมอ..รายได้ดีเงินเดือนสูง แต่เวลาก็หายไปเพราะเงินเดือนสูงนั่นล่ะ จะหมอลูกจ้างหรือหมอนายจ้างก็เหนื่อยพอกัน ฉันไม่ค่อยเห็นหมอที่ไหนหยุดงานเรื่อยเปื่อย ไม่ค่อยแม้แต่จะเห็นหมอมีเวลาว่างในวันทำงานด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหมอเก่งๆหรือหมอในโรงพยาบาลใหญ่หรือหมอในคลินิคดัง ทำงานหามรุ่งหามค่ำเอาเป็นเอาตาย หมอบางคนวิ่งหลายจ๊อบ สอนด้วยรักษาด้วย จากรพ.นึงไปอีกรพ.นึง อาชีพหมอจึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ติดอยู่ในความเครียด ความวุ่นวายและความเร่งรีบเหมือนอาชีพอื่นๆในสังคม

                เคยสงสัยมั๊ยว่า หมอผู้ที่รู้ดีเกือบทุกอย่าง ดูแลและรักษาตัวเองอย่างดี จะมีเจ็บไข้กับเขาบ้างไหม ที่สำคัญหมอจะตายช้ากว่าเราๆท่านๆบ้างหรือเปล่า

                นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหารเวลเนสซิตี้ กรุ๊ป หนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่วันหนึ่งต้องตกใจเมื่อพบว่าคนเป็นหมออย่างเขาได้สะสมโรคร้ายต่างๆไว้ถึง 6 โรคด้วยกัน คุณหมอบุญชัยเล่าว่า

“ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความเร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงานและการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของผมเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตับอักเสบรุนแรง และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป” แต่สิ่งที่คุณหมอบุญชัยตกใจมากกว่านั้นก็คือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้ นอกจากกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น อีกทั้งโรคเหล่านี้ยังเป็นสะพานที่จะนำไปสู่โรคภัยที่ร้ายแรงขึ้นอีก 

 

                จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง

 

“วิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆอย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร คือคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร”

 

                “จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์  ผมจึงออกแบบชีวิตปัจจุบันให้ปลอดภัย คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ”

 

                “คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือการใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ แต่อวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้ อย่างเช่นโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ

 

                การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความมหัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่าโรคร้ายต่างๆทั้ง 6 โรคนั้นได้อันตรธานหายไปภายในระยะเวลาแค่ 4  เดือน

มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ ศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5 สลายโรคร้าย

ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ

1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ

จิตใต้สำนึกถือเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น การคิดในเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย

2. ห้ามอ้วน

เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค

3. ห้ามรับประทานน้ำตาล

รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล ความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลในสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกายอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา

4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน

เมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

เช่น หมู วัว แพะ แกะ(เรียกว่าเป็นสัตว์ใหญ่) หากศึกษาโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยจะมีฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดให้ละเอียดได้ ทั้งลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา

 

ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ

 

1. เน้นการกินพืชผักผลไม้

ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ

 

2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่

เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นมากมายต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น

 

3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง

โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองซึ่งเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์จะทำงานดีขึ้น และในขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง

 

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนที่จะทำให้เราง่วงออกมา พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้คือตัวที่ทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมบำรุงในเวลาที่รวดเร็ว

 

5. การมีจินตนาการเชิงบวก

จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี ชีวิตแข็งแรงและมีความสุข จิตใต้สำนึกมักจะส่งผลต่อร่างกายให้เป็นไปตามที่เราคิด เพราะฉะนั้นถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ

 

                ร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น

 

                ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและมีสุขภาพดี ทุกวันนี้คุณหมอจึงตั้งใจในการเผยแพร่สิ่งที่ได้ทดลองปฏิบัติมานี้ ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดความรู้แบบง่ายๆให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ

 

“คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

 

เอาล่ะ..ได้คำตอบจากปากหมอเองแล้ว แถมวิธีดูแลสุขภาพที่หมอวิจัยมาจากชีวิตของหมอเอง

 

“อโรคยา ปรมาลาภา” จะหมอหรือจะใครก็ไม่อยากเป็นโรคอะไรกันทั้งนั้น..อิอิ