Get Adobe Flash player

ความแพงของไวน์

Font Size:

   หลาย ๆ คนเมื่อได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ราคาของไวน์ขวดละหลายหมื่นบาทถึงเป็นแสนบาท มักจะสงสัยว่า....ทำไมถึงแพงขนาดนั้น ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ภาษีไวน์แพง ๆ เช่นประเทศไทย ราคายิ่งมหาโหด

   ความแพงของไวน์ต้องมีองค์ประกอบหลายประการที่ลงตัว หลัก ๆ คือ สิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้ ผสมผสานกับฝีมือมนุษย์

   ขอยกตัวอย่างไวน์ 2 ยี่ห้อที่โลกรู้จักกันดี นั่นคือ โรมาเน กงติ (Romanee Conti) และชาโต เปตรุส(Chateau Petrus)

   โรมาเน กงติ (Romanee Conti) แห่งแคว้นเบอร์กันดี (Burgundy) ประเทศฝรั่งเศส เป็นไวน์แดงราคาแพงที่สุดในโลก นอกจากจะมีคุณภาพน้ำเนื้อดีเยี่ยมอยู่ในตัว อันเกิดจากธรรมชาติให้มาแล้ว ก็ใช้ระบบการตลาดเข้ามาผสมผสานด้วยในรูปแบบที่เรียกว่า “ผูกหางหมา” คือมีสินค้าโดดเด่นเพียงตัวเดียว อยากได้ก็ต้องซื้อสินค้าตัวอื่นในเครือพ่วงไปด้วย นอกจากนั้นยังจำกัดโควตาการซื้อด้วย ปัจจุบันบริหารในนามบรัท ดอแมน เดอ ลา โรมาเน กงติ Domaine de La Romanee Conti (DRC)

   ยกตัวอย่างการทำตลาดในยุคแรก ๆ  Romanee Conti  ตัวพระเอก (เป็นราคาสมมติ) ราคาหน้าโรงงานขวดละ 400 เหรียญ 1 ขวดพ่วงกับไวน์ La Tache 3 ขวด ๆ ละ 300 เหรียญ ไวน์ Richebourgs 2 ขวด ๆ 250 เหรียญ ไวน์ Romanee St.Vivants 2 ขวด ๆ ละ  200 เหรียญ ไวน์ Grands Echezeaux 1 ขวด ๆ ละ 180 เหรียญ และไวน์ Echezeaux 3 ขวด ๆ ละ 120 เหรียญ  ครบ 1 โหลพอดี เมื่อซื้อมาแล้วลูกค้าก็จะแยกขาย เฉพาะ Romanee Conti ขวดเดียวราคาก็พุ่งขึ้นไปกว่า 4-5 เท่าตัว สมมติว่า 2,000 เหรียญ ขณะที่อีก 11 ขวดราคารวมกันแล้วประมาณ 2,500 เหรียญเท่านั้น

   ขณะเดียวกันมูลค่าราคาแพงของ Romanee Conti ก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศของไร่ตัวเองด้วย ทั้งที่มีพื้นที่ปลูกองุ่นเพียง 4.5 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ = 2.5 ไร่) น้อยจนแทบไม่มีใครอยากจะเชื่อ แต่ตัวที่กำหนดราคาคือ วินเทจของฤดูเก็บเกี่ยวแต่ละปี และสูตรลับการปรุงแต่ง ให้ไวน์มีรสชาติที่ยอดเยี่ยม พลังล้ำเลิศเหนือใคร แม้บางปีพระเจ้าจะไม่เอื้ออำนวยในเรื่องแดดลมและฝน แต่ทุกคนก็ยังพากันแปลกใจว่า Romanee Conti มีเวทมนตร์วิเศษอันใด จึงสามารถเนรมิตให้ไวน์มีรสชาติที่เหนือฟ้าใต้บาดาล ราคานอกจากจะไม่ตกแล้ว ยังขึ้นทุกปี

   คำว่า “แพง” ของ Romanee Conti จึงมีครบเครื่องอาจจะเรียกได้ว่า ครบครันกว่าไวน์ยี่ห้อใด ๆ ในโลกนี้  ดินฟ้าอากาศเหมาะสม ความสมบูรณ์ของฤดูเก็บเกี่ยว เคล็ดลับการปรุงไวน์ รสชาติดีเด่น เก็บบ่มได้นานปี และระบบการตลาดที่แยบยล

   ชาโต เปตรุส (Chateau Petrus) เป็นไวน์แดงที่แพงที่สุดแห่ง ตำบลปอเมอโรล (Pomerol) เมืองบอร์กโดซ์ (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน ผลิตปีละประมาณ 4,000 ลัง ความแพงของ Chateau Petrus เกิดจากเคล็ดลับ 9 ประการ ที่ผู้เชี่ยวชาญไวน์ต่างประเทศว่าเอาไว้ประกอบด้วย “ฟ้าประทาน ผสานกับฝีมือมนุษย์”  คือ

   1.ใช้องุ่นแมร์โลต์ (Merlot) แทบจะเรียกได้ว่า 100 % มีผสมกาแบร์เนต์ ฟรอง (Cabernet Franc) เป็นบางปี แหกคอกจากไวน์บอร์กโดซ์ทั่วไปที่ใช้กาแบร์เนต์ โซวีญยอง (Cabernet Sauvignon) เป็นหลัก

   2.ปี 1956 หยาดน้ำแข็ง (Frost) ทำลายไร่องุ่นในบอร์กโดซ์เกือบหมด ฟรอสต์นี้จะทำลายเนื้อเยื่อตากิ่งองุ่นให้เน่าเสีย แต่ด้วยบังเอิญหรือพระเจ้าประทาน การมีตาน้อยทำให้ผลองุ่นของ Chateau Petrus มีคุณภาพเยี่ยม

   3.ตาองุ่นของ Chateau Petrus กำหนดให้มีเพียง 8 ตา แม้การมี 10 ตาจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มอีกถึง 25 % แต่เขาไม่สน เพราะต้องให้องุ่นได้อาหารเพียงพอ เป็นการเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ 

   4. Chateau Petrus ใช้กรรมวิธี Crop Thinning ตัดกิ่งที่งอกงามทิ้งในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ชาวไร่ข้าง ๆ บอกว่าถ้าจะบ้า ดันไปตัดของดีทิ้ง การทำเช่นนี้ทำให้กิ่งก้านที่เหลือดูดดื่มอาหารได้เต็มที่ เป็นการเค้นให้ผลองุ่นมีรสเข้มข้นยิ่งขึ้น

   5.การเก็บเกี่ยวองุ่นในเดือนตุลาคม จะใช้มืออาชีพ 180 คนลงแขกเก็บองุ่นที่มีเพียง 12 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6 ไร่ 1 งาน) รอให้น้ำค้างละเหยไปก่อน เริ่มเที่ยงตรงให้เสร็จภายใน 4 ชั่วโมง ก่อนที่ความชื้นจะมาเกาะอีกในตอนเย็น

   6.กรรมวิธีการบีบ คั้นน้ำองุ่น และหมักบ่มจะเป็นสูตรลับเฉพาะ (ที่จริงมีแต่คงจะอธิบายกันยืดยาว)

   7.ระหว่างการหมักปล่อยให้ยีสต์กินน้ำตาล จะมีกระบวนการหมักครั้งที่ 2 เรียกว่ามาโลแลคติก (Malolactic) เติมแบคทีเรียแลคติกลงไปในถังหมัก เพื่อให้แลคติกทำปฏิกิริยากับน้ำเหล้า ทำให้ไวน์มีรสนุ่มนวล แทนที่จะฝาดเฝื่อน

   8.เมื่อแลคติกแล้วจะถ่ายลงในถังไม้โอคใหม่ฝรั่งเศส 100 % แล้วบ่มต่อไป 18-22 เดือน ไวน์ที่ดีและราคาแพงในบอร์กโดซ์หรือเบอร์กันดี นิยมบ่มในถังโอคใหม่ ถือเป็นเคล็ดวิชาของการบ่มไวน์อย่างหนึ่ง บางชาโตบ่มเสร็จแล้วเผาถังทิ้งทันที ป้องกันเจ้าอื่นเอาไปใช้

   9.ชั้นดินของ Chateau Petrus เป็นดินหลังเต่า (ขณะที่ชั้นดินของเจ้าอื่นเป็นพื้นราบ) เป็นดินเหนียวผสมกรวดทราย เป็นเขตที่เรียกว่า “รูกระดุม” (Button Hole) ชั้นดินยิ่งลึกลงไป ดินจะเปลี่ยนสีมีแร่ธาตุเหล็ก อุดมสมบูรณ์ เหมาะที่สุดกับการปลูกองุ่น Merlot พื้นที่รูกระดุมแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลก เป็นเขตที่พระเจ้าประทานมาให้เฉพาะ Chateau Petrus

   อย่างที่กล่าวในตอนแรกไวน์ใดจะมีราคาแพงประดุจ  “อัญมณี” ต้องมีองค์ประกอบหลายประการคือ ดิน ฟ้า อากาศ เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้ ประกอบกับฝีมือมนุษย์ อยู่ที่ว่าใครจะผสมผสานทั้งหมดได้ลงตัวที่สุด