Get Adobe Flash player

“มูตอง กาเดต์” ตำนานไวน์ช่วยชาติ

Font Size:

ประมาณ 20 กว่าปีที่แล้วไวน์ “มูตอง กาเดต์” (Mouton Cadet) ถือว่าเป็นไวน์ฝรั่งเศสที่คอไวน์เมืองไทยต้องลิ้มลอง และเป็นไวน์ที่หลายคนใช้ศึกษา เรียนรู้และทำความรู้จักกับไวน์ฝรั่งเศส เนื่องจากราคาไม่แพง แต่ได้ความเป็นฝรั่งเศสครบถ้วน ปัจจุบันตลาดของ Mouton Cadet ในเมืองไทยเหมือนกับไวน์เพนโฟลด์ของออสเตรเลียคือ มักจะมีผู้คนนำไปเปรียบเทียบกับไวน์ตามชายแดนรอบ ๆ บ้านเรา โดยเฉพาะในแง่ของราคา แต่มักจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องคุณภาพ  

Mouton Cadet  เป็นของบริษัท บารอน ฟิลิป เดอ รอธส์ไชลด์ จำกัด (BPDR) ซึ่งแบ่งสายการไวน์เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มชาโตไวน์ (Chateaux Wines) เช่น ชาโต มูตอง รอธส์ชิลด์และไวน์ฉลากสองอีกหลายยี่ห้อ รวมทั้งที่ร่วมหุ้นกับต่างชาติ เช่น โอปัส วัน (Opus One) และอัลมาวีวา (Almaviva) เป็นต้น และกลุ่มแบรนเดดไวน์ (Branded Wines) ซึ่งมีมูตอง กาเดต์ เป็นไวน์เรือธง

Mouton Cadet เป็นที่รู้จักของคอไวน์ทั่วโลก ในฐานะไวน์ที่โด่งดังที่สุดของบอร์กโดซ์ เอโอซี  (Appellation Bordeaux Controlee) เพิ่งมาเปลี่ยนโฉมใหม่เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ถูกผสมผสานให้มีรสชาติที่นุ่มนวล และสดชื่นขึ้น ทำให้ดื่มง่ายขึ้น พิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกเก็บเกี่ยวองุ่นจนกระทั่งการหมักบ่ม สามารถดื่มกับอาหารได้หลากหลายขึ้น

Mouton Cadet อาจจะเรียกว่าเป็นไวน์กู้เศรษฐกิจของชาวไวน์ฝรั่งเศสก็คงไม่ผิดนัก จากการที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ฝรั่งเศสต้องสูญเสียสภาพพื้นที่การเกษตร เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บเศษวัตถุระเบิดให้ออกไปจากพื้นที่ได้ ขณะที่ตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschild) ซึ่งนาซีถือว่าเป็นคนยิว แตกกระสานซ่านเซ็น บ้างถูกส่งไปค่ายนรก บ้างก็หนีออกไปนอกประเทศ

แม้แต่ภริยาของบาฮรอง ฟีลิป เดอ รอธส์ไชลด์ ที่เป็นชาวฝรั่งเศสแท้ๆ และฝรั่งเศสก็ซูฮกกับนาซี ก็ยังไม่รอด เธอถูกทหารนาซีบุกเข้าไปสังหารในแฟลตที่พักกลางกรุงปารีสต่อหน้าลูกสาว ซึ่งปัจจุบันคือบาฮรองเนส ฟีลีปปิน เดอ รอธส์ไชลด์ ทายาทที่ดูแลบริหาร BPDR

เพื่อเป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศในการส่งออกไวน์ ตระกูลรอธส์ไชลด์จึงจำเป็นต้องผลิตไวน์ราคาย่อมเยาส่งไปขายทั่วโลก ดังนั้นปี 1927 จึงผลิตไวน์โดยใช้ชื่อว่า เลส์ คาร์รูดีส เดอ มูตอง ร็อธส์ชิลด์ (Les Carruades de Mouton Rothschild) ด้วยการซื้อองุ่นจากเกษตรกรในเมืองบอร์กโดซ์ ให้ทุกคนได้มีเงินหมุนเวียนอยู่รอด  ปี 1930 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Mouton Cadet  และเติบโตราวจรวด หยุดชะงักบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏโฉมอีกครั้งในปี 1947 จนยิ่งใหญ่มาถึงปัจจุบัน

ปลายทศวรรษที่ 1950  Mouton Cadet  ถูกส่งไปให้คอไวน์อังกฤษได้ลิ้มลอง และกลายเป็นไวน์ที่ชาวเมืองผู้ดีชื่นชอบกันมาก จากนั้นจึงค่อยขยับเข้าไปครองใจคอไวน์ในสหรัฐช่วงทศวรรษที่ 1960 - 1980 จนถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ Mouton Cadet  ปัจจุบันมียอดขายปีละกว่า 15 ล้านขวด 75 % ส่งออกไปกว่า 150 ประเทศ

วันที่ 11 มีนาคม 2010 มีการเปิดตัว “มูตอง กาเดต์ ไวน์ บาร์” (Mouton Cadet wine bar) ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองกวางเจา (Guangzhou) เมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Sheng) ทางใต้ของจีน และห่างจากพรมแดนฮ่องกง เขตปกครองพิเศษของจีนประมาณ 100 กิโลเมตร

Mouton Cadet wine bar ตั้งอยู่เลขที่ 9 Garden ใจกลางกวางเจา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน โดยเป็นแนวคิดของ Baron Philippe de Rothschild (BPDR) เจ้าของ Mouton Cadet และ Torres China หุ้นส่วนผู้นำเข้าไวน์ในจีน


ภายใน Mouton Cadet wine bar แบ่งเป็นบาร์สไตล์บริสโทร และห้องพิเศษที่เสิร์ฟไวน์ในเครือ BPDR และ Domaines Barons de Rothschild
รวมทั้ง Chateau d'Armailhac, Chateau Clerc Milon และ Chateau Mouton Rothschild นอกนั้นก็มีห้องนิทรรศการ จัดแสดงความเป็นมาของธุรกิจไวน์ BPDR ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขณะที่ผู้บริหารบอกว่า จะเปิดบาร์แบบนี้ให้ทั่วประเทศจีน  ซึ่ง Mouton Cadet มียอดขายปีละประมาณ 50,000 ลัง