Get Adobe Flash player

“โอปัส วัน” มรดกมันสมองของ 2 อัจฉริยะ โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

 

 

                ข่าวใหญ่ที่สุดในวงการไวน์ในช่วงทศวรรษที่ 1980 คงไม่มีอะไรเกินการจับมือกันของ 2 เจ้าพ่อไวน์ตัวจริงเสียงแท้  บาฮรอง ฟิลิปป์ เดอ ร็อธส์ไชลด์  (Baron Philippe de Rothschild) เจ้าของชาโต มูตอง ร็อธส์ชิลด์ (Chateau Mouton Rothschild) แห่งฝรั่งเศส กับโรเบิร์ต มอนดาวี (Robert Mondavi) เจ้าพ่อไวน์แคลิฟอร์เนีย เพื่อก่อกำเนิดไวน์ชื่อ “โอปัส วัน” (Opus One)

                เจ้าพ่ออย่างอื่นมาเจอกัน โอกาสเลือดตกยางออกมีค่อนข้างสูง แต่เจ้าพ่อไวน์มาพบกันมีแต่จะทำให้โลกรื่นรมย์ รื่นรส และสุนทรี ที่ได้ลิ้มรสไวน์ระดับหลุดโลก...โอปัส วัน...ก็คือหนึ่งในบทพิสูจน์เพราะ ณ วันนี้ โอปัส วัน กลายเป็นที่โหยหาของคอไวน์ทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งฝรั่งเศสที่ครั้งแรกเคยดูแคลนไวน์ลูกผสม

                ประวัติศาสตร์ของโอปัส วัน ไม่ได้เริ่มขึ้นในไร่องุ่น แต่เริ่มบนเกาะฮาวาย ซึ่งโรเบิร์ต มอนดาวี กับบาฮรอง ฟิลลิป บังเอิญได้พบกันเป็นครั้งแรกในปี 1970 ชนแก้วกันเสร็จท่านบาฮรองก็ส่งหมัดแยป ยื่นข้อเสนอให้โรเบิร์ต มอนดาวี มาร่วมลงทุน จริง ๆ แล้วว่ากันว่าเป็นการมองเกมอันเฉียบขาดของท่านบาฮรอง ในฐานะตระกูลนายธนาคารยักษ์ใหญ่ ที่มองเห็นเส้นทางเศรษฐกิจของอเมริกา ไม่รวมกับภริยาใหม่ของท่านที่ชื่อ Pauline Fairfax Potter ก็เป็นสาวอเมริกัน

ปี 1978 ท่านบาฮรองเชิญ โรเบิร์ต มอนดาวี ให้ไปเยือนอาณาจักรมูตอง ร็อธชิลด์ ในเมืองบอร์กโดซ์ ใช้เวลา 25 นาทีทุกอย่างก็ลงเอยด้วยการถือหุ้น 50-50 ท่านบาฮรองออกทุนและความรู้ในการผลิตไวน์ ส่วนมอนดาวีหาที่ดิน สำนักงานและคนงาน ปี 1979 ลูเซียน ซิอองโน (Lucien Sionneau) ไวน์เมกเกอร์คนแรกของชาโต มูตอง ร็อธส์ชิลด์ ถูกส่งไปที่ไร่โรเบิร์ต มอนดาวี แห่งนาปา แวลลีย์ (Napa Valley) เพื่อดูแลการผลิตไวน์วินเทจเเรก

                ปี 1980 การร่วมมือของสองเจ้าพ่อเมรัยอมตะ ถูกประกาศออกมาเป็นทางการ สร้างความฮือฮาสะท้านสะเทือนวงการไวน์โลก โดยโรเบิร์ต มอนดาวี ขายไร่องุ่นโต คารอน (To Karon) เนื้อที่ 35 เอเคอร์ (ประมาณ 87.5 ไร่) ใน Oakville AVA ให้บริษัทร่วมทุน (ปี 1983 ซื้อไร่เพิ่มที่ Oakville อีก 125 ไร่) ซึ่งขณะนั้นไวน์ยังไม่ได้ตั้งชื่อและยังไม่ได้ออกแบบฉลาก

...ครั้งแรกท่านบาฮรองเสนอชื่อ Gemini ....มอนดาวีรีบตีกลับทันทีพร้อมบันทึกแนบท้าย “คงไม่ได้อย่างแน่นอน ท่านอยู่แต่ที่ฝรั่งเศส คงไม่รู้ว่า Gemini เป็นบาร์เกย์ชื่อดังในซาน ฟรานซิสโก”

ท่านบาฮรองเสนออีกครั้งว่า Opus (ภาษาละตินแปลว่า พลังแห่งการทำงาน)....มอนดาวีก็ค้านอีกเล็กน้อยว่า ....ความหมายก็ดีอยู่ แต่มันก็แปลว่าการแสดงดนตรีด้วย ดูไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร...นะขอรับท่าน

ท่านบาฮรองต้องกลับไปทำการบ้านอีกครั้ง ...คราวนี้เติมคำว่า One ลงไปด้วยเป็น Opus One ….โรเบิร์ต มอนดาวีปิ๊งทันที 

ขณะที่ฉลากของโอปัส วัน เป็นภาพเขียนรูปหน้าของทั้งคู่  สังเกตง่าย ๆ ท่านบาฮรอนหันหน้าไปทางขวามีผมชี้เด่ ส่วนโรเบิร์ต มอนดาวีหันหน้าไปทางซ้าย พร้อมชื่อและลายเซ็นต์ของทั้งคู่ 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากท่านบาฮรองอายุมากแล้ว การเดินทางไม่สะดวกจึงมอบหมายให้ บาฮรองเนส ฟีลิปปีนส์ เดอ ร็อธส์ไชลด์ (Baroness Philippine de Rothschild) ลูกสาวเป็นผู้ดูและผลประโยชน์

ปี 1984 โอปุส วัน ลอตแรกถูกเปิดบริสุทธิ์สู่ท้องตลาด พร้อมกัน 2 วินเทจคือ 1979 และ 1980 ในราคาขวดละประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ ซึ่งในตอนนั้นถือว่าราคาแพงมาก แต่ก็ไม่มีใครปริปากบ่นสักคำ อย่างน้อยกับการมีส่วนได้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการไวน์โลก

ปี 1984 ที่เปิดตัวดังกล่าวซื้อไร่อีกแห่งชื่อบัลเลสเตอร์ (Ballestre) เนื้อที่ 122.5 ไร่ ในโอ๊ควิลล์เช่นกันซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินทองของการปลูกองุ่น ทำให้โอปุส วัน มีไร่องุ่น 3 แห่งเนื้อที่รวมกันราว 335 ไร่ ปลูกองุ่น 5 พันธุ์หลักจากบอร์กโดซ์คือ กาแบร์เนต์ โซวีญยอง 84% แมร์โลต์ 6% กาแบร์เนต์ ฟรอง  5% มาลเบค 3% และเปติต์ แวร์กโดซ์ 2% ขณะที่ส่วนผสมของไวน์แต่ละวินเทจจะแตกต่างกัน แต่พันธุ์หลักคือกาแบร์เนต์ โซวีญยอง ผลผลิตจากวินเทจแรก 1979 แค่ 12,000 ลัง ปัจจุบันกว่า 30,000 ลัง

                กระบวนการผลิตไวน์โดยคร่าว ๆ องุ่นจะถูกเก็บด้วยมือล้วน ๆ แล้วนำไปหมักในถังสแตนเลส 21 – 37 วัน ก่อนจะถ่ายไปบ่มในถังไม้โอ๊คขนาดเล็กจากฝรั่งเศส 18 เดือน สุดท้ายบรรจุขวดและบ่มในขวด อีกประมาณ 18 เดือน ก่อนนำไปออกจำหน่ายให้กับคอไวน์ได้ชิมกัน ...กระบวนการเหล่านี้ล้วนมีเหตุและผลอันก่อให้เกิดรสชาติของไวน์

                ช่วงแรกโอปุส วัน ทำตลาดในอเมริกาเท่านั้น กระทั่งปี 1988 จึงส่งออกไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก เป็นวินเทจ 1985 โดยส่งไปยัง สวิตเซอร์แลนด์อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส เป็นต้น โดยเฉพาะในฝรั่งเศสแรก ๆ ก็ถูกต่อต้านบ้าง ปัจจุบันลดลงไปเยอะ

นับเป็นเรื่องเสียดายที่ท่านบาฮรองไม่ทันได้ดูความยิ่งใหญ่ของโอปุส วัน เพราะเสียชีวิตในวันที่ 20 มกราคม 1988 ด้วยวัย 86 ทิ้งมรดกให้บาฮรองเนส ฟิลิปปีนส์ ลูกสาว สานต่อความสำเร็จ ซึ่งปัจจุบันเธอก็วัยย่างเข้า 78 ปีแล้ว ขณะที่โรเบิร์ต มอนดาวี ได้ชื่นชมความสำเร็จก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 16 พฤษภาคม 2008

Opus One นับเป็นมรดกทางมันสมองของสุดยอดแห่งตำนานไวน์จาก 2 แผ่นดินโดยแท้