Get Adobe Flash player

“Henschke” หนึ่งในตำนานไวน์ออสเตรเลีย โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

               เฮนส์เก (Henschke) อย่างแน่นอน เป็นหนึ่งในตำนานไวน์ของออสเตรเลีย โดยตำนานของ Henschke ต้องย้อนไปถึงยุคโจฮันน์ คริสเตียน เฮนส์ชเก(Johann Christian Henschke) พาครอบครัวลงเรือมาจากตำบล Kutschlau จังหวัด Brandenburg ประเทศเยอรมันตะวันตก ใช้เวลา 98 วันจึงมาขึ้นฝั่งเซาท์ ออสเตรเลีย ในวันที่ 27 ตุลาคม 1841 ช่วงเดินทางต้องเสียเมียและลูกชาย ขณะที่ลูกชายอีกคนตายในระหว่างรอเดินทางที่เมืองฮัมบูร์ก

               ช่วงทศวรรษที่ 1860 จึงได้เริ่มปลุกองุ่นทำไวน์เพื่อบริโภคภายในครอบครัวเครือญาติ ที่ไร่ Keyneton โดยมี Paul Gotthard Henschke ลูกชายเป็นผู้ช่วย ผลิตไวน์วินเทจแรก 1868 ได้ 300 แกลลอน ไวน์ขาวใช้องุ่นรีสลิ่งที่หอบหิ้วพันธุ์มาจากเยอรมัน ส่วนไวน์แดงใช้ชิราซ  หลังพ่อตายในปี 1873 พอลจึงรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ต่อ ในปี 1891 เขาซื้อไร่องุ่นเล็ก ๆ ใกล้กับโบสถ์ Gnadenberg ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นไร่ Hill of Grace และเป็นรุ่นสุดยอดของเฮนส์ชเก

               Paul Gotthard Henschke ตายในปี 1914 Paul Alfred Henschke ลูกชายรับหน้าที่ต่อ เขาเป็นคนที่สนใจในการทำไวน์มาก ถึงกับลาออกจากโรงเรียนมาทำงานในฟาร์มและไร่องุ่น เขาได้สร้างอะไรหลาย ๆ ที่ยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันและยังใช้อยู่ เช่น ถังหมักซีเมนต์ ห้องหมักบ่มไวน์ใต้ดิน รวมทั้งเพิ่มการผลิตฟอร์ติไฟด์ไวน์ด้วย

               Cyril Alfred Henschke ลูกชายคนสุดท้องของ Paul Gotthard รับหน้าที่ต่อหลังพ่อตาย และเขาเป็นคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 11 คนที่ตั้งใจจะเป็น “ไวน์เมกเกอร์” โดยลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปี และได้ไปฝึกงานที่ไร่ไวน์ฮาร์ดี (Hardy) หลังจากนั้นจึงได้ผลิตไวน์จากองุ่นพันธุ์ต่าง ๆ เช่น เซมิลยอง,รีสลิ่ง,อูยี บลอง เป็นต้น เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการทำไวน์ของออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์จากองุ่นไร่เดียว (Single Vineyard) ที่ดัง ๆ คือ Hill of Grace และ Mount Edelstone เป็นไวน์เมกเกอร์ออสเตรเลียคนแรกที่ได้รางวัล Churchill Fellowship

               เมื่อ Cyril ตายในปี 1979 Stephen Carl Henschke ลูกชายคนกลาง จึงรับหน้าที่เป็นไวน์เมกเกอร์จนถึงปัจจุบัน นับเป็นทายาทรุ่นที่ 5 เขาจบวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอเดเลด และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในอาชีพไวน์เมกเกอร์จากทั้งในออสเตรเลีย และต่างประเทศโดยเฉพาะเยอรมัน โดยมี Pure ภรรยาเป็นผู้ช่วยในการวิจัยทางด้านการปลูกองุ่น ซึ่งถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จของเฮนส์ชเก้ ทั้งคู่กวาดรางวัลมาแล้วมาแล้วมากมายทั้งในออสเตรเลียและนานาชาติ รวมทั้งไวน์เมกเกอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 1994-94 และกำลังลุ้นในปีนี้อีกครั้ง

               ปัจจุบันโยฮันน์ ลูกชายคนโตของสตีเฟน – เพียว เฮนส์ชเก ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 6 ถูกส่งไปฝึกงานกับหลายๆ แห่ง เช่น Leeuwin Estate ในมาร์กาเร็ต ริเวอร์ และ Felton Road in Central Otago ในนิวซีแลนด์ เป็นต้น เพื่อในอนาคตเพื่อผลิตไวน์ให้ถูกใจคอไวน์ทั่วโลก เป็นการฝึกของมืออาชีพ ขนาดลูกเจ้าของยังต้องไปลำบากเสียก่อน ที่สำคัญและผู้ผลิตไวน์ในเมืองไทยควรคำนึงอย่างยิ่งก็คือต้องผลิตไวน์ให้ผู้บริโภคชอบ ไม่ใช่ผลิตไวน์รสชาติที่เจ้าของชอบ

               เฮนส์ชเก มีไร่องุ่นอยู่ 2 แห่ง ๆ แรกที่อีเดน แวลลีย์(Eden Valley) สถานที่ลงหลักปักฐานตั้งแต่แรกเริ่ม อยู่ทางตะวันออกของบารอสซา แวลลีย์  ผลิตไวน์ขาวและแดงเกือบ 20 รุ่น อีกแห่งหนึ่งอยู่ที่อเดเลด ฮิลล์ (Adelaide Hill) ผลิตไวน์ภายใต้ชื่อรุ่น Lenswood ประมาณ 5-6 รุ่น

               รุ่นที่เรียกว่าเขย่าโลกคือไวน์แดงรุ่น “ฮิลล์ ออฟ เกรซ (Hill of Grace) มีความหมายตรงกับภาษาเยอรมันว่า “Gnadenberg” ซึ่งเป็นชื่อบ้านเกิดของผู้ก่อตั้งไวน์ตัวนี้ที่ Silesia ในเยอรมัน ผลิตจากชิราซ 8 เฮกตาร์ในจำนวน 32 เฮกตาร์ที่ปลูกไว้ในไร่ฮิลล์ ออฟ เกรซ และ Cyril Alfred Henschke เป็นผู้ริเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1958 ผลิตทุกปียกเว้น 1974 ที่ผลผลิตไม่ดี องุ่นที่ใช้ทำไวน์รุ่นนี้อายุประมาณ 140 ปี และเป็นองุ่นต้นตอดั้งเดิม เจ้าของหอบหิ้วหนีฟีล็อกซีรามาจากยุโรปในช่วง 1800 และปลูกที่อีเดน แวลลีย์

สถาบันประมูล Langton’s ที่ค้าขายไวน์ล่วงหน้าและจัดประมูลไวน์ออสเตรเลียเป็นประจำ ได้จัดเกรดไวน์ออสเตรเลียเป็น 4 ชั้น  โดยเฮนส์ชเก รุ่นฮิลล์ ออฟ เกรซ อยู่เหนือสุดคือ Exeptional ซึ่งมีอยู่ 11 ตัว เอาไว้คราวหน้าจะนำมาเสนอว่ามียี่ห้ออะไรบ้าง

               ผมไปไร่องุ่นเฮนส์ชเกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ชิมไวน์เขาหลายรุ่น ยกเว้นรุ่น ฮิลล์ ออฟ เกรซ นอกจากจะไม่มีให้ชิมแล้ว ยังแทบไม่มีขาย เพราะมีการสั่งจองล่วงหน้าและส่งไปขายนอกไร่จนหมด แต่ผมเคยชิมในเมืองไทยและสิงคโปร์ 6 วินเทจ ล่าสุดคือวินเทจ 1999 ไวน์รุ่นนี้ใครที่มีโอกาสและปัจจัยอย่าพลาด

               รุ่น Tilly’s Vinyard Dry White ตั้งชื่อตามป้าของ Ottilie Mathilde Henschke ผลิตเฉพาะไวน์ขาวจากเซมิลยอง ชาร์โดห์เนย์ และโซวีญยอง บลอง บ่มโอค

               Louis Eden Valley Semillon รุ่นนี้ผลิตจากองุ่นเซมิลยองอายุ 50 กว่าปี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ Louis Edmund Henschke ที่ดูแลไร่ Hill of Grace ถึง 40 ปี วินเทจ 2013 ที่ได้ชิมเป็นไวน์ที่หอมผลไม้ ดอกไม้ เลมอน แอปเปิ้ล และลาโนลีน

               Cranes Eden Valley Chardonnay ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Cranes Crane หัวหอกในการปลูกองุ่นในย่าน North Para River ใกล้อีเดน แวลลีย์ เป็นชาร์โดห์เนย์ 100 % บ่มโอคใหม่ฝรั่งเศส วินเทจ 2013 ที่ได้ชิมฟรุตตี้ดีมาก มีกลิ่นดอกไม้ พีช แพร์ และโยเกิร์ต

               Julius Eden Valley Riesling ถ้าจะเข้าถึงจิตใจคนเยอรมันต้องดื่มรีสลิ่ง และรุ่นนี้ถือเป็นไวน์ขาวเรือธงของเฮนส์ชเก วินเทจ 2012 ที่ได้ชิมนั้น มีกลิ่นหอมดอกไม้ขาว ๆ สดชื่น เสาวรส เลมอน กู้สเบอร์รี และแร่ธาตุ เป็นไวน์ขาวที่สมดุลมาก โดยส่วนตัวผมให้ 91 คะแนน

               นอกจากนั้นยังมีอีกหลายรุ่นจากเกวูร์ซทรามิเนอร์ (Gewurztraminer)โซวีญยอง บลอง-เซมิลยอง (Sauvignon Blanc -Semillon) และรีสลิ่ง- เซมิลลอน (Riesling -Semillon) รวมทั้งไวน์หวาน (Noble Rot) อีก 3 รุ่นจากรีสลิ่ง,เซมิลยอง และมุสแคท

               ส่วนไวน์แดงถ้าหาฮิลล์ ออฟ เกรซ ไม่ได้ก็มีรุ่นรอง ๆ แต่คุณภาพดีกว่าไวน์ออสเตรเลียที่คนไทยเห่อ ๆ ดังนี้

Henry's Seven ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Henry Evans ผู้ริเริ่มปลูกองุ่นจำนวน 7 เอเคอร์ที่คีเนตัน (Keyneton) ในปี 1853 ใช้องุ่นชิราซ และเกรอะนาช เป็นหลัก วินเทจ 2004 ที่ได้ชิมมีชิราซ (Shiraz) 60 % เกรอะนาช (Grenache) 30 % มูร์แวดร์ (Mourvedre) 5 % และวิญอนิเยร์ (Viognier) 5 % เป็นไวน์สไตล์โรนใต้และสเปน มีพลัม โอค สไปซี่นิด ๆ แทนนินปานกลาง  

Johann's Garden Grenache เป็นรุ่นที่ใช้เกรอะนาชอายุ 70 กว่าปีเป็นหลัก และผลิตตามวิธีดั้งเดิม วินเทจ 2012 ที่ได้ชิมใช้เกรอะนาช 69 % มูร์แวด 19 %  และชิราซ 12 % สีแดงสดใส มีกลิ่นผลไม้สุกหวาน ๆ  แบล็คเคอร์แรนท์ พลัมสุก สไปซี่

Mount Edelstone Shiraz เป็นไวน์แดงที่ทำจากชิราซล้วน ๆ ที่สำคัญอายุต้นองุ่นกว่า 90 ปี เริ่มผลิตครั้งแรกเมื่อปี 1950 ชื่อEdelstone หมายถึงอัญมณีประเภทเพชร เป็นสุดยอดชิราซตัวหนึ่งของออสเตรเลีย

Cyril Henschke Cabernet Sauvignon เป็นสไตล์ฝรั่งเศสคือใช้กาแบร์เนต์ โซวีญยอง เป็นหลัก ตามด้วยกาแบร์เนต์ ฟรอง และแมร์โลต์ บ่มในโอคฝรั่งเศส เช่นวินเทจ 2002 ใช้ส่วนผสมในอัตรา 75 – 12.5 – 12.5 % ตามลำดับ ตัวนี้ผมเคยชิมวินเทจ 1999 ที่สิงคโปร์ และให้ไป 91 เต็ม 100 คะแนน ซึ่งยังน้อยกว่าซอมเมอลิเยร์จากญี่ปุ่นที่ให้ 92 คะแนน

นั่นคือส่วนหนึ่งของ “เฮนส์ชเก” สุดยอดไวน์ของออสเตรเลียและของโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายรุ่น ใครที่มีโอกาสไปอเดเลด ต้องหาโอกาสไปให้ได้ ที่สำคัญไปแค่ไร่เดียวก็คุ้มแล้ว