Get Adobe Flash player

คนดูข่าว

Font Size:

Speechwriter ของโอบาม่าอายุ 27 !! เชื่อว่าจุดนึงที่เป็นเสน่ห์ทำให้ผู้คนมากมายประทับใจประธานาธิบดีBarack Obamaก็คือคำกล่าวสุนทรพจน์หรือคำปราศรัยในโอกาสต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นคำพูดที่สละสลวยแต่ติดดิน กินใจแต่ไม่เว่อร์ พูดแล้วดูฉลาดหลักแหลมมีปรัชญาในชีวิต มีความเห็นอกเห็นใจอยู่ในคำพูดมากกว่าที่จะมีความเข้าใจอย่างเดียว มีพลังที่จะเข้าถึงคนทุกกลุ่มทุกระดับ ทั้งยังมีสายตาและนำ้เสียงที่จริงใจ มีนำ้หนักเสียงที่ปลุกเร้าก็ได้หรือและให้กำลังใจในเรื่องต่างๆก็ได้ มีพลังเสียงที่อบอุ่นฟังแล้วน่าเชื่อถือ(แบบว่ามีเท่าไหร่ป้าให้หมด) คำปราศรัยในที่ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นของสะสมที่วันหนึ่งกลับกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐถึง 2 สมัยของBarack Obama ที่เขาว่าคำพูดเปลี่ยนชะตาคนได้เป็นเร่ืองจริง แต่ถึงจะมีทั้งนำ้เสียง สายตา พลังเสียงหรือพลังอะไรก็ตาม หากไม่ได้บทพูดที่ดีก็หามีประโยชน์ไม่ หรือบทพูดที่ดีหากได้้คนพูดไม่ดีก็ไม่ทำให้บทพูดมีพลังและน่าเชื่อถือ เปรียบเสมือนลิงถือลูกท้อ เอ้ย ไม่ใช่ เปรียบเหมือนเอาลิงมาพูดให้คนฟัง ล่อกแล่กปลิ้นปล้อนจนทำให้บทพูดกลายเป็นลิเกนำ้เน่าไปได้ (มีแต่คนรำไม่มีคนเลือก) เพราะฉะนั้นบทพูดที่ดีต้องได้คนพูดที่ดีเป็นองค์ประกอบคู่กัน

 

 

 

    

     แต่การจะได้บทพูดที่ดีนั้นก็ต้องเป็นบทพูดที่ผู้พูดพูดแล้วสบายใจ พูดแล้วสื่อความคิดของตน พูดแล้วเป็นตัวของตัวเอง แสดงตัวตนที่ชัดเจน ไม่ใช่บทพูดที่โกหกสร้างภาพ พูดแล้วกระดักกระเดื่อง พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ โดยเฉพาะบทพูดระดับผู้นำที่จะต้องพูดให้ได้หลายวัตถุประสงค์  หากผู้พูดเป็นผู้เขียนบทเองอาจจะง่ายขึ้นแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเขียนได้ดี จิตวิทยาถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง พูดอย่างไรให้แพ้หรือชนะ พูดยังไงให้คนรักหรือให้คนเชื่อ พูดอย่างไรให้คนไว้ใจ พูดอย่างไรให้สำเร็จ คงเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วยิ่งผู้พูดไม่ได้เขียนเอง คนที่เขียนให้ล่ะไม่ยิ่งยากกว่าหรือ เขียนยังไงให้เข้ากับผู้พูด เขียนยังไงให้ผู้พูดถูกใจ

นี่เองที่ประธานาธิบดีObamaเรียกคนเขียนสคริปท์ของเขาว่า “mind reader” คือ ผู้รู้ใจหรือคนที่อ่านใจเขาออกนั่นเอง

     ข่าวประกาศการลาออกของหัวหน้าทีมเขียนบทพูดหรือสุนทรพจน์ต่างๆของประธานาธิบดีObamaเมื่อเดือนที่แล้วสร้างความตกใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ไม่ได้ตกใจที่เขาลาออกแต่ตกใจที่เขาอายุเพียง 27 ปี! ถือเป็นผู้ที่อายุน้อยเป็นอันดับสองของคนทำงานในประวัติศาสตร์ของ White House (รองจาก James Fallows) เขาผู้นี้ชื่อ  Jonathan “Jon” Favreau เด็กหนุ่ม(รูปงาม)เชื้อสายฝรั่งเศสจาก Massachusetts เกิดวันที่ 2 มิย.1981 จบการศึกษาจาก College of the Holy Cross สาขารัฐศาสตร์ เริ่มฉายแววโดยเป็นผู้แทนนักศึกษาขึ้นกล่าวปราศรัยและอำลาในพิธีจบการศึกษาในรุ่น เคยช่วยบำเพ็ญประโยชน์ให้กับชุมชนและโปรแกรมต่างๆของรัฐบาล หลังจบการศึกษาก็เข้าทำงานกับแคมเปญจน์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของ John Kerry ในปี 2004 ภายหลังได้รับการโปรโมทเป็น Deputy Speechwriter และได้มีโอกาสเจอกับBarack Obamaเป็นครั้งแรก

     ต่อมาปี 2005 Robert Gibbs เป็นผู้แนะนำ Favreau ให้รู้จักกับ Obama อย่างเป็นทางการในฐานะผู้เขียนบทคนเก่ง Favreauเริ่มต้นทำงานให้กับ Obama ไม่นานหลังจากที่ Obama ได้ตำแหน่งวุฒิสมาชิกและทำงานเรื่อยมาจนถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกของ Obama เขาได้เขียนสคริปท์การอภิปรายและโต้วาทีครั้งสำคัญๆหลายครั้งจนกระทั่ง Obama ได้รับชัยชนะในปี 2009  ย้อนไปวันแรกของการสัมภาษณ์งานของ Favreau, Obama ไม่ได้สนใจประวัติการทำงานของ Favreau แม้แต่น้อยแต่กลับถามว่าคุณมีแรงจูงใจอะไรที่มาทำงานการเมืองและแนวคิดในการเขียนของคุณเป็นอย่างไร Favreau ตอบว่า “การพูดหรือการกล่าวสุนทรพจน์อาจช่วยขยายกลุ่มคนที่สนใจเราได้ จะพูดอย่างไรกับคนที่กำลังเจ็บปวดว่าผมรู้และผมอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ว่าคุณจะเคยผิดหวังและดูถูกการเมืองในอดีตมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลที่ดีเราสามารถที่จะเดินไปให้ถูกทางได้ หากให้โอกาสผมสักครั้ง”

     ปี 2009 Favreauได้เข้าไปทำงานที่ White House ในตำแหน่ง Director of Speechwriting มีผู้ร่วมทีมอีก 3 คน กิจวัตรประจำวันตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 และเข้ามาทำงานยันดึกดื่น บางทีถึงขนาดต้องสั่งข้าวเย็นมากินกันข้างใน นอกจากจะต้องนั่งเขียนบทกับ Obama ในห้องประชุม บางครั้งในเวลาเร่งรีบก็ตามไปเขียนกันต่อถึงบนเครื่องบินในระหว่างการเดินทางต่างๆของท่านประธานาธิบดี งานที่หินที่สุดสำหรับเขาคือบทพูดในงานที่ประธานาธิบดี Obamaได้รับรางวัล Nobel Peace Prize ปี 2009 ทั้งหมดนี้เป็นที่มหัศจรรย์ว่าจบปุ๊บทำงานปั๊บ  แต่กลับทำงานได้ถึงระดับชาติิ ทำงานกับผู้นำประเทศ ทั้งที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน(โดยเฉพาะงานเขียน) ถ้าไม่เรียกความสามารถก็คงต้องเป็นพรสวรรค์ ไม่งั้นก็ทั้งฝีมืิอและพรสวรรค์มารวมตัวกันอยู่ที่เด็กเมื่อวานซืนคนนี้ คนที่ประสบความสำเร็จก่อนผู้ใหญ่หลายๆคน

     อายุ 27 ปีเท่านี้มีเงินเดือนสูงถึง $172,200 ต่อปี ติดอันดับ “100 Most Influential People in the world” ของหนังสือ Time Magazine และติดดันดับ 33 ของ “50 Most Powerful in D.C.” ของหนังสือ GQ  เพราะอายุเพิ่งจะแค่ 27 ปี เลยคิดว่าหนทางนี้ยังอีกยาวไกล อีกทั้ง 8 ปีในการทำงานการเมืองคงจะเครียดพอสำหรับชีวิตหนุ่มน้อยผู้นี้ที่ยังน่าจะมีเรื่องใหม่ๆสนุกๆให้ทำอีกเยอะ  เขามีแผนที่จะเปิดบริษัท Consulting Business หรือไม่แน่เขาอาจจะไปเขียนบทหนังบทละครหรือเขียนนิยายก็เป็นไปได้อีกเหมือนกัน

     หากคุณเป็นคนที่ชอบสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี Obama ตบมือดังๆให้กับเขาคนนี้ผู้ที่สรรสร้างเบื้องหลังทั้งหมดและอย่าลืมติดตามผลงานตอนต่อไปของเขา

         

     Resorts World ,  Asian-Themed Megaresort in Las Vegas

     เตรียมผุดรีสอร์ทเอเชี่ยนสไตล์ใหญ่ยักษ์กลางเมืองลาสเวกัส

 

     เฟสแรกที่จะเปิดจะเป็นสไตล์จีนในงบ2พันล้านดอลล่าร์ โดยวางแผนถึงขนาดจะสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมา ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ 8 ล้านตารางฟุต มีจำนวนห้องพัก 3,500 ห้อง พื้นที่คาสิโน 175,000 ตารางฟุต ห้องอาหาร 210,000 ตารางฟุต ร่้านขายของ 250,000 ตารางฟุต ห้องจัดงานขนาดใหญ่ 500,000 ตารางฟุต มีโรงภาพยนตร์ขนาด 4,000 ที่นั่ง สระว่ายนำ้และสวนนำ้อีก 300,000 ตารางฟุต ที่สำคัญจะมีการนำหมีแพนด้ามาเป็นจุดขายของรีสอร์ทด้วย

     Resorts World แห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้นถึง 87 เอเคอร์ โดยเพิ่งซื้อขายกันเสร็จในราคา $350 ล้านจากเจ้าของรีสอร์ท Echelon ที่สร้างไว้ยังไม่ทันเสร็จก็เจ๊งเสียก่อน เหลือเป็นซากตั้งทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ปี 2008 โดย Echelon เองก็ซื้อต่อมาจาก Stardust โรงแรมเก่าแก่ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2006 และได้ทำการระเบิดตัวตึกทิ้งเมื่อปี 2007หลังจากการเปิดแถลงตัวโครงการและเจ้าของโปรเจ็คท์นี้แล้วก็จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2014 ซึ่งบางส่วนก็จะสร้างต่อจากโครงสร้างเดิมของตึก Echelon ที่ขึ้นไว้แล้ว อาจจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการได้ในปี 2016 โดยวางงบสำรองไว้ให้ใช้จ่ายถึง 7 พันล้านเหรียญ

     สำหรับเจ้าของโครงการ Resorts World Las Vegas นี้ถือเป็นเจ้าพ่อยักษ์ใหญ่ในวงการคาสิโนนั่นคือบริษัท Genting Group (Multinational Company) ศูนย์กลางอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์  มีธุรกิจคาสิโนใหญ่ๆอยู่ในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อังกฤษและบาฮามัส ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีคือ Las Vegas Sand’s rival ที่บริหารResorts World Sentosa ที่เกาะ Sentosa ของสิงคโปร์  เป็น1 ใน 2 ของคาสิโนที่รัฐบาลสิงคโปร์อนุญาตให้สร้าง ลักษณะเป็นรีสอร์ทคอมเพล็กซ์ที่มี Universal Studio Theme Park รวมทั้งคาสิโนและศูนย์การค้าหรูหราที่ทำรายได้เหนาะๆ 3 พันล้านดอลล่าร์ในปี 2012  นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของคาสิโนใหญ่ในนิวยอร์คซิตี้ที่มีฟลอร์ slot machine ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นเจ้าของหุ้น 45% ของ Norwegian Cruise Line และ Star Cruises Brands อีกด้วย

     จึงถือเป็นเรื่องฮือฮาและน่ายินดีของพ่อเมืองและพลเมืองของลาสเวกัส เพราะหลังจากปี 2010 เศรษฐกิจก็ชะงัก ทำนายกันว่าจะไม่มีอะไรมาผุดมาเกิดอีกในรอบ 10 ปีหลังจากที่โรงแรม Cosmopolitan เปิดตัวไปเป็นโปรเจ็คท์สุดท้าย ในที่สุดโครงการ Resorts World ก็นำความเบิกบานกลับขึ้นมาด้วยอัตราการจ้างงานเป็นพันๆคนทั้งฝ่ายก่อสร้างและงานบริการ

     ตามที่ประชาสัมพันธ์ว่าเฟสแรกจะเป็นสไตล์จีน แต่ตามชื่อ Resorts World ใน Asian-Themed น่าจะมีเฟสอื่นๆในสไตล์เอเชี่ยนตามมาอีก รอดูกันว่าจะมีสถาปัตยกรรมไทยได้โชว์โฉมกับเขาด้วยหรือเปล่าน๊อ