Get Adobe Flash player

มนุษย์เรานี้ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา

Font Size:

“ครั้งหนึ่งเมื่อมีคนถามองค์ดาไลลามะว่า อะไรเป็นเรื่องที่ท่านรู้สึกแปลกใจมากที่สุดเกี่ยวกับมนุษยชาติ ท่านตอบว่ามนุษย์เรานี้ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตราเพื่อฟิ้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคตจนไม่มีความรื่นรมย์กับ

นั่นเป็นเรื่องจริงที่ตลกสิ้นดีที่ท่านดาไลลามะได้มองเห็นสัจธรรมของมนุษย์สมัยนี้ คำว่า“เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ในหลวงท่านทรงพร่ำสอนพวกเรา ก่อนนี้ดิฉันไม่เข้าใจ รู้แต่ว่ามันเป็นคำศัพท์ทันสมัยที่หยิบมาพูดทีไรแล้วจะดูเป็นคนที่มีปรัชญาในชีวิตขึ้นมาทันที แต่ไม่เคยฉุกคิดหรือหยุดคิดถึงความหมายที่แท้จริง อันนี้เองที่รู้สึกว่าพระองค์ท่านทรงปราชญ์เปรื่องและหลักแหลมยิ่งนัก ทั้งยังสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาโดยตรง เศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นเส้นทางตัดกิเลสและตัณหาไปได้อีกมาก อยู่อย่างพอเพียงทำได้ก็ต่อเมื่อต้องพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่เช่นนั้นความอยากความโลภก็จะทำให้เราต้องจ่ายเพิ่มซื้อเพิ่มเพราะเรายังไม่พอใจในสิ่งที่เรามี ในสภาพสังคมที่ต้องตรากตรำทำงานชนิดรายจ่ายมากกว่ารายรับ ค่าก๋วยเตี๋ยวแพงกว่าค่าโอที อยากกินของแพงอยากได้ของหรูก็ต้องทำงานกันหูตูบหน้าตั้ง ทำเข้าไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรก็ไม่รู้แต่เสียไปด้วยสุขภาพและเวลาที่มีคุณภาพ

 

ดิฉันคงไม่รวยไปกว่านี้เพราะตั้งแต่ทำความเข้าใจคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดิฉันก็เริ่มรู้สึกสบายๆ นั่งคิดถึงไลฟ์สไตล์ตัวเองและสามีที่ไม่ชอบทำงานหลังขดหลังแข็ง ตื่นสายบ่ายงีบ ชอบกินชอบเที่ยวชอบเปิดหูเปิดตา หรือบางอารมณ์ก็อยากจะนั่งจิบน้ำชาอยู่บ้านอ่านหนังสือ ในเมื่อเราเลือกที่จะมีชีวิตสบายๆแบบนี้จึงต้องดำรงชีวิตไปตามสุภาษิตที่ว่า “มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” กินง่ายอยู่ง่ายใช้จ่ายในงบ เรื่องง่ายๆที่ทำได้ในชีวิต..อยู่ที่ว่าอยากจะทำหรือทำได้หรือเปล่า

                แต่คนบางคนเลือกที่จะรวยหรือคนบางคนรวยแล้วหยุดไม่ได้ ทำมันเข้าไปหามรุ่งหามค่ำ บางคนยังไม่ทันจะได้รวยก็ตายเสียก่อน บางคนรวยแล้วแต่ยังไม่ทันได้ใช้เงินก็ตายเสียก่อน ตกลงเกิดมาทำไมหรือเกิดมาเพื่อทำงานแล้วก็ตายแค่นั้นหรือ ชีวิตของเราเราเลือกได้ที่จะเป็นแบบไหนหรืออยู่อย่างไร สิ่งเดียวที่เราไม่รู้คือตายเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นควรเลือกใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในเวลาที่มีจำกัด หากทำใจได้น่าจะง่ายกับคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ชีวิตจะมีรอยยิ้มและหายใจอย่างมีความสุขขึ้นอีกมาก

                คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจเศรษฐีเจ้าของบริษัทโอสถสภา และผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนตายยังเคยพ้อว่าถึงจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายสักเพียงไหนก็ไม่สามารถแก้ไขสุขภาพของตนได้ เศรษฐีหรือยาจกสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน นักร้องทาทา ยัง ที่ปัจจุบันหลายโรครุมเร้าก็เริ่มท้อแท้ทำนองเดียวกันว่าจะมีเงินทองสักเท่าไรก็ไม่เท่ามีสุขภาพที่แข็งแรง ล่าสุดนางเอกดัง พลอย เฌอมาลย์ ก็เป็นลมล้มทั้งยืนกลางงานอีเว้นท์ด้วยยังไม่หายดีจากอาการป่วยที่สุมทุมกันเข้ามา โรคบางอย่างก็เกี่ยวพันจากอาชีพโดยตรง โรคบางอย่างก็เป็นผลทางอ้อมจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ พูดใหม่อีกทีคือทำงานมากไป (พูดสั้นๆคืองก) ของทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใดหากใช้งานมากไปมันก็ย่อมเสื่อมสลายไปตามสภาพ ข้าวของเครื่องใช้ที่ดูแลดีหน่อยก็อาจอยู่ได้นาน ร่างกายคนก็เหมือนกันหากไม่ดูแลก็อาจจะพังก่อนของใช้ ตัวของตัวเองยังไม่รักแล้วใครจะไปรัก

                เป็นระยะเวลา 30 กว่าปีแล้วที่พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ พระฝรั่ง อดีตชาวเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสุขสบายในชีวิตฆราวาส แล้วหันเหตัวเองสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณ เพื่อดำเนินชีวิตในวิถีทางที่สันโดษและเรียบง่าย ภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา

สิ่งที่ทำให้อดีตนักศึกษาด้านกฎหมายและนักธุรกิจด้านตีราคาที่ดินทั้งของรัฐและเอกชน ผู้เคยใช้ชีวิตระดับไฮคลาส เดินทางไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินชั้นธุรกิจ พักแต่โรงแรมระดับห้าดาว และมีเงินเหลือเฟือพอที่จะเที่ยวรอบโลก ได้ตัดสินใจทิ้งชีวิตที่หลายคนพยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะไปให้ถึง เหตุเพราะเช้าวันหนึ่งเขาลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าชีวิตช่างน่าเบื่อ ไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว

พระอาจารย์สุมโน ภิกขุ  หลังจากที่ละทิ้งความสุขทางโลกมา 30 กว่าปี ได้บอกถึงความแท้จริงในทัศนะของพระอาจารย์ให้ผู้คนได้ฟังว่า

 

“ถ้าไม่มีความอยาก จะได้รับความสุขทันทีเลย”

 

แล้วเราจะระงับซึ่งความอยากด้วยวิธีการอย่างไรบ้าง ? พระอาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่า

“ให้รู้ว่าความอยากมีแต่ความทุกข์มากกว่าความสุข เพราะถ้าเรามีความอยาก เราก็ต้องไปดิ้นรนไปหาไปทำมา ตอนที่เรากำลังหากำลังทำอยู่ เรามีความสุข อย่างเช่นการสะสมเงินเพราะอยากจะได้แหวนเพชรสักวง ตอนที่ใกล้จะได้มา เรารู้สึกดีใจ พอไปที่ร้านถอยมันมาได้ความสุขก็จบแล้ว เพราะช่วงเวลาที่เราอยากได้มันหมดไปแล้ว ทีนี้ก็จะดิ้นรนไปอยากได้อย่างอื่นต่อ”

และเมื่อถูกถามว่าถ้าโลกนี้ไม่มีความอยาก มีแต่การปล่อยวาง โลกจะไม่หยุดพัฒนาหยุดการเจริญรุดหน้าหรืออย่างไร พระอาจารย์ตอบว่า

“เคยมีคนถามหลวงพ่อว่า ถ้าทุกคนบวชเป็นพระกันหมด โลกนี้จะพัฒนาไปอย่างไร หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องห่วง มีคนที่สมัครใจบวชเป็นพระแต่ก็ไม่ใช่ทุกคน เหมือนกับที่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นช่างเสริมสวย (หัวเราะ)

ในความเห็นของหลวงพ่อ โลกนี้ไม่ต้องเจริญ อีสานที่หลวงพ่อเคยอยู่ มีคนบอกว่าความเจริญเป็นสิ่งดี โอ้.. อยากให้เมืองนี้เจริญ วารินชำราบเจริญ อุบลฯเจริญ แต่หลวงพ่อคิดว่าความเจริญไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป เพราะถ้าเจริญแบบไม่มีปัญญาก็จะมีปัญหามากขึ้น อย่างเมืองไทยเจริญขึ้น แต่ความสุขกลับน้อยลงตลอด ไม่เหมือนประเทศภูฏาน ประเทศเขาไม่เจริญ แต่มีความสุข”

หลายปีที่ผ่านมาอาจทำให้พระอาจารย์รู้จักประเทศไทย และเห็นความเป็นไปของประเทศไทยในหลายๆด้าน แต่พระอาจารย์ก็ออกตัวว่า ไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยหรือคนไทยมากเท่าใดนัก มีเพียงบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกเป็นห่วงคนไทยคือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังตกอยู่ในวังวนของความอยากและการโฆษณา ชวนเชื่อที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังไม่พอและยังไม่ดีพอเสียที

“ทุกคนอยากมีรถคันใหม่ อยากมีโทรศัพท์ อยากมีโน่นอยากมีนี่ มีความอยากไปในทางโลกเสียมากกว่า ฉันต้องรวยให้มากกว่านี้ หรือฉันต้องสวยต้องขาวให้มากกว่านี้”

                จริงๆแล้วจิตเดิมของมนุษย์นั้นประภัสสรนั่นคือบริสุทธิ์ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เพราะว่าจิตของเรารับอะไรเข้ามาเยอะ กิเลสมันเลยเข้ามาทำให้จิตใจเราขุ่นมัว เราก็เลยไม่มีปัญญาพอที่จะมองเห็นเหตุของปัญหา แต่ไปหลงและยึดเอาค่านิยมภายนอกมากกว่า ภัยธรรมชาติที่มันเกิด มันเป็นเพราะความอยากของเราที่มันไปเป็นตัวเบียดเบียนธรรมชาติ ถ้าเราไม่อยากเบียดเบียนธรรมชาติ เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่า เราพร้อมที่จะเสียสละไหม เช่นถ้าเราไม่มีโรงงานนิวเคลียร์ เราก็จะไม่มีไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงงานนิวเคลียร์มาใช้นะ

ทุกวันนี้เราพึ่งพาไฟฟ้าเพราะอะไร เพราะเราต้องการความสะดวกสบาย เวลาเราเบื่อแทนที่เราจะนั่งสมาธิ เราต้องเปิดไฟดูทีวีหรืออ่านหนังสือ ตอบสนองตัวเองด้วยสิ่งบันเทิง แต่ถ้าเราพยายามอยู่กับตัวเองให้ได้บ้าง บางครั้ง สิ่งบันเทิงเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เมื่อเราไม่ได้เปิดไฟ ใช้มันน้อยลง เราก็จะเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลงไปด้วย”

                ดังนั้นสิ่งที่พระอาจารย์อยากมอบให้กับคนไทย ไม่มีอะไรที่มากกว่าการลดความอยาก เพื่อความสุขที่แท้และใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา

 

“เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากตัวเราเอง”