Get Adobe Flash player

“Baileys” ไอริช โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

 

เพื่อไม่ให้จำเจ ตอนนี้สลับสับเปลี่ยนบรรยากาศมาดื่มอย่างอื่นกันบ้าง

เป็น “เบลีย์ส” เป็นลิคเคอร์ (Liqueur) จากไอร์แลนด์ ที่มียอดขายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีขายทั่วโลกกว่า 130 ประเทศ คิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของมวลรวมยอดขายอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไอร์แลนด์

Baileys Irish Cream เกิดจากการสร้างสรรค์ของ Gilbeys of Ireland ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของ International Distillers & Vintners ที่พยายามเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก มีเรื่องเล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีชื่อ Baileys เขียนแบบนี้ Bailey’s มีเครื่องหมาย ด้วย แต่เมื่อไปจดทะเบียน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เขียนเป็นแบบนี้ Baileys คนที่ไปจดทะเบียนอาจจะดูผ่าน ๆ ไม่ทันสังเกต พอกลับมาถึงบริษัทจึงได้รู้ถ้าเป็นบ้านเราก็อาจจะบอกว่า...เอาก็เอาว่ะ !!! ..ประมาณนั้น

Baileys เป็นเครื่องดื่มที่อาจจะเรียกได้ว่า เกิดจากความมั่นใจของผู้ผลิตอย่างแท้จริง เพราะคิดค้นสูตรขึ้นมาแล้วก็วางขายเลย แทบจะไม่ต้องมีการทดลองตลาดเหมือนอย่างอื่น โจทย์หลักก็คือ...ทำอย่างไรจะทำให้ครีมผสมกับแอลกอฮอล์อย่างลงตัว  เริ่มต้นในปี 1971เปิดตัวในปี 1974 พร้อมหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไอร์แลนด์ ในฐานะ Irish cream เจ้าแรกในท้องตลาด  สุดท้าย Baileys ก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณคนไอริช

หลังจากนั้น “Baileys” ก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง มีหลากรสชาติ เช่น  Baileys Glide,Mint chocolate,Crème caramel,Baileys Gold,Baileys Biscotti,Baileys Chocolat Luxe,Baileys Vanilla-Cinnamon เป็นต้น

Baileys  นับเป็น Liqueur เจ้าแรกในโลกที่สามารถนำครีมมาผสมผสานกับแอลกอฮอล์ได้อย่างลงตัว ปกติครีมถ้าไม่ใส่สารกันบูดจะเน่าเสียง่าย แต่เมื่อนำมาผสมกับวิสกี้ กลายเป็นว่าแอลกอฮอล์คือสารกันบูดอย่างดี แถมยังอร่อยและแอลกอฮอล์ไม่สูง เพียง 17 % เท่านั้น

วัตถุดิบสำคัญอย่างแอลกอฮอล์ ครีม รวมทั้งไอริช วิสกี้ มาจากผู้ผลิตต่าง ๆ ก่อนจะนำมาสู่กรรมวิธีเติมโน่น แต่งนี่ โดยปิดเป็นความลับ รวมทั้งส่วนผสมอย่างเฮิร์บต่าง ๆ และน้ำตาล ก็ไม่มีใครรู้ส่วนผสมที่แน่นอน รู้แต่ว่ามีแน่ ๆ นอกจากครีมแล้วอาจจะมีอย่างอื่นเป็นส่วนผสมด้วย เช่น กาแฟ ช็อกโกแลต วานิลลา คาราเมล และน้ำตาล และเนื่องจากไม่มีการใส่สารกันบูดดังกล่าว ทำให้ต้องดื่มในช่วงไม่เกิน 24 เดือนหลังการผลิต หลังจากนั้นคุณภาพจะเริ่มลดลง และต้องเก็บในอุณหภูมิ 0-25 C หรือ 32-77 F

แต่สิ่งที่ถือเป็นหัวใจของ Irish Cream Liqueurs ก็คือ ครีม ซึ่งเป็นผลผลิตจากน้ำนมวัว มาจากโรงผลิตนมชื่อกลานเบีย (Glanbia) ในเขตคาวาน เคาน์ตี (County Cavan) ซึ่งส่งครีมให้กับ Baileys มากว่า 30 ปี ในแต่ละปีกว่า 4,000,000 ลิตรของไอริชครีมจะใช้ผลิต Baileys คิดเป็น 4.3 % ของผลิตภัณฑ์นมทั้งหมดของประเทศไอร์แลนด์

Baileys สามารถดื่มเปล่า ๆ ดื่มกับน้ำแข็ง หรือใช้เป็นส่วนผสมค็อกเทลได้หลากหลายสูตร ผสมกับฮอร์ลิกส์ (Horlicks) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มจากมอลท์สกัดก็อร่อยดี ผสมกับน้ำผลไม้ เช่น เลมอน หรือ มะนาว เพื่อทำให้รสชาติของครีมกลมกล่อมขึ้น เป็นต้น เรื่องความชอบในการดื่มนี้ เป็นรสนิยมส่วนตัว ไม่มีใครผิดใครถูก นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนผสมของขนมหวานหลายชนิด

สำหรับคนที่ชอบค็อกเทลแน่นอนต้องรู้จัก  “บี 52” (B52) หรือ “B-52” หรือ “Bifi” สมัยก่อนนิยมดื่มในช่วงหน้าหนาว ปัจจุบันดื่มกันทั่วไป ตั้งชื่อตามเครื่องบิน บี-52 สตราโตฟอสเตรส (B-52 Stratofortress) เป็นเครื่องบินโบอิ้งระเบิดขนาดหนัก 8 เครื่องยนต์  ติดหัวรบนิวเคลียร์ ของกองทัพสหรัฐที่ใช้ในสงครามเวียดนาม มีอานุภาพสูง เปรียบกับค็อกเทลบี 52 ที่ต้องใช้หลอดดูดเพื่อให้ค็อกเทลไประเบิดในท้อง

                ส่วนผสมสำคัญของ B 52 คือ Kahlua,Baileys,Triple Sec ในอัตรา 1/3 เท่ากัน ถ้าเป็น B53 เปลี่ยน Triple Sec เป็น Vodka และถ้าเปลี่ยนจาก Triple Sec หรือ Vodka เป็น Tequila จะเรียกว่า B 54 เป็นต้น จะเห็นว่า Baileys เป็นส่วนผสมหลักเสมอ ลักษณะโดยรวมของเครื่องดื่ม B 52 คือทำเป็นชั้น ๆ รวม 3 ชั้น ล่างสุดคือ Kahlua ชั้นกลางคือ Baileys และบนสุดคือ Triple Sec ใส่แก้วใสขนาดเล็กหรือแก้วชอต (Shot) ก่อนจะดื่มก็จุดไฟแล้วใช้หลอดดูดครั้งเดียวหมดแก้ว

นอกจากนั้นยังมีค็อกเทลยอดนิยมที่มีผสมของ Baileys เช่นไอริช คาร์บอมบ์ (Irish Car Bomb) ซึ่งเป็นเบียร์ ค็อกเทล มีชื่อเรียกหลายชื่อคือ Car Bomb,Belfast Carbomb,IRA Car Bomb หรือ Peacemaker ที่มีส่วนผสมของ Guinness Stout,Jameson และ Baileys ตั้งชื่อตามการวางระเบิดรถยนต์ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีแกนนำคือขบวนการ IRA  ขณะที่ โบว์ จ๊อบ (Blow Job) มีส่วนผสมของ Baileys,Kahlúa และ Amaretto ตกแต่งด้านบนด้วย Whip Cream เป็นต้น