Get Adobe Flash player

“วิลเลจ ฟาร์ม” ไวน์ไทยคุณภาพสากล โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

 

หนังสือ "เดอะ โซเธอะบี้ส์ ไวน์ เอนไซโคลพิเดีย" (The Sotheby’s Wine Encyclopedia) ของ ทอม สตีเฟนสัน (Tom Stevenson) ซึ่งเปรียบเสมือนไบเบิลของวงการไวน์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 มีข้อมูลเกี่ยวกับไวน์ในเอเชียที่น่าสนใจ หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นข้อมูลสำคัญที่เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้คือ ย้อนไปประมาณปี 2537  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาองุ่นจากออสเตรเลีย เยอรมนีและสหรัฐประมาณ 400 พันธุ์ เพื่อหาพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศของเมืองไทย พ.ศ.2535 รัฐบาลสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน อนุญาตให้ประชาชนสามารถผลิตไวน์ได้ อีก 1 ปีถัดมาไวนะรีแห่งแรกจึงเกิดขึ้นคือ ชาโต เดอ เลย ที่ อ.ภูเรือ จ.เลย

หลังจากนั้นไม่นานคำว่า “นิว ละติจูด ไวน์ “ (New Latitude Wine) จึงเกิดขึ้น และเริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้น สืบเนื่องจากปกติพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกองุ่นทำไวน์จะอยู่ระหว่างเส้นแวง หรือเส้นละติจูด 30 – 50 องศาเหนือ และ 30 – 50 องศา ใต้ ประเทศที่อยู่ในระหว่างเส้นดังกล่าว บางคนเน้นลงไปเลยว่าอยู่ที่ 45 องศาเหนือ และ 45 ใต้

จากเส้นละติจูด 30-50 ดังกล่าว ทางเหนือจึงประกอบด้วย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออก และข้ามมาที่สหรัฐ ส่วนทางใต้ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ ชิลี อาร์เจนตินา เป็นต้น ขณะที่ประเทศในเอเชียแทบจะไม่มีอยู่ในสารบบการผลิตไวน์เลย  

                ปี 2004 คำว่า “นิว ละติจูด ไวน์ “ (New Latitude Wine) ถูกเรียกขานโดย แฟร้งค์ โนเรล (Frank Norel) นักเขียน นักเขียนและนักชิมไวน์ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยมาหลายปี ซึ่งได้มีการพูดคุยกับ เจนซิส โรบินสัน (Jancis Robinson) มาสเตอร์ ออฟ ไวน์ (Master of Wine - MW) ในงานสัมมนาเมื่อปี 2003 

วันที่ 31 พฤษภาคม 2004 บทความเรื่อง New Latitude Wines ของเจนซิส โรบินสัน ได้ถูกตีพิมพ์ในเวบไซต์ของเธอ ยิ่งตอกย้ำให้ชาวโลกรู้จัก New Latitude Wine มากยิ่งขึ้น

                หลังจากนั้นสจ๊วร์ต ปิกอตต์ (Stuart Pigott) นักเขียนเรื่องไวน์ชื่อดัง ก็ตอกย้ำในข้อเขียนของเขาชื่อ “Thai – Wine – Land” (The World of Fine Wine) ความตอนหนึ่งว่า “The country has not only chateaux,but red and white wines which expert tasters think must be French

ผลพวงนี้ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ผลิตไวน์เกิดขึ้นหลายราย เล็กบ้างใหญ่บ้างตามกำลังปัจจัย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ “วิลเลจ ฟาร์ม แอนด์ ไวนะรี” (Village Farm & Winery) แห่งวังน้ำเขียว ซึ่งเป็นผู้ผลิตไวน์ไทยยุคแรก ๆ ที่ยังฟันฝ่าและต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

นายวีรวัฒน์ ชลวนิช ผู้ก่อตั้ง Village Farm ได้ซื้อที่บริเวณนี้ไว้เยอะ เดิมเป็นทุ่งหญ้า ป่าเสื่อมโทรม และไร่มันสำปะหลัง ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมาพัฒนาจนกลายเป็นไร่ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง และผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ 

ปลายปี 1997 จึงให้ผู้เชี่ยวชาญสำรวจพื้นที่และพบว่าเหมาะสำหรับการปลูกองุ่นทำไวน์ จึงเนรมิตพื้นที่ 200 ไร่ให้เป็นไร่องุ่นสำหรับทำไวน์ ขณะเดียวกันก็พัฒนาคุณภาพน้ำองุ่นสดสำหรับดื่มจนเป็นที่รู้จักกันดี

ปี 2002 ผลผลิตไวน์วินเทจแรกจึงเกิดขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี และควบคุมโดยฌาร์ค บากู (Jasques Bacou) ไวน์เมกเกอร์ (Winemaker) จากฝรั่งเศส เป็นชาโต เดส์ บรูมส์ (Chateau Des Brumes) 2 รุ่นคือรุ่น ทอป “ลา เฟลอร์” (La Fleur) ฉลากสีดำเข้มคลาสสิค ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) ทุกขวดมีหมายเลข อีกรุ่นคือ “ชาโต เดส์ บรูมส์” ธรรมดา ฉลากสีทอง ผลิตจากองุ่นชิราซ (Shiraz) กับกาแบร์เนต์ โซวีญยอง (Cabernet Sauvignon) ก่อนจะตามมาด้วย ชาโต เดส์ บรูมส์ เลอ เพรสทีจ(Chateau Des Brumes Le Prestige) เป็น 3 พี่น้องที่สร้างชื่อให้กับไวนะรี

Chateau Des Brumes “La Fleur ทำจากองุ่นที่ปลูกในไร่ซึ่งห่างจากที่ทำการของวิลเลจฟาร์มประมาณ 20 กม.เป็นไร่ที่เจ้าของบอกว่ามีครบถ้วนทั้งดินฟ้าอากาศ ลมภูเขา และลมทะเล โดยเฉพาะลมที่ห่างจากทะเลประมาณ 70 กม.เศษเท่านั้น ทำให้ได้รับลมทะเลอย่างเต็มที่ เหมือนไร่องุ่นหลาย ๆ แห่งในฝรั่งเศส และอีกหลายแห่งที่ผลิตไวน์คุณภาพเยี่ยม

ชาโต เดส์ บรูมส์ รุ่น ลา เฟลอร์(Chateau des BrumesLa Fleur) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2548 ตั้งราคาขายไว้ที่ 3,900 บาท เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการไวน์ไทย ที่ต้องบันทึกว่าเป็นไวน์ไทยที่ราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดย Chateau des Brumes ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "ปราสาทในหมอก" เพราะบรรยากาศรอบ ๆ เย็นและเต็มไปด้วยหมอก

หนึ่งในกิจกรรมที่ Village Farm ทำมาอย่างต่อเนื่องมากว่าสิบปีก็คือ “เทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่น” (Harvest Festival) เพื่อให้คนรักไวน์และผู้ที่สนใจไวน์ ได้ลิ้มลองไวน์และอาหารในไร่องุ่น ที่สำคัญก็คือได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์กระบวนการผลิตไวน์จริง ๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจอย่างมากมาย

ปัจจุบัน Village Farm & Winery นอกจากจะผลิต Chateau des Brumes แล้ว ยังมีไวน์ตัวรอง ๆ ในเครืออีกหลายรุ่นทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง และโรเซ สามารถแวะเยี่ยมชมและชิมไวน์พร้อมอาหารได้ทุกวัน.