Get Adobe Flash player

“ปีเตอร์ มอนดาวี” อีกหนึ่งตำนานนาปาที่จากไป โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

                วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 ที่ผ่านมาคงเป็นอีกวันหนึ่งแห่งความโศกเศร้าของวงการไวน์แคลิฟอร์เนีย และนาปา แวลลีย์ (Napa Valley) เมื่อโลกแห่งเมรัยอมตะได้สูญเสียหนึ่งในผู้นำการบุกเบิกไวน์แคลิฟอร์เนียนั่นคือ “ปีเตอร์ มอนดาวี” (Peter Mondavi) ซึ่งเสียชีวิตที่บ้านในเมืองเซนต์ เฮเลนา (St Helena) ในนาปา แวลลีย์ (Napa Valley) ด้วยวัย 101 ปี 

Peter Mondavi เป็นน้องคนสุดท้องในจำนวน 4 คนของครอบครัว Mondavi โดยพี่ 2 คนแรกเป็นผู้หญิง ส่วนคนที่ 3 คือพี่ชายของเขาโด่งดังมากและคนไทยรู้จักกันดีคือ โรเบิร์ต มอนดาวี (Robert Mondavi) เจ้าของฉายา "เจ้าพ่อไวน์นาปา แวลลีย์" (Napa Valley) ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2008 ด้วยวัย 94 ปี 

พ่อของปีเตอร์และโรเบิร์ตชื่อเซซาร์เร (Cesarre) แม่ชื่อโรซา(Rosa) อพยพจากแคว้นมาร์เค(Marche) ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี สู่แผ่นดินอเมริกาในปี 1908 ในรัฐมินนิโซตา พร้อมกับให้กำเนิดทายาท 4 คน มาเรีย,เฮเลน,โรเบิร์ต และปีเตอร์  Cesarre ร่วมกับเพื่อนเปิดตลาดเล็ก ๆ ขายของให้กับคนอิตาเลียนด้วยกัน ก่อนจะย้ายลงมาอยู่ที่เมืองโลได (Lodi) รัฐแคลิฟอร์เนีย ศูนย์กลางขององุ่นการปลูกองุ่น

ปีเตอร์เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 1914 แต่งงานกับบังเค เฮิร์ตซิก(Blanche Hurtzig / เสียชีวิตในปี 2010) มี ลูกชาย 2 คนคือ Marc (ปัจจุบันดูแล CK Mondavi ที่มีกำลังผลิตปีละ 1.4 ล้านลัง) Peter Jr. (ปัจจุบันดูแลไร่ Charles Krug ที่ผลิตไวน์ระดับพรีเมียม) และลูกสาว 1 คน Siena พร้อมหลาน 9 คน และเหลน 2 คน

ปีเตอร์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด (Stanford University) ด้านเศรษฐศาสตร์ตามหลังโรเบิร์ต 1 ปี และจบในปี 1937 ก่อนจะไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการทำไวน์ (Oenology) และธุรกิจไวน์จากมหาวิทยาลัย University of California Berkeley แต่จังหวะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาต้องเป็นทหารรับใช้ชาติ และปลดประจำการในปี 1946 ขณะนั้นพ่อของพวกเขาได้ซื้อไร่ Charles Krug Winery แล้ว

ในช่วงที่เรียนนั้นปีเตอร์ฉายแววของการเป็นไวน์เมกเกอร์ ด้วยการทำวิจัยเรื่องผลกระทบของการหมักไวน์ขาวและโรเซในอุณหภูมิเย็น ซึ่งในช่วงนั้นนิยมหมักด้วยอุณหภูมิค่อนข้างสูง ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียฟรุตตี้และเน่าเสีย หลังจากนั้นเขาจึงนำสิ่งที่ได้มาทำไวน์ขาวสไตล์สดชื่น (Fresh) ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในเวลาต่อมาจนถึงทุกวันนี้

สองพี่น้องเริ่มทำงานด้วยกันที่ Charles Krug Winery ปีเตอร์รับหน้าที่ไวน์เมกเกอร์ ส่วนโรเบิร์ตดูแลเรื่องการขายไวน์ ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 ไร่ Charles Krug ประสบความสำเร็จในการขายจนขึ้นมาเป็น “Big Four” ของไวน์แคลิฟอร์เนีย (อีก 3 รายคือ Beaulieu,Inglenook และ Louis Martini)

ปี 1959 พ่อของพวกเขาเสียชีวิต ปัญหาทุกอย่างจึงเริ่มเกิดขึ้นเรื่อย ๆ โดยโรเบิร์ตไม่พอใจกับตำแหน่งใน Big Four เพราะเขาฝังใจอยากทำไวน์นาปา แวลลีย์สู้กับยุโรป เช่น สเปน อิตาลี เยอรมัน และฝรั่งเศส แต่เมื่อปรึกษากับน้องชายและแม่ ทุกคนบอกว่าแค่นี้ก็ขายดีอยู่แล้วไปดิ้นรนทำไม ?

เดือนพฤศจิกายน 1965 วันขอบคุณพระเจ้าครอบครัวมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา สองพี่น้องมีการเสียดสีและกระทบกระทั่งกัน และจบด้วยการชกต่อยกันอุตลุด เป็นภาพที่น่าเวทนา พี่น้องคลานตามกันมาต้องมาชกต่อยกันเหมือนกับเด็กๆ ในวัยเฉียด ๆ เลขห้า นั่นคือวันที่ความแตกแยกในครอบครัวได้เกิดขึ้น ถึงขนาดมีการขึ้นโรงขึ้นศาลหลายปี  ที่สำคัญก็คือแยกการเรียกนามสกุลให้ต่างกัน ครอบครัวของโรเบิร์ต อ่านว่ามอนดาวี ส่วนของปีเตอร์อ่านว่า มอนเดวีทั้งที่เขียนว่า Mondavi เหมือนกัน

โรเบิร์ตหลุดออกมาจากวงจรธุรกิจที่ยุ่งเหยิงของครอบครัว ต่อมาได้เป็นเจ้าของไร่องุ่น To Kalon ในปี 1966 ชื่อ “Robert Mondavi Winery”

ส่วน Peter Mondavi เติมแต่งความยิ่งใหญ่ของครอบครัวด้วยการซื้อไร่องุ่นเพิ่มเติม การปลูกองุ่น และเทคโนโลยีในการผลิตไวน์ ปัจจุบันครอบครองพื้นที่ปลูกองุ่นระดับพรีเมียมประมาณ 2,200 ไร่ นอกจากนั้นปีเตอร์ยังรักษาสิ่งปลูกสร้างที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของไร่ Charles Krug ไว้เป็นอย่างดีคือ Redwood Cellar ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1872 และ Carriage House ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1881 ปัจจุบันทั้ง 2 อย่างได้รับการลงทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของแคลิฟอร์เนีย พร้อมกับได้รับรางวัล Governor's Historic Preservation Award ในปี 2010

ขณะที่ไร่ Charles Krug Winery ยังเป็นของครอบครัว Mondavi แต่ไร่ Robert Mondavi Winery ของพี่ชายถูกขายให้กับยักษ์ใหญ่ Constellation Brands ในปี 2004 ปี 2005 Robert Mondavi กลับมาจับมือกับน้องชาย Peter Mondavi ผลิตไวน์ชื่อ Ancora Una Volta แปลว่า Once Again โดยใช้องุ่นจากไร่ของทั้งคู่มาผสมผสานกัน ผลิตเพียงบาร์เรลเดียว

Peter Mondavi มีความเชื่อว่าสาเหตุที่เขาอายุยืนเกิดจาก...”พันธุ์กรรม การทำงานหนัก กินปาสต้าโบโลญเนส และไวน์กาแบร์เนต์ โซวีญยอง วันละ 1 แก้ว” ท่านที่อยากอายุยืนก็ลองดู !!!