Get Adobe Flash player

“เนโกรนีเอจจิ้ง” ค็อกเทลบ่มรสนุ่มเนียน โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

                สัปดาห์นี้เปลี่ยนบรรยากาศจากไวน์ มาเป็นค็อกเทลกันบ้าง เพื่อไม่ให้จำเจ เป็นค็อกเทลที่เชื่อว่าหลายท่านเคยดื่มมาแล้ว และหลายท่านชื่นชอบ แต่ที่จะแนะนำนี้เป็นรูปแบบใหม่ในร่างเดิม

เนโกรนี (Negroni) คือเครื่องดื่มที่เกิดจากการดัดแปลง อเมริกาโน (Americano) ซึ่งเป็นค็อกเทลที่มีส่วนผสมง่ายๆ สามส่วนคือ คัมพารี เวอร์มุธ และโซดา (Campari,Vermouth และ Soda) เสิร์ฟครั้งแรกใน Caffè Campari บาร์ของ Gaspare Campari ในปี 1860 เดิมชื่อ "Milano-Torino" เนื่องจากส่วนผสมหลักคือ Campari มาจากมิลาน (Milan / Milano) และเวอร์มุธ Punt e Mes มาจากตูริน (Turin / Torino) ตอนนั้นในช่วงทศวรรษ 1900 ผู้ประกอบการชาวอิตาลีเห็นว่านักท่องเที่ยวมาจากอเมริกาชอบค็อกเทลมาก จึงตั้งชื่อว่า "Americano" ประกอบกับคำว่า "Amaro" ในภาษาอิตาลีหมายถึงขม หรือ "Bitter"

Negroni กำเนิดขึ้นมา แม้จะเนิ่นนานเพียงใดสูตร Negroni ก็ไม่ได้ถูกดัดแปลงเลยเป็นเวลาเกือบ 100 ปีนับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมา แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่สำคัญ เพราะเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตในบาร์ฮิป ๆ และค็อกเทลบาร์เก๋ ๆ มากมายที่ เริ่มนำค็อกเทลคลาสสิคมานำเสนอโดยไม่มีการดัดแปลงปรุงแต่งใดๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ Negroni เป็นค็อกเทลที่สามารถทำได้ง่าย ในเวลาอันรวดเร็ว กระทั่งกลายเป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารที่ชาวอิตาเลียนนิยม ทั้งยังนิยมดื่มหลังอาหารเพื่อเพิ่มความสดชื่นด้วย

Negroni กำเนิดครั้งแรกในช่วงปี 1919 โดยเคานท์ กามิลโล เนโกรนี (Count Camillo Negroni) ผู้ชื่นชอบค็อกเทล วันหนึ่งท่านเคานท์ไปเยือนร้านกาฟเฟ กาโซนี (Caffè Casoni) หรือชื่อเดิม Caffè Giacosa ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกาฟเฟ กาวัลลี (Caffè Cavalli) อยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ปกติท่านจะชอบค็อกเทลชื่ออเมริกาโน (Americano) แต่วันนั้นเกิดเบื่อขึ้นมา จึงบอกบาร์เทนเดอร์ชื่อฟอสโก สการ์เซลลี (Fosco Scarselli) ให้ช่วยทำค็อกเทลใหม่ ๆ ให้สักแก้ว แต่ต้องมีแคแลกเตอร์ของ Americano อยู่ด้วย บาร์เทนเดอร์จึงปรับแต่งด้วยการใส่จิน (Gin) และส้มลงไป 1 ชิ้นลงไป ท่านเคานท์ได้ชิมถึงยกหัวแม่โป้งชมว่าอร่อยมากอ้ายน้อง !!!!

 ด้วยส่วนผสมที่ไม่มากและเรียบง่าย จิน (Gin) เวอร์มุธ (Vermouth) และคัมปารี (Campari) เสิร์ฟด้วยแก้วโอลด์ แฟชั่น เติมแต่งด้วยเปลือกส้มฝานบาง ๆ  ประกอบกับการทำที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้ไม่นาน Negroni ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ครอบครัว Negroni มองเห็นช่องทางทำธุรกิจ จึงก่อตั้ง Negroni Distillerie ในเมืองเตรวิโซ (Treviso) แคว้นเวเนโต (Veneto) ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่มภายใต้ชื่อ Antico Negroni 1919

ท่านที่ชอบ Negroni ผมอยากแนะนำนำให้ทำ “เนโกรนี เอจจิ้ง” (Negroni Aging)ไว้ดื่มกันเปลี่ยนบรรยากาศ ซึ่งจะว่าไปแล้ว Negroni Aging ก็คือการนำการนำค็อกเทลไปบ่มนั่นเอง โดยการนำบ่มค็อกเทลไม่ใช่เทคนิคใหม่ หากแต่เป็นเทรนด์ที่กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง เทคนิคนี้ใช้หลักการ เดียวกับการนำของเหลวไปบ่มในถังไม้ หรือ บาเรล เอจจิ้ง (Barrel Aging) ซึ่งจะเหมาะกับค็อกเทลที่มีส่วนผสมทั้งหมดเป็นสปิริต ไม่มีส่วนผสมอื่นใดที่เน่าเสียได้ง่ายดาย

วิธีทำก็ไม่ยากนำ Negroni ไปใส่ในถังไม้และรอแอลกอฮอลล์ดึงสีและรสชาติจากไม้ออกมา เพื่อช่วยเสริมเติมแต่งรสชาติของค็อกเทลให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ออกซิไดซ์ เกิดรสชาติมันๆ หรือครีมมีคล้าย ๆ ถั่วหรืออัลมอนด์ นอกจากนั้นถังไม้ยังทำปฏิกิริยากับค็อกเทล ทำให้เกิดน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มรสชาตินุ่ม และเติมความกลมกล่อมให้กับส่วนผสมต่างๆ ด้วย

คุณสราวุฒิ ปิ่นเพชร (Sarawut Pinpech) หัวหน้าบาร์เทนเดอร์ของโรงแรมฯ ซึ่งเป็นบาร์เทนเดอร์ฝีมือระดับแนวหน้าของเมืองไทย ได้ทำ Negroni Aging ให้ผมดื่ม โดยเขาบอกว่าจะคอยชิม Negroni ที่บ่มในถังทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อดูว่ารสชาติเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วขนาดไหน เมื่อได้รสชาติตามต้องการแล้ว ค็อกเทลจะถูกถ่ายออกจากถังสู่ภาชนะที่ทำจากแก้วเพื่อหยุดกระบวนการบ่ม

หลังจากบ่มได้ที่แล้วเขาจะถ่ายหรือดีแคนท์ (Decant) Negroni ที่บ่มแล้ว ลงในขวดเพื่อง่ายต่อการเสิร์ฟ เวลาเสิร์ฟก็ตวงด้วยจิ๊กเกอร์ เทลงในแก้วผสมและคนกับน้ำแข็ง จากนั้นจึงถูกกรองผ่านลงแก้วค็อกเทล ก่อนเสิร์ฟจะมีการบีบเปลือกส้มเพื่อให้น้ำมันหอมระเหยฟุ้งอยู่เหนือแก้ว ประดับด้วยด้วยเปลือกส้มฝาน และพร้อมเสิร์ฟ..

การบ่มในถังไม้ไม่เพียงทำให้นิโกรนีมีรสชาติที่นุ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สัมผัสถึงค็อกเทลที่นุ่มละมุลอยู่ในปากและลำคออีกด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านค็อกเทลกล่าวไว้ดั่งนี้ จริงหรือไม่ต้องลองทำดูครับ !!