Get Adobe Flash player

”บารอน ฟิลิป เดอ ร็อธไชลด์” ตำนานแห่งไวน์ฝรั่งเศส โดย ธวัชชัย เทพพิทักษ์

Font Size:

ในจำนวนไวน์ชั้น 1 บัญชีเมด็อก 1855 ที่คนไทยรู้จักดีที่สุดน่าจะเป็น ชาโต มูตอง ร็อธส์ชิลด์ (Chateau Mouton Rothschild) ในบ้านเราวินเทจที่ไม่ค่อยดีหน่อยราคาก็เลขหลักห้าตัวต้นๆ แต่ถ้าวินเทจเยี่ยมๆ ก็เลขห้าหลักปลายๆ

          ตำนานของชาโต มูตอง ร็อธส์ชิลด์ ต้องย้อนไปในปี 1789 โดย เมเยอร์ อามส์เชล ร็อธส์ไชลด์ (Mayer Amschel Rothschild) พ่อค้าชาวเมืองแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) เยอรมนี ส่งลูกชาย 4 จาก 5 คน เดินทางไปตั้งหลักฐานในเมืองใหญ่ในยุโรปคือซาโลมอนไปเวียนนา,นาธานไปลอนดอน,คาร์ลไปเมเปิลส์ และเจมส์หรือจาค็อบไปปารีส ส่วนคนโตอยู่ที่บ้านเกิด เป็นที่มาของลูกธนู 5 ดอก บนฟลอยด์ หรือฉลากของไวน์ตระกูล “ร็อธส์ไชลด์” (Rothschild)

          นายนาธาเนียล (Nathaniel) ลูกชายของนายนาธาน (Nathan) หรือหลานปู่ของเมเยอร์ อามส์เชล เป็นคนแรกในตระกูลที่กระโจนสู่วังวนของเหล้าองุ่น ด้วยการซื้อชาโต บราน มูตอง (Chateau Brane Mouton) ที่ ต.ปูญาค (Pauillac) อ.เมด็อก (Medoc) เมืองบอร์กโดซ์ ในปี 1853 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ชาโต มูตอง ร็อธส์ชิลด์ (Chateau Mouton Rothschild)  

ประมาณ 15 ปีต่อมา นายเจมส์หรือจาค็อบ ลูกชายคนเล็กของตระกูล ที่มีศักดิ์เป็นอาของนายนาธาเนียล ไม่ยอมน้อยหน้าหลาน จึงไปซื้อชาโต ลาฟิต (Chateau Lafite) ในพื้นที่เดียวกัน โดยลาฟิตเป็นไวน์อยู่ชั้น 1 แล้ว แต่ชะรอยฟ้าจะไม่เป็นใจ เพราะเจมส์เสียชีวิตในปี 1868 ที่ซื้อชาโตนั่นเอง

ตอนที่นาธาเนียลก่อตั้งชาโต มูตองในปี 1853 นั้น ยังไม่มีการจัดอันดับไวน์ในเมด็อก อีก 2 ปีต่อมาคือ 1855 จึงมีการจัดอันดับเป็น 5 ชั้น และชาโต มูตองอยู่ในชั้น 2 กระทั่งถึงยุคของบารอน ฟิลิป เดอ ร็อธส์ไชลด์ ใช้เวลาต่อสู้ถึง 50 ปี จึงก้าวสู่ดวงดาว หลังจากเวลาผ่านไป 118 ปี นับจากที่มีการจัดอันดับไวน์เมด็อกในปี 1855 ในปี 1973 ชาโต มูตอง จึงได้รับการเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ชั้น 1 เทียบเคียงญาติสนิทชาโต ลาฟิต ที่สำคัญ “เป็นการเลื่อนชั้นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การจัดอันดับไวน์เมด็อก”

บารอน ฟิลิป หลานปู่ท่านนาธาเนียล นับเป็นตัวจริงเสียงจริงที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับชาโต มูตอง เขารับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ขณะที่วัย 20 ปีเท่านั้น จากหนุ่มนักซิ่งรถแข่งในนามจอร์จ ฟิลิป และพิสมัยศิลปะและโรงละครยุคใหม่ แทบไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ในทางบวกมาให้กับชาโต มูตองและวงการไวน์อย่างมากมาย

บารอน ฟิลิป เป็นคนแรกที่เขียนคำว่า “Mis en Bouteille au Chateau” ลงบนฉลากเพื่อย้ำว่าไวน์ถูกบรรจุขวดในที่เดียวกับแหล่งผลิต มิใช่ถูกบรรจุขวดในโกดังของพ่อค้า ทำให้ชาโตอื่นทำตามบ้าง นอกจากนั้นยังระบุจำนวนขวดทั้งขนาดปกติ ขนาดครึ่งขวดปกติและขวดแม็กนั่ม และที่สร้างความฮือฮาก็คือ การให้ศิลปินชื่อก้องโลกมาวาดภาพออกแบบฉลาก

แต่สิ่งที่ทำให้ชาโต มูตอง ประสบความสำเร็จก็คือ ศิลปะการปรุงไวน์สไตล์มูตองที่เรียกว่า “Assemblage” ซึ่งเก่าแก่พอๆ กับศิลปะการผลิตไวน์ โดยไวน์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกเป็นผลจากความชำนาญในการผสมพันธุ์องุ่นจากต่างถิ่นต่างแคว้น ถังบ่มไวน์ทุกถังมีคุณลักษณะเฉพาะตัว คุณภาพที่ออกมาเป็นการผสมผสานกลมกลืนของไวน์ที่เลือกแล้ว เมื่อเทียบกันปีต่อปีแล้ว ไวน์ในเครือ Baron Philippe de Rothschild จะมีคุณภาพคงที่เสมอ ไล่ตั้งแต่ Ch.Mouton Rothschild, Ch.Clerc Milon, Ch.d’Armaihac จนถึงไวน์ระดับเอโอซี Mouton Cadet และไวน์ที่ระบุเอโอซี ต่างๆ

โดยเฉพาะไวน์ Mouton Cadet และ Baron Philippe Collection ศิลปะการปรุงไวน์ดังกล่าว เป็นผลจากการเรียนรู้วิธีชิม ดม เลือก เฝ้าดู และฟังความคิดเห็นจากกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นับจากผู้ปลูกองุ่น ผู้ผลิตไวน์ จนถึงคณะกรรมการไวน์ ผู้คุมคลังไวน์ ผู้ชำนาญศาสตร์แห่งไวน์ ช่างเทคนิค และผู้ควบคุมคุณภาพที่ชิมตัวอย่างไวน์นับพันชนิดตลอดปี เพื่อให้ได้ไวน์คุณภาพดี

หลังจากท่านบารอนเสียชีวิตในปี 1988 ด้วยวัย 86 ปี บารอนเนส ฟิลิปปิน เดอ ร็อธส์ไชล์ด (Baroness Philippine de Rothschild) ลูกสาวคนเดียวของท่านก็รับหน้าที่ดูแลธุรกิจของครอบครัวต่อมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ชื่อบริษัท  Baron Philippe de Rothschild S.A.

กล่าวเฉพาะMouton Cadet ได้รับการยกย่องว่าเป็น....the world’s leading Bordeaux AOC wine...ปัจจุบันก้าวเข้ามาส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะด้านกีฬา เมื่อกลางปีที่แล้วสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟ European Tour หลายรายการ  ส่วนปีนี้จะเป็นสปอนเซอร์ Deloitte Ladies Open ในเดือนพฤษภาคม ตามด้วย KLM Open ในเดือนกันยายน เป็นต้น

ไวน์รุ่น “มูตอง กาเดต์” (Mouton Cadet) ประกอบด้วย

1.มูตอง กาเดต์ เรด (Mouton Cadet Red) ทำจาก Merlot 65 %,Cabernet Sauvignon 20 % และ Cabernet Franc 15 % บ่ม 6-10 เดือน  / 2.มูตอง กาเดต์ ไวท์ (Mouton Cadet White) ทำจาก Sauvignon Blanc 65%,Semillon30% และ Muscadelle 5% บ่ม 4 เดือน  / 3.เลอ โฮรเซ เดอ มูตอง กาเดต์ (Le Rosé de Mouton Cadet) ทำจาก Merlot 65%,Cabernet Franc 20% และ Cabernet Sauvignon 15% บ่ม 4 เดือน

          ส่วนรุ่น “รีเสิร์ฟ มูตอง กาเดต์” (Réserve Mouton Cadet) ประกอบด้วย

1.รีเสิร์ฟ มูตอง กาเดต์ เมด็อก (Réserve Mouton Cadet Médoc) ทำจาก Cabernet Sauvignon 50%,Merlot 45% และ Cabernet Franc 5% บ่ม 12 เดือน / 2.รีเสิร์ฟ มูตอง กาเดต์ แซงเตมิยอง (Réserve Mouton Cadet Saint-Émilion) ทำจาก Merlot 80% ,Cabernet Sauvignon 10% และ Cabernet Franc 10% บ่ม 12 เดือน / 3. รีเสิร์ฟ มูตอง กาเดต์ กราฟ รูจ (Réserve Mouton Cadet Graves Rouge) ทำจาก Cabernet Sauvignon 45%,Merlot 40% และ Cabernet Franc 15% บ่ม 12 เดือน / 4. รีเสิร์ฟ มูตอง กาเดต์ บลัง (Réserve Mouton Cadet Graves Blanc) ทำจาก Semillon 50%,Sauvignon Blanc 45% และ Muscadelle 5% บ่ม 4 เดือน / 5.รีเสิร์ฟ มูตอง กาเดต์ โซแตร์น (Réserve Mouton Cadet Sauternes) เป็นไวน์หวานที่ทำจาก Semillon 80%,Sauvignon Blanc 15% และ Muscadelle 5% บ่ม 20 เดือน

บริษัท แอมโบรส ไวน์ จำกัด (Ambrose Wine Co.,Ltd) จัดงานตอกย้ำความเป็นหนึ่งของไวน์ในเครือ Baron Phillipe de Rothschild เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ร้านอาหาร Neil's Tavern ซอยร่วมฤดี ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 1969 กระทั่งเป็นหนึ่งในตำนานร้านอาหารในเมืองไทย โดยเฉพาะประเภทสเต็ก ถูกที่ถูกทางจริง ๆ อย่างน้อยก็เป็นตำนานจาก 2 ซีกโลกระหว่างไวน์จากฝรั่งเศส กับร้านอาหารในเมืองไทย

สำหรับไวน์ที่เสิร์ฟในคืนนั้นนอกจากรุ่นที่ขายดีในตลาดโลกอย่าง  Le Rosé de Mouton Cadet 2008 / Mouton Cadet White 2011 และ Mouton Cadet Red 2009 ยังมีไวน์ตัวดัง ๆ ในเครือคือ

บาฮรอง ฟิลิป เดอ ร็อธชิลด์,บาฮรอง นาธาเนียล,ปูญาค 2006 (Baron Phillipe de Rothschild,Baron Nathaniel,Pauillac 2006) รุ่นนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Baron Nathaniel (1812 – 1870) บรรพบุรุษรุ่นทวดของตระกูลที่ซื้อกิจการชาโต ต่อจากนายธนาคารกรุงปารีสในปี 1853 ก่อนหน้าการจัดอันดับสุดยอดไวน์เมด็อก ปี 1855 เพียงสองปี และฉลากก็เป็นรูปของคุณทวดนั่นเอง เป็นไวน์ระดับ AOC Pauillac ทำจากกาแบร์เนต์ โซวีญยอง (Cabernet Sauvignon) 80 % แมร์โลต์ (Merlot) 10% และกาแบร์เนต์ ฟรอง (Cabernet Franc) 10% บางปีอาจจะมี Malbec และ Petit Verdot ผสมบ้าง....สีแดงเข้มปึ๊ก หอมกลิ่นผลไม้เปลือกดำสุก เช่น แบล็คเคอร์แรนท์ แบล็คเบอร์รี และเรดเบอร์รี กรีนเปปเปอร์ โอคหอมกรุ่น วานิลลา สไปซี หญ้าสด และเฮิร์บ แทนนินหนักแน่น จบยาวด้วยผลไม้สุกและเฮิร์บ

ชาโต แครซ์ มิลอง,ปูญาค,บอร์กโดซ์ 2006 (Chateau Clerc Milon,Pauillac,Bordeaux2006) คนไทยเรียกว่า “ไวน์ตุ๊กตาคู่” เป็นไวน์ชั้น 5 (5th Growth The Medoc Classification of 1855) ที่ท่านบาฮรอง ฟิลิป ได้มาในปี 1970 และอธิบายชาโตนี้ว่า  “a pretty estate in a high-quality terroir, currently in poor condition” วินเทจนี้ทำจาก  Cabernet Sauvignon  50% ,Merlot 44% และ Cabernet Franc 6%......สีแดงเข้มขอบม่วงนิด ๆ บ่งบอกให้รู้ว่าไวน์ต้องการเวลาอีกประมาณ 3-4 ปีที่จะสุกเปล่งปลั่งพร้อมดื่ม แต่ก็เริ่มโชยกลิ่นหอมของบผลไม้ เช่น แบล็คเบอร์รี แบล็กเชอร์รี แบล็คเคอร์แรนท์ และลูกเกด มิเนอรัล ยาสูบ สไปซี ควันไฟ ซีดาร์ และดอกไม้ แทนนินหนักแน่นแต่เริ่มกลมกล่อม จบยาวด้วยผลไม้และสไปซี

ชาโต มูตอง ร็อธส์ชีลด์,ปูญาค,บอร์กโดซ์ 2005 (Chateau Mouton Rothschild,Pauillac,Bordeaux 2005) : เป็นไฮไลท์ของค่ำคืนนั้น 2005 เป็นวินเทจที่ยอดเยี่ยม และออกแบบฉลากโดยจุยเซปเป เปโนเน (Giuseppe Penone) ปฎิมากรชาวอิตาเลียน Cabernet Sauvignon 85%, Merlot 14% ชูรสด้วย Cabernet Franc อีก 1 %....สีแดงเข้ม อบอวลด้วยกลิ่นผลไม้สุก เช่น แบล็คเบอร์รี แบล็คเคอร์แร้นท์ ราสพ์เบอร์รี และแคสซิส ยาสูบ ซีดาร์ เอิร์ธตี้ ไส้ดินสอ ควันไฟ กรีนเปปเปอร์ ชะเอมเทศ มิเนอรัล แทนนินหนักแน่นแต่เริ่มจะกลมกล่อม ฟูลบอดี้ และน่าจะสุกพร้อมดื่มในอีก 5-6 ปีข้างหน้า

"Wine, it is born, then it lives, but die it does not, in man it lives on."

 Baron Philippe ว่าไว้อย่างนั้น.