Get Adobe Flash player

พบชิ้นส่วนโบอิ้งในทะเล ห่างออสเตรเลีย 2.5กม.

Font Size:

ภาพดาวเทียม พบวัตถุขนาดใหญ่ 2 ชิ้น คาดเป็นเบาะแสโบอิ้ง ในตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ห่างออสเตรเลียทางตะวันตกเฉียงใต้ 25,000 กิโลเมตร

สถานีโทรทัศน์ เคทีแอลเอ ช่อง 5 ในนครลอสแอนเจลิส เสนอข่าวเบรกกิงนิวส์ ในช่วงข่าวปกติ เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสที่ 20 มีนาคม ระบุพบชิ้นส่วนที่คาดว่าเป็นชิ้นส่วนของโบอิ้ง ชิ้นใหญ่ มีความยาวถึง 79 ฟุต ในตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย  

ต่อมา สำนักข่าวต่างประเทศอ้างว่า รัฐบาลออสเตรเลียเปิดเผยการค้นพบวัตถุต้องสงสัยทั้งสองชิ้นนี้เมื่อวันพฤหัส โดยประเมินจากภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัทดิจิตอลโกลบของสหรัฐ ว่าวัตถุที่ลอยน้ำได้ชิ้นใหญ่สุดนั้นมีขนาดราว 24 เมตร ชิ้นเล็กขนาดยาวประมาณ 5 เมตร ภาพนี้ถ่ายได้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม จุดที่พบห่างจากชายฝั่งเมืองเพิร์ทของออสเตรเลียทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 2,500 กิโลเมตร หรือน่าจะเป็นจุดไกลสุดของเส้นทางบินลงใต้ที่เชื่อว่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ลำนี้จะบินไปถึง

    นับเป็นข่าวที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด หลังจากที่เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของมาเลเซียแอร์ไลนส์ที่หายไประหว่างการบินเมื่อเช้าวันที่ 8 มีนาคม โดยมีผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน

ฮิชัมมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีคมนาคมของมาเลเซียกล่าวว่า นี่คือเบาะแสที่น่าเชื่อถือในขณะนี้ แต่ยังมีงานหนักในการค้นหาวัตถุดังกล่าว

    ออสเตรเลีย หนึ่งในประเทศผู้ช่วยค้นหา ส่งเครื่องบิน 4 ลำออกทำการ ท่ามกลางฝนที่กระหน่ำลงมา และมีเมฆมากทำให้ทัศนวิสัยจำกัด โดยมีเรือพาณิชย์ "เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก" ของนอร์เวย์ ซึ่งเดินทางถึงพื้นที่ และเรือสำรวจ เอชเอ็มเอสเอคโค ของกองทัพเรืออังกฤษกำลังมาช่วยค้นหาด้วย จีนซึ่งมีพลเมืองอยู่ในเที่ยวบินนี้ 153 คนได้ส่งเรือตัดน้ำแข็งซื่อหลงออกเดินทางจากเพิร์ทมาช่วยด้วยอีกลำ

เจ้าหน้าที่ให้ความเห็นว่า แม้พบชิ้นส่วน แต่ยังต้องใช้เวลาหลายวันในการยืนยันว่าวัตถุนี้ใช่ชิ้นส่วนของเครื่องบินโบอิ้ง 777 หรือไม่ รัฐบาลมาเลเซียซึ่งได้เบาะแสผิดพลาดมาหลายครั้งกล่าวด้วยว่า การค้นในพื้นที่อื่นๆ ยังคงดำเนินต่อไป

ภาพถ่ายดาวเทียมวัตถุ 2 ชิ้นนี้เป็นเบาะแสที่เป็นชิ้นเป็นอันครั้งแรกนับตั้งแต่ปฏิบัติการค้นหาเที่ยวบินนี้ ขยายวงกว้างมากขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมาเลเซียได้ข้อสรุปว่า เครื่องบินถูกปิดระบบสื่อสารและจงใจเปลี่ยนเส้นทางการบินจากทะเลจีนใต้มุ่งสู่ทิศตะวันออก โดยสันนิษฐานเส้นทางการบินไว้ 2 ทางคือขึ้นเหนือจากตอนเหนือของไทยไปยังชายแดนคาซัคสถาน หรือลงใต้สู่มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ และการที่นายกรัฐมนตรีโทนี แอบบอต ของออสเตรเลีย เป็นผู้แถลงการค้นพบวัตถุนี้ต่อสภาด้วยตนเองเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ยิ่งเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ

จากขนาดของวัตถุอย่างน้อยชิ้นหนึ่ง มีความเป็นไปได้ที่อาจเป็นส่วนปีกของเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ ซึ่งมีความยาว 27 เมตร แต่เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียยอมรับว่าภาพถ่ายจากดาวเทียมนี้ไม่คมชัด หากวัตถุนี้เป็นชิ้นส่วนเครื่องบินจริง ขนาดที่ใหญ่แบบนี้บ่งชี้ว่าขณะที่ตกกระแทกนั้นเครื่องบินยังคงสภาพสมบูรณ์

เดวิด จอห์นสตัน รัฐมนตรีกลาโหมของออสเตรเลีย ชี้ด้วยว่า หลังถ่ายภาพนี้ได้เมื่อ 4 วันก่อนวัตถุนี้อาจลอยไปไกลจากจุดที่พบ ต่อมาสื่อออสเตรเลียรายงานว่า เขาคาดคะเนว่าน่าจะใช้เวลา 2-3 วัน กว่าจะได้ข้อสรุป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างเช่น กานเจียนปิง นักสมุทรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง เตือนว่า การค้นหาวัตถุในท้องทะเลห่างไกลแถบนั้นเป็นงานยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีคลื่นแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเคลื่อนที่เร็วถึง 1 เมตรต่อวินาที

เรือเอชเอ็มเอเอสซัคเซส ของกองทัพเรือออสเตรเลีย ซึ่งสามารถกู้ซากชิ้นส่วนได้ ยังอยู่ห่างไกลจากจุดดังกล่าวเป็นระยะเวลาเดินทางหลายวัน ส่วนการค้นหาด้วยเครื่องบินในพื้นนั้นยังมีข้อจำกัดที่ทำการบินไป-กลับได้ราว 6 ชั่วโมงเท่านั้น ออสเตรเลียได้ทิ้งทุ่นลอยหลายทุ่นเพื่อทำเครื่องหมายช่วยในการคำนวณตำแหน่งด้วย

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียได้ขอความช่วยเหลือจากสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ของสหรัฐในการกู้คืนข้อมูลจากเครื่องจำลองการบินของกัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์ แล้วหลังจากพบว่ามีไฟล์ส่วนหนึ่งถูกลบออกจากเครื่องเมื่อ 1 เดือนก่อน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งมีกำหนดจะเดินทางเยือนมาเลเซียเดือนหน้า กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาต้องการให้บรรดาครอบครัวผู้โดยสารที่กำลังรอคอยอย่างทุกข์ทรมาน รับรู้ว่ารัฐบาลสหรัฐถือว่าการไขปริศนาที่เกิดกับเที่ยวบินนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก.