Get Adobe Flash player

ชาวเอเซียน-แปซิฟิก รวมตัว รับร่างกม.ปฏิรูปอิมมิเกรชั่น

Font Size:

องค์กรท้องถิ่นจากชุมชนเอเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิก รวมตัวกันเพื่อตอบรับร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นจากวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสให้ความสำคัญกับครอบครัว

 

ลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย – เมื่อวันอังคารที่ 23 เมษายน  2556 ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย ระบุว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มสัมพันธมิตรองค์กรท้องถิ่น “Asian Pacific Islanders for Immigrant Rights and Empowerment” หรือ “API FIRE” ซึ่ง เป็นกลุ่มสัมพันธมิตรที่รวมตัวกันโดยองค์กรเพื่อชุมชนเอเซียนและหมู่เกาะ แปซิฟิก ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อให้สมาชิกชุมชนรับทราบความคืบหน้า และผลกระทบที่จะตามมาของร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นจากวุฒิสภาสหรัฐ อเมริกา

ถึงแม้ว่าขณะนี้กลุ่มสัมพันธมิตร API FIRE กำลัง ระดมกำลังนักกฎหมายและทนายความเพื่อวิเคราะห์ร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่น อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่สมาชิกขององค์กรท้องถิ่นหลายท่านได้ให้ความคิดเห็นเบื้องต้นแล้วว่าร่าง กฎหมายดังกล่าว จะมีผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนเอเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบข้อบังคับเรื่องการทำวีซ่าให้พี่น้อง และการห้ามมิให้ผู้ถือสัญชาติอเมริกันยื่นเรื่องขอสปอนเซอร์บุตรที่อายุ 31 ปีหรือมากกว่าและสมรสแล้ว

ซึ่ง ข้อห้ามนี้จะส่งผลให้หลายครอบครัวไม่สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ อีกหนึ่งเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งคือการที่ร่างกฎหมายนี้ไม่ให้สิทธิ สำหรับคู่รักร่วมเพศที่สมรสแล้ว ซึ่งแปลว่าคู่รักที่เป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนไม่สามารถสปอนเซอร์ให้คนรักจาก ต่างประเทศได้มาใช้ชีวิตด้วยกันในสหรัฐฯได้เหมือนคู่รักคู่อื่นๆ

ในขณะที่ร่างกฎหมายนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย กลุ่มสัมพันธมิตร API FIRE ได้ วางแผนงานเพื่อให้แน่ใจว่าสภาคองเกรสจะสนับสนุนร่างกฎหมายที่ให้ความสำคัญ กับชุมชนเอเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้น และจะไม่ทำให้สมาชิกครอบครัวต้องแยกกันอยู่คนละประเทศอีกต่อไป เพราะเยาวชนทุกคนคืออนาคตของสหรัฐอเมริกา และครอบครัวที่มั่นคงและสังคมที่ดีจะช่วยให้สหรัฐฯมีความก้าวหน้าทางสังคม และเศรษฐกิจต่อไป

สมาชิกกลุ่มสัมพันธมิตร API FIRE ได้เปิดคำแถลงต่อไปนี้:

“เมื่อ เกือบครึ่งของคนไทยในลอสแอนเจลิสอาศัยอยู่ในประเทศนี้โดยไม่มีสถานะที่ถูก ต้อง ร่างกฎหมายนี้จะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกยินดีที่ร่างกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับนี้ให้ความหวัง เรื่องการการเปลี่ยนสถานะคนเข้าเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมายและการแปลงสัญชาติ แต่บางส่วนของร่างกฎหมายนี้จะมีผลเสียต่อชุมชนไทยอย่างมาก เช่นการที่ต้องรอนานถึง 10 ปีเพื่อรับใบเขียว

ซึ่งเราทราบดีว่าไม่มีเหตุผลใดที่ส่งเสริมข้อกฎหมายนี้นอกจากการที่รัฐบาลต้องการให้เวลาเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา (ICE) ใน การจับกุมและเนรเทศคนต่างด้าวได้มากขึ้น เรายังตั้งข้อสงสัยด้วยว่าการที่กฎหมายกำหนดให้คนต่างด้าวที่มีใบเขียวอยู่ แล้วต้องรอนานถึง 13 ปีก่อนจะแปลงสัญชาติได้นั้นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่รัฐบาลทำเพื่อป้องกันมิให้คน ต่างด้าวรับสิทธิ์ในการลงคะแนนเลือกตั้ง และเป็นการป้องกันมิให้พวกเขาแสดงพลังเสียงและความต้องการของชุมชนคน ต่างด้าว” ชัญชนิษฐ์ มาร์เทอเรลล์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมชาวไทย (Thai CDC) กล่าว

“ถึง แม้ว่าเราจะรู้สึกมีกำลังใจที่ได้มีการปฏิรูปอิมมิเกรชั่นในปีนี้ แต่พวกเราทุกคนก็ทราบดีว่าผู้อพยพหรือผู้ย้ายถิ่นฐานจะประสบความสำเร็จใน สหรัฐฯได้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะครอบครัวของพวกเขา ทั้งการที่พวกเขาเปิดธุรกิจขนาดเล็กและช่วยกันบริหารงาน การช่วยกันดูแลเลี้ยงดูบุตรหลาน การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมและประสบความเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน” Stewart Kwoh ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายเอเซียนแปซิฟิกอเมริกัน (Asian Pacific American Legal Center หรือ APALC) กล่าว

“การริดรอนสิทธิของพลเมืองอเมริกันในการสปอนเซอร์พี่น้องจากต่างประเทศที่มีอายุเกิน 31 ปี และแต่งงานแล้ว เป็นการทำให้ครอบครัวไม่ได้พบกัน ต้องแยกกันอยู่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม เพราะสังคมของสหรัฐฯจะดีขึ้นได้หากครอบครัวรวมกันเป็นปึกแผ่น นอกจากนี้แล้วการทำให้ครอบครัวต้องพลัดพรากกันจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของ ชุมชนต่างๆ เพราะครอบครัวคนต่างด้าวหลายครอบครัวเปิดกิจการและบริหารงานโดยสมาชิกในครอบ ครัวของตนเอง

ถ้า หากครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้า ก็จะมีผลต่อความสามารถในการบริหารธุรกิจและความก้าวหน้าของนวัตกรรมด้าน ต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เพราะประวัติของสหรัฐฯได้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศได้ก้าวหน้ามาจนถึงทุก วันนี้เพราะความคิดที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นตลอดเวลา เราขอเรียกร้องให้สภาคองเกรสเห็นความสำคัญของครอบครัวและเศรษฐกิจระหว่างที่ กำลังพิจารณาร่างกฎหมายนี้ และขอให้สภาคองเกรสคำนึงถึงความแข็งแกร่งของระบบอิมมิเกรชั่นเพื่อครอบครัว และเพื่อเศรษฐกิจ”

“ใน ขณะที่เราพยายามเรียกร้องให้คองเกรสปรับปรุงร่างกฎหมายในระหว่างการพิจารณา เราก็จะพยายามเรียกร้องให้คองเกรสปรับเปลี่ยนร่างกฎหมายเพื่อเพิ่มข้อบังคับ ในการรับฟังเสียงจากประชาชนในชุมชนต่างๆมากขึ้นด้วย เพราะเสียงของประชาชนมีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตย และเป็นส่วนสำคัญในการร่างกฎหมายต่างๆ” Dae Joong Yoon ผู้อำนวยการศูนย์ Korean Resource Center หรือ KRC กล่าวเสริม

“ชุมชนเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ (LGBTQ) ได้ รับการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการเป็นพลเมืองอเมริกันหรือการถือสัญชาติ อเมริกันมีความหมายต่อพวกเขาน้อยกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับที่การสมรสของคนเพศเดียวกันไม่ได้รับความเสมอภาคและความ ยุติธรรมจากรัฐบาลกลาง” Eileen Ma ผู้อำนวยการศูนย์ API Equality-LA กล่าว

“ใน ฐานะตัวแทนชุมชนเอเซียนที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว เรามีความเชื่อว่าครอบครัวทุกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคู่รักร่วมเพศหรือไม่ ควรได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตด้วยกัน และกฎหมายอิมมิเกรชั่นควรปฏิบัติต่อครอบครัวอย่างเท่าเทียมกัน ศูนย์ API Equality-LA ขอเรียนต่อท่านวุฒิสมาชิก Dianne Feinstein และวุฒิสมาชิกท่านอื่นๆใน Senate Judiciary Committee ขอให้ทุกท่านแก้ไขข้อบกพร่องของร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยการคำนึงถึงครอบครัวคู่รักร่วมเพศให้มีสิทธิเท่าเทียมกับครอบครัวอื่นๆ”

“ผู้ บัญญัติกฎหมายในกรุงวอชิงตันดีซีได้เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของการปรับ เปลี่ยนกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของสหรัฐฯมากขึ้น แล้ว” Shiu-Ming Cheer ทนายความอิมมิเกรชั่นจาก National Immigration Law Center กล่าวเสริม “แต่ มันก็ขึ้นอยู่กับพลังของประชาชนอย่างพวกเราที่จะทำให้ผู้แทนในรัฐบาลรับทราบ ถึงความต้องการของชุมชนเราด้วย เราจะต้องต่อสู่ความอยุติธรรมและความพยายามของนักกฎหมายบางรายที่ต้องการทำ ให้ครอบครัวชาวเอเซียนต้องพรากจากกันและต้องการทำให้การแปลงสัญชาติของเรา เป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้เราจะต้องต่อสู้ระบบอิมมิเกรชั่นที่เน้นการกักขังและเนรเทศคน ต่างด้าว”

“คนฟิลิปปินส์มากกว่า 1 ล้านคนในสหรัฐฯอาศัยอยู่ในประเทศนี้โดยไม่มีสถานะที่ถูกต้อง และส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อการเอารัดเอาเปรียบโดยนายจ้าง” Cynthia Buiza กรรมการบอร์ด Filipino Migrant Center (FMC) กล่าว “ถึงแม้ว่า ณ จุดนี้เรายังอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ร่างกฎหมาย แต่ Filipino Migrant Center ขอยกย่องความพยายามในการทำงานของวุฒิสมาชิกทั้งแปดท่าน หรือที่สื่อมวลชนสหรัฐฯให้ฉายาว่า ‘Gang of Eight’ 

นอกจากนี้ FMC ขอยกย่องการทำงานขององค์กรเพื่อแรงงานและคนต่างด้าวทุกองค์กรทั่วประเทศ ที่ได้มีส่วนในการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับนี้ FMC ขอ แรงสนับสนุนจากสมาชิกชุมชนฟิลิปปินส์ทุกท่าน ขอให้ท่านแสดงพลังเสียงไปยังผู้บัญญัติกฎหมายในกรุงวอชิงตันดีซี เพื่อให้พวกเขารับทราบถึงความต้องการของชุมชนเรา เราต้องการกฎหมายที่คำนึงถึงครอบครัว มีความยุติธรรม และปกป้องสถาบันครอบครัวทุกเชื้อชาติ”

“พวก เราทราบดีจากประวัติของรัฐแคลิฟอร์เนียว่าการรวมคนทุกเชื้อชาติให้เป็นส่วน หนึ่งของสังคมจะต้องได้รับการสนับสนุนมากกว่าการแบ่งแยกและการกีดกันซึ่งจะ ส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม” Reshma Shamasunder ผู้อำนวยการศูนย์ California Immigrant Policy Center (CIPC) กล่าว “เมื่อ เราเทียบร่างกฎหมายฉบับนี้กับหลักการที่สหรัฐฯยึดมั่นตามประวัติศาสตร์ของ ประเทศที่เชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ร่างกฎหมายอิมมิเกรชั่นนี้มีความบกพร่องหลายข้อ

การปฏิรูปที่ครอบคลุมทุกปัญหาจะต้องคำนึงถึงคนต่างด้าวกว่า 11 ล้านคน ที่ควรได้รับสิทธิในการมีสถานะที่ถูกต้อง จะต้องระงับการเนรเทศที่เป็นการทำให้ครอบครัวพลัดพรากจากกัน จะต้องให้ความสำคัญกับระบบอิมมิเกรชั่นเพื่อครอบครัวและเพื่อเศรษฐกิจโดยรวม และจะต้องให้ความเสมอภาคกับครอบครัวที่เป็นคู่รักร่วมเพศ นอกจากนี้การปฏิรูปกฎหมายควรคำนึงถึงข้อบังคับที่นายจ้างจะต้องตรวจสถานะคน เข้าเมืองของลูกจ้างทุกคน ทั้งๆที่ระบบ ‘E-Verify’ เป็นระบบที่มีข้อบกพร่องหลายข้อ และอาจส่งผลให้คนงานกว่า 90,000 คนในรัฐแคลิฟอร์เนียถูกไล่ออกจากงานได้ และหากจะนับคนงานในรัฐอื่นๆทั่วสหรัฐฯ ตัวเลขจะสูงมากถึงหลักล้านอย่างแน่นอน”.