Get Adobe Flash player

รณรงค์ให้เอเชียนอเมริกัน ระวังเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

Font Size:

เตือนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อันตราย พบคนเอเชียนอเมริกัน ติดเชื้ออัตราสูงถึง 50% ในขณะที่ทั่วโลกมีผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสบี มากกว่าสองพันล้านคน ประชากรไม่ต่ำกว่า 378 ล้านคน เป็นพาหะของเชื้อไวรัสนี้ ยังระบุว่าร้อยละ 75 ของผู้ที่เป็นพาหะ มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปเอเชีย

“เสรีชัย” เป็นหนึ่งในเอเชียนมีเดียที่ได้รับเชิญโดย อะพาร์ทเนอร์ชิพ อินซ์ (APartnership, Inc.) ให้ไปร่วมฟังบรรยายเกี่ยวกับความสำคัญของเชื้อไวรัสตับอับเสบบี (Hepatitis B) กับชนชาติเอเชียนอเมริกัน ในหัวข้อ B Smart Now เพื่อรนณรงค์ให้คนเอเชียนอเมริกัน หันมาเห็นความสำคัญกับเชื้อไวรัสตัวนี้ที่ชาวเอเชียนในสหรัฐฯเป็นในอัตราสูงถึง 50% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่ในสหรัฐมีชาวเอเชียนอาศัยอยู่เพียง 5% จากประชากรทั้งหมด และจากสถิติยอดผู้ป่วย 14% เป็นชาวจีน, 14% เป็นชาวเวียดนาม, 6% เป็นชาวเกาหลี ส่วนที่เหลือเป็นชาวเอเชียชาติอื่นๆ 

การบรรยายครั้งนี้สนับสนุนโดย Gilead โดยมีคณะแพทย์ชาวเอเชีย และเจ้าหน้าที่ศูนย์สุขภาพหลายแห่ง และผู้ป่วยเข้าร่วม ผู้มาให้ความรู้ชุดแรกได้แก่Paul Chang, MD, Tse-Ling Fong, MD & Thai-Van X. Nguyen, MD และชุดที่สอง Becky Nguyen, Vietnamese American Cancer Foundation, Carol Wang, Herald Cancer Assoc., Nina Le, Viet Bao และ Tuan Mai, ผู้ป่วยhepatitis B มาฟังการสรุปคร่าวๆจากทั้งสองแพเนล ดังนี้ :

ทั่วโลกมีผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus: HBV) มากกว่า 2,000 ล้านคน ในขณะที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 378 ล้านคน (หรือเท่ากับร้อยละ 6 ของประชากร โลก) เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าร้อยละ 75 ของผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนความผิดปกติของตับเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นอกจากเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ยังอาจพบโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ และโรคตับอักเสบเฉียบพลันได้  โรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือด

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการดำเนินของโรคตับอักเสบเรื้อรังไปเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้แก่ จำนวนของไวรัสตับอักเสบบีที่มาก เอนไซม์ตับขึ้นสูง  ในอดีตผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมักได้รับเชื้อจากมารดา ในขณะที่คลอดลูก ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิดมักมีระยะของโรคอยู่ในระยะภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน ซึ่งในระยะนี้จะพบจำนวนไวรัสสูงมาก โดยที่เอนไซม์ตับปกติ และมีแอนติเจนของ HBe เป็นบวก เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระยะภูมิคุ้มกันแข็งแรง เอนไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การลดลงของจำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และมีการเปลี่ยนแปลงของแอนติเจน HBe ไปเป็นแอนติบอดี้ของ HBe เข้าสู่ระยะพาหะที่โรคสงบ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้มักมีเอนไซม์ตับปกติ จำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่ำมากหรือตรวจไม่พบ และมีแอนติบอดี้ของ HBe แต่บางครั้งระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาจเกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ได้ ทำให้ตับกลับมามีการอักเสบรุนแรงได้อีก พยาธิสภาพของตับที่อักเสบรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะทำให้กลายเป็นตับแข็งได้สูง

ข้อพิจารณาว่าใครควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ จำนวนไวรัส ระดับเอนไซม์ตับ และโรคร่วมที่มีอยู่ ผู้ที่ยังไม่ควรได้รับการรักษาได้แก่ ผู้ที่อยู่ในระยะที่ 1 หรือระยะภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนอง เนื่องจากการรักษาแล้วมักไม่ได้ผล ตับระยะนี้มักมีการอักเสบน้อยและมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคตับแข็งได้น้อย การที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในระยะนี้ ไม่ควรได้รับการรักษาเนื่องจากร่างกายยังขาดการตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรักษาตลอดไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการติดตามเป็นระยะ ๆ เพื่อรอดูเวลาที่เหมาะสมของการเริ่มรักษา เช่น เมื่อโรคมีการเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 เข้าสู่ระยะที่ 2 แต่ถ้าผู้นั้นมีอายุ 40 ปีขึ้นไปและมีจำนวนเชื้อไวรัสสูงมาก แต่ระดับเอนไซม์ตับปกติหรือไม่สูงมาก ควรได้รับการเจาะตับ เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพของเนื้อตับโดยละเอียด ถ้ามีความรุนแรงของโรคมากพอ ก็ควรรักษาด้วยยาต้านไวรัส  การป้องกันหรือหยุดยั้งการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ เป็นเป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี เมื่อจำนวนของไวรัสลดลง ระดับเอนไซม์ตับกลับมาปกติ และพยาธิสภาพของตับดีขึ้น ปัจจุบันมียาที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา

ในการดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด เมื่อท่านพบแพทย์ประจำปี เพื่อตรวจสุขภาพและการป้องกันแต่เนิ่นๆด้วยการฉีดวัคฉีน เพราะถ้าท่านติดเชื้อไวรัสแล้วจะไม่โชว์อาการทันทีเหมือนโรคอื่นๆจนกระทั่งท่านมีปัญหากับโรคตับรุนแรงแล้ว  ถ้ามาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีทีหลัง ก็จะไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่มีประโยชน์อะไร

ท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ : www.HepBsmart.com Toll Free 1-800-445-3235, www.HepBUnited.org Tel. 215-489-4900, Centers for Disease Control & Prevention, Hepatitis Division www.cdc.gov/hepatitis/index.htm Toll Free 1-800-CDC-INFO, American Liver Foundation www.liverfoundation.org Toll Free 1-800-GO-LIVER

(บุญญลักษณ์ เจริญกิจการ รายงาน)