Get Adobe Flash player

การอ่าน- การเรียน-การสอนกับผลลัพธ์ โดย... พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

Font Size:

ระยะนี้มีข่าวคราวหนาหูทางเมืองไทยเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมกิจกรรมการอ่าน โดยเฉพาะโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมาก(กทม.ใช้เงินกว่า200 ล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งการรับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก ใช้งบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการเมืองหนังสือโลก จนถึงปี 2556 ทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท  มีการสร้างหอสมุดกทม.ใช้เงินร่วม 640 ล้านบาทแล้ว และล่าสุดคือการจัดงาน"อ่านกันสนั่นเมือง"ช่วงวันที่ 21-23 เม.ย. ที่ผ่านมา ใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท และเฉพาะนิทรรศการ 35 ปีซีไรต์ ใช้งบไปถึง 12 ล้านบาท) 

โครงการของกทม.ประสบผลสำเร็จหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าเขาประเมินกันอย่างไร แต่ที่ทราบ คือ เวลานี้คนไทยยังมีปัญหาการอ่านหนังสือน้อยเหมือนเดิม และดูเหมือนจะสถานการณ์จะแย่มากไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ อันเนื่องมาจากการฝักใฝ่ต่อระบบสื่อสมัยใหม่ คอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆ รวมถึงโทรศัพท์มือ หนังสือสำหรับเยาวชนหรือคนไทยโดยทั่วไปจึงไกลมือไกลตาออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

เปรียบเทียบกิจกรรมการอ่านของคนอเมริกันจากจำนวนการขายหนังสือในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเหมารวม อีบุ๊คไว้ด้วยนั้น จะเห็นว่ากิจกรรมการอ่านของอเมริกันคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะสื่ออิเลคทรอนิกส์ ที่มีบทบาทมากยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้คนอเมริกันให้ความสำคัญกับการอ่านอีบุ๊คมากขึ้นกว่าเดิม นอกเหนือไปจากแต่ละปีที่สำนักพิมพ์และเอกชนต่างๆ ในอเมริกาผลิตหนังสือออกมากว่า 3 แสนเล่มต่อปี  โดยรูปแบบการขายหนังสือผ่านระบบอีคอมเมิร์ชได้รับความนิยมมากที่สุด ทำให้หนังสือที่มีมาแต่เดิมต้องล้มหายตายจากไปบ้าง   ที่เหลืออยู่ก็ประคับประคองเปลี่ยนรูปแบบการขายไปเป็นระบบอีคอมเมิร์ช  เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกหนังสือได้จากบ้านหรือที่ไหนก็ได้

รัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐหรือเมืองต่างๆ ได้ให้บริการห้องสมุดอย่างทั่วถึง  ต้องยอมรับผมได้รับอานิสงฆ์ จากการเข้าห้องสมุดของ(คลาร์ก)เคาน์ตี้ (เนวาดา) อย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  จากการสังเกตรัฐบาลท้องถิ่นอเมริกันเหล่านี้ไม่มีการรณรงค์เรื่องการอ่านแต่อย่างใด  เพียงแต่ห้องสมุดจะจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือเป็นระยะๆ เช่น เชิญนักเขียน มาบรรยาย เล่าประสบการณ์ ไม่ก็ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาท้องถิ่นจัดกิจกรรมเชิงความรู้ร่วมกัน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวให้ความสนุกสนานหลากวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ไปตลอดถึงผู้สูงอายุ

ส่วนบรรยกาศการอ่านของคนอเมริกันนั้น แม้ว่าทุกวันนี้อีบุ๊คจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่เราสามารถเห็นภาพคนอเมริกันอ่านหนังสือตามที่ต่างๆ เช่น ในสวนสาธารณะ  ในรถเมล์ รถประจำทาง กันอยู่ อย่างที่มันเป็นวัฒนธรรมอเมริกันมานานในช่วงเวลาหลายปี  การอ่านไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องบ่อเกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย แต่การอ่านเป็นทักษะอย่างหนึ่งของความเป็นคนธรรมดาของอเมริกัน ซึ่งถูกพัฒนาร่วมกับการเรียนและการสอนทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา

การอ่านจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวในความเป็นนิสสัย หรือวิถีอเมริกัน สูตรการใช้ “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” มีมานานหลายทศวรรษล้ว

ว่าไปแล้วการเรียนแบบอเมริกัน ไม่ใช่การเรียนจากกระดาษ(หนังสือ) แต่เป็นการพัฒนาทักษะการเรียนจากของจริง หรือจากชีวิตจริง เช่น เด็กนักเรียนที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์จะถูกนำออกไปนอกห้องเรียน เพื่อเรียนจากธรรมชาติอันเป็นข้อเท็จจริง ดวงอาทิตย์ กระแสลม แสงแดด(ความร้อน)  ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือได้ทั้งนั้น ต่างจากระบบการเรียนการสอนแบบกลัวแสงแดดในบางประเทศ สรรพวิทยาการล้วนแต่อยู่ในธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์เพียวๆ หรือวิทยาศาสตร์สังคมก็ตาม

ปรัชญาการศึกษาของอเมริกัน จึงยังยึดแนวปรัชญาการศึกษาแบบเดิม เหมือนดังที่ ธอมัส เจฟเฟอร์สัน กล่าวไว้ว่า การศึกษาเป็นการเปิดโอกาสแห่งความสำเร็จสำหรับผู้เรียน โดยปราศจากการครอบงำของพ่อแม่ของผู้เรียนเอง (“the ideal of offering all children the opportunity to succeed, regardless of who their parents happen to be” Hirsch, 2006, p 30) คือ มองการศึกษาเลยไปจากการวางเชิงผลลัพธ์ของการศึกษา แน่นอนว่ามันเป็นการศึกษาที่มุ่งผลเชิงเสรีภาพของผลผลิตของการศึกษา  ดังนั้น ไม่ว่าผลลัพธ์ของการศึกษาจะออกมาอย่างไรก็ตาม รัฐหรือพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนนักศึกษาต้องยอมรับ

ในเรื่องเดียวกันนี้ นีล โพสต์แมน (Neil Postman) บอกว่า การให้การศึกษาของรัฐ คือ การยกระดับเอกลักษณ์ของความเป็นปัจเจกชนให้โดดเด่นขึ้น (โดยผลลัพธ์ไม่จำเป็นต้องออกมาเหมือนกัน) เพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์ (“The purpose of public education is to help the young transcend individual identity by finding inspiration in the story of humanity” (Postman, 1995, p 171)

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร ?

หมายความว่า การศึกษาและวิถีประชา  เป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ การจัดการศึกษาแบบไม่ควบคุมผลลัพธ์ จะเป็นไปไม่ได้เลยในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือในประเทศที่ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์  

นั่นคือ มีคนบางกลุ่มหวาดกลัวผลลัพธ์จากการให้เสรีภาพในแง่ผลลัพธ์ทางการศึกษา หากว่า กระบวนการจัดการการศึกษาเป็น In-put แบบเสรี ซึ่งส่งผลต่อระบบการเรียนการสอน ก่อให้เกิดการเรียนการสอนแบบ “ควบคุมผลลัพธ์(Out-put)”  แล้วไยจะพูดถึงการสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้น

การไม่ควบคุมการออกมาของผลลัพธ์ของสถาบันการศึกษาในอเมริกา การแย้งสวนของผู้เรียนกับอาจารย์ผู้สอน และการยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ จากการเรียนการสอน จึงทำให้สถาบันศึกษาในอเมริกาผลิตนักเรียนนักศึกษาออกมาอีกแบบหนึ่งเชิงการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่อยู่เรื่อยๆ มากกว่าการคัดลอกข้อมูลเก่าเอามายำใหม่ โดยรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ที่สำคัญการศึกษาแบบเปิดเสรีนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เรียนรู้ชีวิตจริงด้วย ไม่ใช่ผู้เรียนนั่งเรียนอยู่บนหอคอยตามแบบของชนชั้นกลาง 

โดยในช่วงหลังพบว่า มีนักศึกษาอเมริกันจำนวนไม่น้อยออกไปใช้ชีวิตทำงานเป็นอาสาสมัครในประเทศ หรือในถิ่นที่ตนเองไม่เคยอาศัยหรือคุ้นเคยมาก่อน  นอกเหนือไปจากกิจกรรมการเรียนในห้องเรียน

การอ่านนั้น จัดเป็นต้นทางของการเรียนรู้ เป็นวิธีการนำมาซึ่งองค์ความรู้ ความหมายของกรอ่านไม่ได้มีแค่อ่านเพื่อสอบเอาคะแนนให้มากที่สุดเหมือนที่เป็นกันอยู่จากค่านิยมในระบบการศึกษาไทย แต่การอ่านควรเพื่อยกระดับผลลัพธ์ ที่ผูกพันธ์ไปถึงชีวิต ไม่ใช่ชีวิตในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

อย่างน้อย นักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็สามารถรู้จักว่า “ฮิตเลอร์” เป็นใครมากกว่า ความมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้นำและสัญลักษณ์ของพรรคนาซีในเยอรมัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความรู้ในห้องเรียนแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อการสอบให้ได้คะแนนจากอาจารย์นั้นไม่เพียงพอ เหมือนกับการมุ่งการเรียนไปในแนวอาชีพอย่างเดียว แต่ละทิ้งปรัชญาการศึกษาชีวิตที่เสมือนน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้การศึกษาไทยมีลักษณะแห่งการ(รอ)รับความรู้ มากกว่าการนำเสนอความรู้อื่นและนำเสนอความรู้ใหมที่มาจากการขวนขวายแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง

การอ่าน ถือเป็นการเปิดโลกทรรศน์ ส่วนการเรียนและการสอน เป็นกิจกรรมผนึกรวมเข้าไป ก่อให้เกิดองค์ความรู้ทั้งเก่าและใหม่ ผู้จัดการการศึกษา อย่างเช่นรัฐ  ไม่ควรหวังผลลัพธ์จากกิจกรรมเหล่านี้ เพราะหากผู้จัดการการศึกษาหวังผล องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นองค์ความรู้ที่เบี่ยงเบน กลายเป็นมายาศาสตร์ทางการศึกษา การส่งเสริมการอ่านที่ดี จึงควรมองให้ตลอดกระบวนการ

ส่วนหนึ่งของสารัตถะของการอ่าน การเรียนและการสอน  คือ ผลลัพธ์ที่ได้ หากผลลัพธ์ที่ได้ยังอยู่ในกรอบเดิมๆที่รัฐ/สังคมกำหนดหรือวางไว้แล้ว การอ่าน การเรียนและการสอนก็ไร้ความหมาย.