Get Adobe Flash player

อริยสัจ 4 โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

ขอคารวะแก่นักปฏิบัติธรรมทุกท่าน เพราะผู้ที่จะได้ชื่อเช่นนี้ต้องเล็งเห็นแล้ว อันเป็นผลจากการปฏิบัติธรรม เขาจะเสียสละเวลาอันเป็นส่วนตัว เขาจะเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวการบริจาคทาน เขาจะเสียสละความสุขส่วนตัว ซึ่งแต่ก่อนมีแต่กิเลสลากไปพาไป พระตถาคตถึงกับเสียสละตรอบครัวบริจาคทาน เพื่อให้ได้มาซึ่งมรรคผลนิพพาน คำว่าสั่งสมบุญบารมี คำว่าวาสนาดี คำว่าบุญฤทธิ์ คำว่าโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหัตผล คำว่าวิมุตติสุข คำว่าสง่าผ่าเผย อำนาจวาสนา ทั้งหมดนี้ ได้มาจากคำๆ เดียว คือคำว่า “ธรรม” คำนี้มีแต่ Give แต่คำว่ากิเลสมีแต่ Take เราทำงานในทางโลก บางทีทำให้ตายไม่เคยเห็นผล กับทำให้ทุกข์ทั้งทางกายกับใจ แต่พอมาทำงานทาง “ธรรม” ผลดีจะปรากฏให้เห็น เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทางจิต ที่สงบร่มเย็น ทุกข์ที่เคยมีเริ่มคลาย จากนั้น อำนาจของศีล สมาธิ ปัญญา จะทำให้ความสำเร็จก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามมา รวมอัศจรรย์ทางจิตที่จะบันดาลให้ชีวิตมีแต่ “ขึ้น” ผลของธรรมสัมผัสกันได้เลย ปัญหามีอยู่ว่าพวกเราไม่เคยเลยที่จะมีเวลาให้ “ธรรม” มองเห็นธรรมเป็นทุกข์กันไปเสียหมด กับมองเห็นทุกข์เป็น ธรรม แล้วปล่อยให้กายกับใจไปทางกิเลส ซึ่งเรียกมันว่า “สุข” แทน มันเป็นเช่นนี้มาทุกชาติทุกภพ จึงไม่เคยได้รู้ได้เห็น ได้เป็นเลยว่า “ธรรม” เป็นอย่างไร ผลดีแค่ไหน อยู่ที่ไหน เริ่มตรงไหน เออ...หนอ ทำอย่างไรจะได้ธรรม

ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าผู้เสียสละ และนักปฏิบัตินั้น ตราหน้าได้เลย เขาจะไม่ตื่นนอนกัน 6 โมงเช้า แน๊ะๆๆๆ เขาว่ากันด้วยตัวเลข 2 ตัวนี้ คือ ตี 3 หรือตี 4 แม้มีงานประจำต้องทำทุกวันก็ตาม เขาจะตื่นก่อนล่วงหน้าเพื่อได้มีเวลาให้ธรรมก่อน แล้วงานเขาจะราบรื่นทั้งวัน มีแต่ธรรมจัดสรร ดังคำที่ว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม” เท่านั้น เพราะเขาย่อมเล็งเห็นแล้วว่า จิตใจของเวไนยสัตว์ทุกตัวตนในโลกนี้จะหาคำว่า “สุข” ไม่ได้เลย ต่างดีดดิ้น ปากกัดตีนถีบเอาชีวิตรอดกันผิดทางทุกชีวิต โดยให้กิเลสพาไป เมื่อปล่อยกายปล่อยใจให้กิเลสครอบงำมันก็ทุกข์ ทั้งกายและใจ เขาเล็งเห็นแล้วว่า การจะรื้อถอนทุกข์นั้นออกจากใจ การทำลายกิเลสให้ได้นั้น ทางเดียวเท่านั้น คือ “ธรรม” อันเป็นมรดกชิ้นเดียวที่ล้ำค่าเลิศแล้วประเสริฐสุดที่พระตถาคตท่านทิ้งไว้ให้ ถึงกับพูดว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” เพราะผู้ที่จะเห็นธรรมกันจริงๆ มีไม่กี่คน ส่วนมากตาบอดมืดมิดไปด้วยอำนาจแห่งกิเลสมันจึงทุกข์กัน เราสามารถปฏิบัติธรรมกันควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตทางโลก เพราะธรรมคือชีวิตประจำวัน ธรรมก็คือธรรมชาติ ก่อนที่จะดับกิเลสดับทุกข์ให้ได้ เราต้องรู้ก่อนว่าทุกข์มันอยู่ที่ไหน มันคืออะไร มันมาอย่างไร ต้องรู้ที่มาที่ไปของมันอย่างละเอียดกันก่อน รับประกันได้เลยว่า ผู้ร่วมโลกใบนี้ มีแต่ทุกข์กันทุกคนที่เก่งกันมากในการแสวงหาทุกข์ แต่พอถึงวิธีดับทุกข์ ตาบอด กันทุกคน จึงมีคำกล่าวกันว่า “ถ้าไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม แม้บางรายเห็นทุกข์แล้ว ยังไม่เห็นธรรมก็มี

หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล ที่จ.อุดรธานี เรารักเคารพท่านสุดใจขาดดิ้น วันนั้นผ่านหน้าวัดท่าน รูปท่านสูงตระหง่าน ยืนอยู่หน้าวัด ใบหน้าท่านเปี่ยมไปด้วยเมตตา มองมายังสัตว์ผู้ยาก เราขนลุกซู่ชูชัน อยากเข้าไปกราบ แต่บุญวาสนายังไม่ถึง จึงอธิษฐานจิตว่า ขอให้ลูกได้มากราบ แล้วก็ได้มากราบกับทำบุญกับวัดของหลวงปู่จริงๆ หลวงปู่ขาว ประวัติของท่านได้สอนเวไนยสัตว์ ซึ้งถึงคำว่า ไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรมโดยแท้ ขอน้อมนำมาเป็นตัวอย่าง เพราะเขายังถ่ายทอดประวัติหลวงปู่กันในรายการสอนธรรมทางวิทยุได้ หลวงปู่ขาวท่าน Losses someone and gain someone คือสูญเสียคนไปหนึ่งคน แต่พบอีกหนึ่งแทน ท่านทุกข์มากจนเกือบตัดสินใจผิดด้วยกิเลสจะลากพาท่านไป เมื่อคู่ครองของท่านไปมีชายอื่น ท่านเล่าว่า ท่านเกือบฆ่าทั้ง 2 คนด้วยว่าแค้น กำลังจะทำ แต่มีเสียงแห่ง “ธรรม” ดังขึ้นในดวงจิตของท่าน จึงหยุดท่านได้ ท่านทุกข์มาก ทุกข์จากศีลข้อที่ 3 ที่ถูกช่วงชิง ท่านเลยตั้งปฏิปทาแล้วพูดให้ได้ยินกันหมดว่า จะเอาดีในผ้าเหลือง ตายในผ้าเหลืองให้ได้ หลังจากบวช ท่านก็เข้าป่ามุ่งหน้าไปทางนครพนม แล้วตามหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น ท่านร้อนมากจากทุกข์อันนี้ ท่านหนีเข้าพึ่ง “ธรรม” พระอรหันตธาตุของท่านเป็นสีแดง ซึ่งเรามีเยอะมาก รักท่านบูชาท่านพอๆ กับพระ อาจารย์มั่นเลย เพราะใบหน้าท่าน เย็นมากด้วยเมตตาบารมี สหธรรมมิกของท่านคือหลวงปู่ ชอบ กับหลวงปู่แหวน

อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีดังนี้ ตัวที่จะทำงานก่อนคือสมุทัย ขอให้นักปฏิบัติใหม่จำกันให้ดี  สำหรับนักปฏิบัตินั้น ถ้าข้ามอริยสัจจ 4 ไปไม่ได้ จิต จะไม่มีทางบริสุทธิ์ได้เลย หลวงปู่ชอบ  ท่านเคร่งมาก คืออริยสัจ4 กับมหาสติปฏิฐาน 4

สมุทัย คือความคิดกับอารมณ์ อารมณ์ทุกอย่างอันเกิดจากสัญญา คือการจำได้หมายรู้ อารมณ์อยาก ตัณหา ราคะ ความโกรธ ความผิดหวัง ความทุกข์ ความสุข ความห่วงหาอาลัยอาวรณ์ การปรุงแต่ง ความฟุ้งซ่าน อาการคิดจนหัวจะแตก ความบ้าอำนาจ ความโกรธ ความโลภ ความหลง อารมณ์ทุกชนิดที่วิ่งเข้ามาสะสมที่จิตใจของเรา เรียกว่าสมุทัย(ขยะทั้งหมด) มันจึงเป็นห้องเครื่องใหญ่ที่สะสมกิเลสทั้งหมด จำกันให้ดี เพราะต่อไปจะได้ยินคำนี้อีกจากบท แสงแห่งปัญญา เมื่อสมุทัยมากองรวมสุมๆ กันมากเข้าทุกชาติทุกภพ มันเป็นรากแก้ว ที่แตกรากฝอยกิ่งก้านนับไม่ได้ ยึดอยู่ในจิตของทุกเวไนยสัตว์ แล้วมันก็สร้างอุปาทานขึ้นมาว่า ตัวกู ของกู ยึดมั่นถือมั่น สมุทัยแต่ละเรื่องจิตเอาไปปรุงแต่ง มันมีแต่ทิ่มแทงจิตใจเรา มีแต่เผาไหม้หัวใจเรา ให้มีแต่เห็นแก่ตัว อิจฉาอาฆาต จิตของเราจึงถูกรังแกบีบคั้น ผลคือ ทุกข์ จึงตามมา ทุกข์จึง เกิดจากสมุทัย หรือคือลูกของสมุทัยจำกันไว้ให้ดี สารพัดจะทุกข์ ร้อนไปหมดทั้งกายใจตลอด 24 ช.ม. จนตาค้างนอนไม่หลับ บางคนกิเลสพาฆ่าตัวตายไปเลยก็มี สมุทัยจึงเป็นโรงงานใหญ่ผลิตทุกข์ ให้มนุษย์โดยตรง ธรรมตัวเดียวที่จะรื้อถอนกิเลสทั้งหมด จากสมุทัยลงไป จนกระทั่งเมื่อไหร่ที่เราเลิกยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้ ความคิดโน้นนี้เป็นของเรา เราก็จะพ้นทุกข์ ถ้าเราคิดได้ว่า จริงๆแล้วทุกข์มันก็ไม่เคยมีอยู่ตรงนั้น ทุกข์กับสุข มันของคู่กัน มันเข้าๆออกๆอยู่ตลอดเวลา  วันนึงไม่รู้กี่ครั้ง มันเกิดมาแล้วก็ดับไปเป็นเพียงอาการนึงของจิต มันไม่มีตัวตนจริงๆแก่นหาสาระอะไรก็จับไม่ได้  บางครั้งก็ทุกข์น้านๆ กัดกินกันอยู่นั่นเล่นเอาสุขภาพย่ำแย่  บางทีก็ทุกข์เดี๋ยวเดียว แต่ท้ายสุดมันก็หายไป บางครั้งมันหายไปเองตั้งแต่เมื่อไหร่ เราไม่รู้ตัวก็มี สุขก็เหมือนกัน อาการเดียวกัน สรุปทั้งทุกข์และสุขไม่เคยมีอยู่ตรงนี้ สมควรหรือที่เราจะไปซีเรียดกะมัน ท้ายสุดทิ้งเราไปหมดเหลือเพียงเรากะขันธ์ 5 แต่ไม่นาน มันทั้งทุกข์และสุข และเวทนา ก็พากันกลับมาเยือน จิตใจ และขันธ์ของเราอีก เป็นเช่นนี้ร่ำไป จนกว่าโลกจะแตกสลายมลายลงไปต่อหน้า ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ไม่แตกดับไปกับโลก ทุกข์ กับ สุข กับเวทนา อันเกิดจาก กาย กับใจ ก็จะพากันมาเยี่ยมเราอีก ...จนเมื่อไหร่ที่เราจับมันได้ไล่มันทัน ด้วยแสงแห่งปัญญา คือสติปัญญา ที่ได้จาก ข้อ มรรค การภาวนา จนถึงขั้น ภาวนามัยยะปัญญา(ปัญญาที่ได้จากการภาวนา เท่านั้นที่จะฆ่ากิเลสลงได้) นั่นแหละ เราจึงจะดับมันลงได้ อันนี้ มีมาก่อนที่พระตถาคต ท่านจะตรัสรู้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ท่านรู้มาหมดแล้ว

พระตถาคต เมื่อตรัสรู้ จึงวางแนวทางทิ้งเป็นมรดกให้เราปฏิบัติ เพื่อพ้นทุกข์ ถ้าใครตีตัวทุกข์เพียงตัวเดียวแตกอย่างที่เราอธิบายไว้  ภาษาจานวาง่ายๆว่า ตูไม่สน ตูไม่มอง ใครจะมาใครจะไปในจิต ได้แค่ผ่านมาผ่านไป เรารู้ว่ามันเข้าออก แต่เราไม่รับ เดี๋ยวมันก็ไปอันใหม่ก็มา จะมีความรู้สึกเลยว่า เหมือนคลิ๊ก ดีดนิ้วทีเดียว หรือจับของจากตรงนึงย้ายไปวางอีกตรงนึง แล้วจิตเราก็เบาหวิว ว่างเปล่า ไม่มีทั้งทุกข์ทั้งเวทนา ใครที่ฉลาดแหลมคม ดับทุกข์เพียงตัวเดียว อริยสัจจ 4 สอบผ่าน เรามีหลักของเราว่า ดีต้องละ พระต้องจริง  อยากนิพพาน จะต้องตายก่อนตายจริง คือใช้ชีวิตแบบย้อนกระแส หมดเหมือนคนตายที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมด สมุทัยทั้งหมดนั้นจะห้ามไม่ให้มันเข้าสู่จิต ห้ามไม่ได้เด็ดขาด  แต่เขาใช้วิธี รู้แล้วดับ รู้อะไร แล้ว ดับ รู้แล้วไม่ปรุง  มันคิดอะไรก็ตามรู้ แค่รู้อย่าไปปรุง หรือมันเข้ามาก็ดับไปเอง เราเฉยๆอย่าไปยุ่งกะมัน ...แล้วจิตจะสงบเยือกเย็นเบาสบาย...ยังจัดเป็นมหาสติปฏิปฐาน 4  โดยเอาจิตจับที่จิต คุมมันตลอด ว่ามันจะแส่ส่ายไปทางไหน ดึงกลับทันที ใครชำนาญจะมีความสารถ แทรกตัวสติสมาธิ ลงลึกเข้าไปในจิตของตนเองได้ลึกเท่าลึกคือปราณีตละเอียด เป็นการควบคุมมัน แล้ว จ้องดูมันว่า สูเป็นยังงัย อยู่บ้านหรือเปล่า สบายดีมั๊ย  พอมันขยับจะคิดรัยไปทางไหน ....ปืนจ่อแม่ง...เลย ตาย...สถานเดียวตูไม่ให้ไปเอากันอย่างนี้เลย ....แทรกลงไปให้ลึก ท่านจึงบอกว่า ....ดูใจของตัวเอง หลวงปู่มั่น สั่งนักสั่งหนา ...ดูใจของตนเอง หลวงปู่แหวนก็ ...เอาจิตไว้ที่จิต ทำกันให้ได้  มันจะคิดรัยไปทางไหน รู้เท่าทันมันให้ หมด .....รับประกันยามนั้นกิเลสจะหมอบแล้ว หรือเตรียม เก๊ตแพ๊ก ปากก็ด่าไป อีนี้เพี้ยนตูอยู่ไม่ได้ ไปหาที่ใหม่เกาะดีกว่า...เฮ้อ!!!!

นิโรธ คือความสว่างกระจ่างแจ้ง ความสุขจากการรู้เหตุของทุกข์ รู้จักการดับทุกข์แล้วได้ดับทุกข์นั้นลงแล้ว นิโรธจึงหมายถึงการรู้แจ้งแทงตลอด อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติ เพื่อการพ้นจากทุกข์คือมรรค มรรค คือข้อปฏิบัติหรือเครื่องมือเพื่อใช้ดับทุกข์ มี ศีล ภาวนา สติ ปัญญา ศรัทธาและ ความเพียร  (ศีลอบรม สมาธิ, สมาธิอบรม ปัญญา, ปัญญา อบรมจิต) จะเห็นว่าทุกข์กับสมุทัย ทำงานคู่กัน

มรรคเป็นเครื่องมืองัดฝาหม้อ เพื่อทำลายและปลดปล่อยสมุทัยในหม้อทั้งหมด(โดยใช้ตัวสติปัญญา เข้าทำลายหักล้างกิเลสทุกตัวให้เห็นว่า ทุกความคิดทุกอารมณ์ ผ่านเข้ามาแล้ว ก็ดับไป มันเป็นแค่อาการของจิตอย่าไปบ้ากับมัน)  นิโรธกับมรรคจึงทำงานคู่กัน เพื่อดับทุกข์ ทุกข์คือกำหนดรู้ สมุทัย กำหนดละ นิโรธคือกำหนดแจ้ง มรรคคือข้อปฏิบัติ นี่คือปริยัติสำหรับผู้ปฏิบัติทุกคน จะต้องศึกษาจะต้องรู้ สำคัญมาก พากันจดจำ เพราะถ้าเราเข้าใจที่มาที่ไปของมันได้ เราก็จะดับมันได้ง่ายเข้า หลักมัชชิมาปฏิปทา ความพอดี และทางสายกลาง ออกมาเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง โดยยึดหลักองค์มรรค 8 สัมมาทิฐิ สังมาสังกัปปะฯ เคยให้มาแล้ว  ดีกว่าลงมือปฏิบัติโดยไม่รู้อะไรเลย จึงจัดเป็นหนทางเดียว เพื่อพ้นทุกข์ดับทุกข์ได้ ต่อไปที่สำคัญเป็นอันดับที่ 2 ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ต้องทำ เราขอใช้คำว่า Must จะต้องทำ ถ้าจะขึ้นชื่อว่านักปฏิบัติแล้ว จะขาดมันไม่ได้ มาคู่กับอริยสัจ 4 คือ อิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ใครมีธรรม 2 ข้อนี้ อยู่ในใจ กับยึดมันเป็นหลักในการดำรงชีวิตอยู่ ท่านรับประกันว่า “เรือลำนี้ถึงฝั่งโดยมีมรรคผลนิพพานเป็นที่หมายทุกราย” การงานใดๆ ในโลกนี้จะสำเร็จพบกับความสุขกันเสียที ธรรม 2 ข้อนี้ คืออริยสัจ 4 กับ อิทธิบาท 4 ธรรม 2 ข้อนี้ ทำงานคู่กันเสมอ ทิ้งกันไม่ได้ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งก็จะไม่ถึงเป้าหมาย

ฉันทะ คือความพอใจกระทำในสิ่งที่เราทำอยู่(ปฏิบัติ ภาวนา ) โดยมีศรัทธาอย่างแก่กล้า จนต้องเอาวิริยะเข้าแผ้วถาง เพียรพยายามอย่างหามรุ่งหามค่ำและเป็นนิจสิน ด้วยมีความเชื่อว่า จิตตะ คือเชื่อว่าการฝักใฝ่ ใจจดใจจ่ออยู่กับการกระทำนี้แล้วจะพาเขาพ้นทุกข์ จึงมีความเชื่ออย่างแน่วแน่ ไม่มีทางหักเหออกนอกลู่นอกทางไปเป็นอื่นได้ วิมังสา คือการเอาสติปัญญาเข้าพิจารณาไตร่ตรองดูเหตุดูผลของการกระทำของเรา พิจารณาตามหลักมหาสติปัฐฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ความดีความชอบใดๆ จากทุกบทความขอถวายแด่ พุทธ ธรรม สงฆ์ จากหัวใจของผู้ได้ธรรม หรือแสงแห่งปัญญามาแล้ว แม้จะยังไม่หมดแต่ก็อยู่บนเส้นทาง ระหว่างเดือนพย-มค เราอยู่ซิดนีย์ ติดต่องทางเมล์ได้อย่างเดียว

ติดต่อเราที่ 085-660-2475 053-110-417 www.ajanva.net e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

อมิตาภพุทธ

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------