Get Adobe Flash player

เมื่อมีผู้เสียชีวิตในอเมริกาจะทำอย่างไร คุยกับ‘พัชรีวรรณ ชัยสมบูรณ์’

Font Size:

รายงานพิเศษโดย... เอ็ม&ดี

คุณอาจจะหนีสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ในบางครั้ง แต่คุณไม่อาจหนีความตายได้เลย เพราะวันหนึ่งคุณต้องตาย และคุณสามารถเตรียมตัวตายได้อย่างสง่างามได้ อีกต่างหากด้วย

มีคำถามหลายคำถามว่า เมื่อคนไทยในอเมริกาตายลง เขาจัดทำพิธีศพกันอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง เมื่อวัดไทยไม่มีเมรุเผาผี เขาเผาที่ไหน ติดต่อกับใคร แล้วค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน ลอยอัฐิของผู้ตายเขาทำที่ไหน และถ้าจะส่งศพกลับเมืองไทยล่ะ ต้องผ่านขบวนการอะไรบ้าง ทั้งทางกฎหมายและการขนส่งทางเครื่องบินฯลฯ

บทความนี้ช่วยคุณได้ อย่างน้อยคุณก็อาจตั้งสติได้บ้าง ถ้าคนที่คุณรักหรือญาติพี่น้องต้องถึงวาระจากโลกนี้ไป คุณจะได้ดำเนินการได้อย่างดี แม้จะอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าก็ตาม บทความนี้สรุปเรียบเรียงจากการสนทนากับ “คุณแพ็ท” หรือ คุณพัชรีวรรณชัยสมบูรณ์ ผู้ผ่านการทำงานหลังม่านชีวิตของความตายมานานกว่า 12 ปี โดย เธอทำงานอยู่ที่สุสานฮอลลีวู้ด ฟอร์เอฟเวอร์ (HOLLYWOOD FOREVER CEMETERY เลขที่ 6000 SANTA MONICA BLVD. LA. CA. 90038) สุสานสวยงามที่มีดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังให้ความไว้วางใจในวาระสุดท้ายของเขาที่จะไปทอดร่างอยู่ในสุสานนี้ ดาราดัง ๆ อย่าง รูดอล์ฟ วาเลนติโน พระเอกนักรัก ไทโรน เพาเวอร์ รวมทั้งผู้สร้าง ผู้กำกับหนังระดับโลก อีกหลายคน ใครอยากไปชมความยิ่งใหญ่ก็สามารถซื้อทัวร์ไปชมได้ในราคา 15 เหรียญ คุณน้อง KARIE BIBLE เธอจะพาชม

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ สุสานที่นี่กลายเป็นตำนานของชุมชนไทยไปแล้ว เพราะมี “สุสานไทย” อยู่ภายในบริเวณนั้นด้วย อย่างสง่างามกลางเมืองฮอลลีวู้ด

เมื่อคนไทยเราเสียชีวิตแยกออกได้เป็นเสียชีวิตที่โรงพยาบาล และเสียชีวิตที่บ้าน ส่วนอุบัติเหตุกลางถนนหนทางนั้น เจ้าหน้าที่จะเก็บศพไปไว้ที่แผนกนิติเวชเอง หน่วยงานนี้คนไทยคุ้นหูกับคำว่า CORONER ถ้าเป็นกรณีนี้สามารถไปติดต่อรับศพได้ในเมื่อเอกสารเรียบร้อยแล้ว ศพของคนไทยส่วนใหญ่จะทำพิธีสวดที่วัดไทย สุดแท้แต่จะเป็นวัดไหน เจ้าภาพเป็นผู้กำหนด

คุณพัชรีวรรณ อธิบายส่วนนี้ว่า เมื่อคนที่คุณรักหรือญาติมิตรเสียชีวิตลง โทรศัพท์มาหาเธอได้เลย ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เธอย้ำว่าตลอดเวลา 24 ชั่วโมงจริง ๆ  เธอจะโทรศัพท์กลับไปทันที ถ้ากรณีที่รับไม่ทันและไม่ต้องเกิดความเกรงใจใด ๆ เลย จากนั้นขั้นตอนก็จะดำเนินไปทันทีในลักษณะของมืออาชีพ (PROFESSIONAL) โดยแท้จริง

เมื่อญาติของคุณเสียชีวิตในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลอาจจะเก็บศพไว้ได้ 2 – 3 วัน เพื่อให้คุณได้มีเวลาติดต่อเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าหากมีผู้เสียชีวิตในบ้านที่อยู่อาศัย ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้ศพผู้เสียชีวิตอยู่ในบ้านได้ประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อคุณแพ็ท พัชรีวรรณ ได้รับทราบก็จะดำเนินการไปรับศพมาไว้ยังสถานที่เก็บรักษาของสุสาน ในช่วงนี้ก็จะมีญาติ หรือผู้เป็นสามี – ภรรยา หรือลูก ๆ  หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจก็มาจัดการลงนามในเอกสาร ซึ่งมีรายละเอียดว่าจะฝัง หรือ ฌาปนกิจ (เผา) ถ้าเป็นการเผาก็ต้องมีพยานรับรู้ ซึ่งส่วนใหญ่คุณแพ็ทจะเป็นพยานให้ ส่วนการลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในออฟฟิส คุณแพ็ทก็จะพยายามยืดหยุ่นให้กับคนไทย เพื่อความสะดวก เนื่องจากญาติมิตรอยู่ในระหว่างความทุกข์ ความฉุกละหุก บางทีก็นำเอกสารไปให้ลงนามที่วัด เป็นการลดขั้นตอนของความยุ่งยากได้มาก

พิธีกรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อมีผู้เสียชีวิตย่อมต้องมีการรดน้ำศพ การสวดพระอภิธรรม และสุดท้ายการฌาปนกิจ การเก็บอัฐิ และลอยอังคาร การรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมกระทำที่วัดแน่นอน แต่เนื่องจากวัดไทยทุกวัดในแอล. เอ. และเมืองใกล้เคียงยังไม่มีเมรุเพื่อทำการเผา เนื่องจากขั้นตอน – ระเบียบปฏิบัติตามเทศบัญญัติของเมือง และการจัดสร้างสถานที่ เป็นเรื่องยุ่งยากและละเอียดละออมาก จึงทำให้ผู้เสียชีวิตชาวไทยต้องนำศพไปฌาปนกิจยังสุสานของฝรั่งที่มีเตาเผา ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ของคนไทยในแอล. เอ. ใช้สุสานไทยของฮอลลีวู้ด ฟอร์เอฟเวอร์ คุณแพ็ทเล่าว่า คนไทยเราเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 100 คน และผ่านงานบริการของเธอ ส่วนสถิติการเสียชีวิต อาจจะมากกว่านี้เพราะบางคนอาจนับถือศาสนาอิสลาม หรืออาจจะเป็นคริสเตียน ซึ่งมีสถานที่ ที่รับบริการด้านนี้เป็นจำนวนมาก คนไทยจำนวนหนึ่งอาจไปใช้บริการกันตามสะดวก

ส่วนการนำศพกลับเมืองไทย เสียใบอนุญาตเคลื่อนย้ายแค่ 11 เหรียญ แต่ขั้นตอนยังมีอีกมหึมา ซึ่งจะกล่าวต่อไป

แต่ที่สำคัญคนตายทุกคนต้องใส่โลง ไม่ใส่โลงไม่ได้ เพราะกฎหมายบังคับ จะห่อผ้าขาวจะแบกไปบนแคร่ไม้ หรือ อุ้มไปย่อมกระทำไม่ได้ ดังนั้นบทแทรกตรงนี้ ต้องมาทราบราคาโลงศพกันก่อน ราคาของโลงศพมาตรฐาน ถ้าใช้โลงกระดาษแข็งราคา 150 เหรียญ ส่วนราคาโลงไม้ขัดมันสวยงามหลายสีให้เลือก มีตั้งแต่ราคา 530 เหรียญ ถึง 880 เหรียญ แค่นี้ก็ดูหรูงามแล้ว แต่ถ้าใคร (ญาติ) ต้องการหรูหราขึ้นมาอีกระดับ หากตกแต่งงดงามวาววับราคาเริ่มตั้งแต่ 1140 เหรียญ ไปจนถึง 1850 เหรียญ รุ่นหรูหรานี้จัดเป็นรุ่นยอดนิยมของคนไทย – คนลาว และเพื่อนบ้านเอเชีย เพราะใช้โลงศพรุ่นนี้กันมากเป็นพิเศษ แต่ทุกโลงไม่ว่าจะราคา 150 เหรียญ หรือราคาแพงระยับระดับไหน ๆ  ล้วนแล้วแต่จะต้องถูกเผาไปพร้อมกับเจ้าของร่างที่นอนในโลงนั้น เหมือนกันหมด ไม่มีการนำโลงเก็บไว้มาเวียนเทียนขายให้กับศพอื่น ๆ เป็นอันขาด

คำถามระดับถัดมา ถ้าหากจะฌาปนกิจแบบประหยัดทำได้อย่างไรบ้าง คุณแพ็ท พัชรีวรรณ ตอบคำถามนี้ว่า กรณีที่ไม่จัดงานสวดและไม่มีพิธีรีตองใดๆ เลย ทางสุสานของคุณแพ็ทจะเป็นผู้ช่วยจัดการเรื่องเอกสารการของอนุญาตเผา แจ้งกับทางเทศบาลเมือง กำหนดวันที่จะเผา ซึ่งจะมีพร้อมกับใบแจ้งกำกับจากแพทย์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า เป็นการเสียชีวิตโดยธรรมชาติ โดยโรคภัยไข้เจ็บ หรือสาเหตุอื่นๆ  เช่น กรณีที่ทางแผนกนิติเวช (CORONER) เก็บศพไป ทางแผนกนิติเวชก็จะมีแพทย์รับรองมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งกรณีเสียชีวิตลักษณะนี้ คุณแพ็ทเล่าว่ามีไม่มากนัก นานๆ จะพบสักครั้ง ค่าใช้จ่ายแบบประหยัดที่ว่านี้ เผาเสร็จสรรพเรียบร้อยในราคา 1,050 เหรียญ บวกกับค่าโลงกระดาษที่ว่านี้อีก 150 เหรียญ รวมเบ็ดเสร็จ 1,200เหรียญ ญาติมิตรไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับการพิธีใด เหมือนกับอีกแบบหนึ่ง คือ เป็นการประหยัดเช่นกัน แต่มีญาติมิตร ลูกหลาน คนในครอบครัวมาร่วมในพิธีเรียบๆ ง่าย ดังว่า เขาอนุญาตให้ไปร่วมได้ประมาณ 10 คน แต่จะไม่มีการเปิดโลงศพให้เห็นผู้ตาย เหตุเพราะว่าจะไม่มีการอาบน้ำศพ ไม่มีการแต่งตัว รวมทั้งไม่ได้ฉีดยาเพื่อรักษาสภาพของศพอีกด้วย สนนราคาของการเผาประเภทนี้ เบ็ดเสร็จ 1400 เหรียญ วันรุ่งขึ้นมารับอัฐิ (กระดูก) ได้เลย ส่วนจะเอาไปแบ่งแจกแก่ญาติหรือลูกหลานหรือเอาไปบรรจุในธาตุเจดีย์ที่ไหนก็ค่อยตกลงกันเอง หรือจะฝากไว้ที่สุสานของคุณแพ็ทก่อนก็ได้

                อีกพิธีหนึ่งที่คนไทยคนลาวและเพื่อนๆ บ้านเอเชีย นิยมจัดพิธีศพก็คือ การจัดการแบบ “เต็มพิธี” (ตามแบบฉบับแอล.เอ. สไตล์) คือ เมื่อสุสานฯ หรือคุณแพ็ทได้รับทราบว่ามีผู้จากไปก็จะเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารจากแพทย์ จากเจ้าหน้าที่ มีใบมรณบัตร เมื่อได้ศพมาแล้ว ก็จะทำการอาบน้ำทำความสะอาด จากเจ้าหน้าที่ระดับปริญญาบัตรด้านนี้ทุกอย่างกระทำอย่างทนุถนอม ทั้งสุภาพและการสัมผัสอย่างให้เกียรติอย่างสูง หลังจากนั้นจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ มีการฉีดยารักษาสภาพของศพ จากนั้นก็จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ผู้ตายรักและชอบสวมใส่เมื่อมีชีวิต (โดยญาติจะนำมาให้) จากนั้นจะตกแต่ง เมคอัพใบหน้า – มือ ให้ดูราวกับมีชีวิตจิตใจ เท่าที่สามารถจะทำได้ มีการเขียนคิ้ว ทาลิปสติค สำหรับสตรี พร้อมกับลงพื้น แต่งหน้าให้สวยงาม ก่อนจะนำร่างไร้วิญญาณไปปรากฎในงานรดน้ำศพ หรืองานสวดพระอภิธรรมดังที่เราเห็นกัน

                ค่าใช้จ่ายของงานศพระดับนี้เริ่มจากราคา 2,750 เหรียญ ราคานี้รวมค่าไปรับศพ-ค่าเอกสาร และ การเก็บรักษา ซึ่งคุณแพ็ทบอกว่า ทางสุสานฮอลลีวู้ดสามารถดูแลรักษาไว้ให้ในราคานี้ถึง 5 วัน นั่นหมายความว่าจากวันไปรับศพ นำไปสวดพระอภิธรรม และนำมาฌาปนกิจที่สุสาน แต่ถ้าใครอยากยืดเวลาในการรักษาศพไว้ต่อไปอีก คือยังไม่เผาหลังจากวันที่ 5 ไปแล้ว ทางสุสานคิดค่าดูแลรักษาวันละ 200 เหรียญ ราคาในการเก็บรักษาหลัง 5 วันไปแล้ว คุณแพ็ท บอกว่าถ้าติดขัดในค่าบริการขอให้บอก เธอยินดีจะช่วยอย่างเต็มที่ โดยแจ้งกับทางสุสานฯ ที่เธอสังกัด ระบุความจำเป็นที่ต้องเก็บรักษาไว้นานกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ทางสุสานฯ ก็อนุเคราะห์ ให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างดีมาโดยตลอด คุณแพ็ท เล่าว่าเป็นเรื่องน่าเห็นใจ เพราะเมื่อมีญาติมิตรเสียชีวิต นอกจากเป็นเหตุการณ์ที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้มาถึง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย

 “พวกเราญาติพี่น้องอยู่เมืองนอก ก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว ต้องหยุดงานขาดรายได้ ถ้าต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการทำศพมากๆ ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก เราจึงต้องหาทางช่วยเหลือ บางที่เก็บศพไว้ 10 วัน หรือ 12 วัน เราก็ช่วยโดยไม่ได้เรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มก็มี” คุณแพ็ทกล่าว

คำถามที่คนไทยส่วนใหญ่ถาม ก็คือ การนำศพไปวัดไทยฯ เพือทำพิธีรดน้ำศพ และทำพิธีสวด ทางสุสานฯ คิดรวมกับค่าใช้จ่ายที่เล่าไว้ตอนต้นหรือไม่?

คำตอบก็คือญาติของผู้ตายต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มถ้านำศพไปสวดที่วัดไทยฯ  ต้องจ่ายเพิ่ม 1000 เหรียญ เพราะจะต้องนำรถลิมูซีนพร้อมเจ้าหน้าที่อีก 4 คน ที่เป็นค่าใช้จ่าย โดย 2 คน รอรับศพหลังเสร็จพิธีที่สุสาน อีก 2 คน ก็ไปกับศพผู้ตายที่วัดไทย พร้อมใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายศพ ผู้ตายจะมีชื่อและทะเบียนย่อติดอยู่ที่ข้อมือตรงกับเอกสารที่ถือกำกับไป ต้องไปถึงวัดไทย  หรือสถานที่ทำพิธีอื่นๆ ในเวลา 6 โมงเย็นและสิ้นสุดในเวลา 3 ทุ่ม เราจะสังเกตได้ว่างานสวดพระอภิธรรมของผู้เสียชีวิตชาวไทย ไม่เคยเสร็จสิ้นในเวลา 3 ทุ่ม หรือ 21 นาฬิกาเลย มีแต่เกินเลยเวลา เพราะพิธีกรรมและการดำเนินรายการของชาวไทยที่เป็นกันเอง โดยที่คุณแพ็ทได้ทำให้เกิดความยืดหยุ่นอย่างมาก แม้เจ้าหน้าที่ของสุสานฯ อีก 2 คน ที่รอการตรวจรับ และจัดเก็บผู้ตาย อาจรอการกลับจากนำไปสวด หลังเวลา 4 ทุ่มไปแล้วก็ตาม ข้อนี้ก็เป็นความมีน้ำใจงดงามของคุณแพ็ทอีกเช่นกัน ที่เข้าใจจิตวิญญาณของชุมชนไทยได้อย่างมาก แม้จะต้องรับภาระในการตอบคำถามแทนชุมชนไทย กับทางสุสานฮอลลีวู้ดฯ ก็ตาม

เรียนไว้ตรงนี้อีกนิดว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีรดน้ำศพ เงินถวายวัด ติดกัณฑ์เทศน์ (สวดพระอภิธรรม) ถวายพระที่มาสวด ค่าดอกไม้ ธูป – เทียน  ค่าน้ำชา – กาแฟ – อาหารว่าง – น้ำดื่ม ค่าคนครัว ฯลฯ  เจ้าภาพจะเป็นผู้จัดการ โดยไม่รวมกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับทางสุสานฮอลลีวู้ด ดังจะเห็นได้ว่า การนำศพไปทำพิธีที่วัด จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อยเลย

บทแทรกอีกประเด็นตรงนี้ก็คือ ถ้าคนไทยไม่มีญาติจริง ๆ  เป็นศพอนาถาว่างั้นเถอะ ชุนชนไทยเรายังมีมูลนิธิวัดไทยลอสแอนเจลิส คอยรับมือช่วยเหลือ และแน่นอนยิ่ง อาจจะต้องใช้ระบบประหยัด ดังที่กล่าวมาตอนต้นในสนนราคาพันเหรียญเศษ ๆ

สำหรับวันฌาปนกิจ ซึ่งเป็นวันสำคัญของญาติพี่น้องผู้ตาย ศาลาสวดพระอภิธรรม และการกล่าวอำลาเป็นครั้งสุดท้ายให้กับผู้ตายนั้น ทางสุสานฮอลลีวู้ดฯ  มีศาลาขนาดกลาง สวยงาม รายรอบไปด้วยต้นไม้สีเขียว โดยด้านขวามือด้านใสสุดเป็นเตาเผาไฟฟ้า จัดเป็นเตาเผาที่ถูกกฎหมายและทันสมัย โดยจะมีควันที่เกิดจากการเผาไหม้ผ่านท่อใต้ดิน ส่วนทางปล่องของเมรุจะมีเพียงกระไอของความร้อนจากไฟฟ้าแรงสูงเท่านั้น โดยปราศจากควันและกลิ่นใด ๆ ทั้งสิ้น

ระหว่างครึ่งของพิธีฌาปนกิจ พระสงฆ์สวดพระอภิธรรมและชักผ้าบังสุกุล ทางสุสานได้จัดทำวิดิโอ ฉายภาพของผู้ตายประมาณ 20 -25 ภาพ เป็นภาพอดีตพร้อมกับดนตรี หรือบทเพลงที่ผู้ตายชื่นชอบ (โดยสอบถามจากญาติๆ ) แล้วจากนั้นเสร็จพิธี โดยรวมบรรดาญาติๆ  หรือคนสนิทๆ เท่านั้นจะไปร่วมพิธีเผาจริงๆ ในห้องเผา ที่มีช่องแคบขนาดโลงสอดเข้าไปได้ โดยพระสงฆ์จะนำขบวนไปยังเตาเผาที่เราอาจจะเรียกว่าจิตกาธาน หรือ ศัพท์ชาวบ้านอย่างเราเรียกว่า “เชิงตะกอน” ก็ได้ เมื่อญาติผู้ตายกดปุ่ม โลงศพจะถูกเลื่อนเข้าไปในช่องที่เปิดไฟฟ้าแรงสูงรอไว้แล้ว ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจ แล้วรอไปอีก 12 ชั่วโมง ก็สามารถมาเก็บอัฐิได้

เรื่องของการเก็บอัฐิ  ซึ่งเกือบจะเป็นพิธีกรรมสุดท้ายของการจากไปของคนที่เรารัก คุณแพ็ทจะรับมอบอัฐิ หรือกระดูกผู้ตายจากเจ้าหน้าที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม ขนาดกระทัดรัด ผู้ตายจะรูปร่างใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่เหลือจะมีลักษณะป่นเป็นผงสีขาว ๆ อมเทา มีน้ำหนักแค่ 5 ปอนด์ ถึง 8 ปอนด์ เท่านั้น ญาติสามารถมารับได้หลังจากฌาปนกิจไปแล้ว 24 ชั่วโมง หรือจะให้คุณแพ็ทเธอไปส่งให้ที่ไหนก็ได้ แต่จะต้องมาลงนาม เซ็นต์รับอัฐิไป อาจจะกล่าวคำรับด้วยใจ หรือ จุดธูปสักหนึ่งดอกบอกกล่าวกันบ้างว่าจะรับไปไหน ก็คงไม่ผิดกติกาใด ๆ กระมัง

แต่ส่วนใหญ่จะนำกระดูกไปแบ่งลูกหลาน หรือ สามี – ภรรยา บรรจุในสถูป หรือเจดีย์เล็ก ๆ  เอาไว้ระลึกถึง หรือเก็บเอาไว้เป็นเคล็ดว่าผู้ตายไม่ได้จากไปไหน อีกส่วนหนึ่งก็จะนำไปลอยอังคารในทะเล หรือมหาสมุทร คุณแพ็ทเล่าว่า ทางสุสานฮอลลีวู้ดรับจัดทำให้ ส่วนญาติ ๆ สามารถไปร่วมงานได้ถึง 30 คน โดยเสียค่าเรือเพื่อนำอัฐิและญาติ (อีก 30 คน) ออกไปบริเวณปากอ่าวของมหาสมุทรแปซิฟิก ย่าน ซาน เปโดร เสียค่าเรือ 595 เหรียญ ในราคาเหมา ส่วนค่าทิปกัปตัน (คนขับเรือ) และดอกไม้ เจ้าภาพจ่ายได้ตามอัธยาศรัย ระยะทางที่ออกไปประมาณ 3 – 5 ไมล์ การนำอัฐิไปลอยอังคารดังว่าต้องมีใบอนุญาตเช่นกัน จู่ ๆ จะเอากระดูกไปโปรยลงทะเล ถ้าเจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่า (COST GARD) พบเข้าอาจถูกใบสั่งได้ ใบอนุญาตที่ว่านี้ทางสุสานฯ จะออกให้เช่นกัน

แล้วก็มาถึงส่วนที่แพงสุด ๆ  ของบทความนี้(หมายถึงค่าดำเนินการศพ มิใช่ค่าเขียนบทความ)  คือการส่งศพกลับเมืองไทยเหตุที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก็คือ มีขั้นตอนมากขึ้น และต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับสายการบินนั่นเอง นับว่าราคาแพงน่าใจหาย

คุณแพ็ทจำแนกให้ฟังว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งศพกลับเมืองไทย ทางสุสานฯ คิดในราคาที่ประหยัดกว่าที่อื่นแล้ว ก็ยังมีราคาสูงอยู่ คือคิดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งศพในราคา 6,500 เหรียญ เนื่องจากขั้นตอนและการดำเนินงานที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นของรัฐบาล เช่น ใบอนุญาตการนำศพออกนอกประเทศ การเคลื่อนย้ายศพ และหน่วยงานของเทศบาลเมือง ตลอดจนกรมการอนามัย (HEALTH DEPARTMENT)  ศพที่จะนำออกนอกประเทศจะต้องผ่านการตรวจโรค การฉีดยาเพื่อรักษาสภาพศพ ผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วเป็นต้น  จากนั้นศพจะบรรจุลงในโลงเหล็กอย่างแน่นหนา ซึ่งเป็นโลงจำเพาะสำหรับจัดส่งทางเครื่องบิน สนนราคา 2000 เหรียญ ต่อโลง ส่วนค่าทำศพตกแต่งรวมค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย – ค่ารถ ค่าใบอนุญาตอยู่ในราคา 2000 เหรียญ ต่อไปก็คือราคาค่าตั๋วเครื่องบิน หรือค่าระวางราคา 2000 เหรียญ โดยประมาณ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าถาดที่เรียกว่า INTERNATIONAL PLATE ของสายการบินอีก 500 เหรียญ อีกด้วย

ดังนั้นประเด็นส่งศพกลับเมืองไทย จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมส่งศพกลับไปฝังหรือเผา หรือทำพิธีที่เมืองไทยมากนัก คุณ

แพ็ทเล่าว่าเฉลี่ยปีละ 10 รายเท่านั้น ที่ญาติ ๆ ต้องการให้นำกลับเมืองไทย ซึ่งส่วนมากจะนำไปฝังยังฮวงซุ้ย ที่ได้ตระเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

คุณแพ็ท พัชรีวรรณ ชัยสมบูรณ์ อดีตนักศึกษาแผนกภาษาต่างประเทศ ของบพิตภิมุขวิทยาลัย ผู้เคยทำงานด้านบัญชีมาก่อน แต่ชีวิตหักเห เพราะการที่เคยไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือกิจการด้านนี้มา  จนปัจจุบัน เธอเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวไทย ลาว – เขมร และ เพื่อนนานาชาติว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหน้าของการจากไปของคนในสังคม ในนิยามของการให้ความช่วยเหลือ ให้ความสะดวก เพื่อให้การจากไปของคนที่ท่านรัก คนที่เราใกล้ชิดมีความถูกถ้วนสมบูรณ์ และนำเดินไปอย่างเรียบร้อยสง่างาม เรียบง่าย กินใจ เธอเคยร่วมงานกับสุสานอื่นๆ ในย่านวิดเดียร์ ที่ชื่อ “คูบาตะนิเกล” ของมิสเตอร์ซูซูกิ (ผู้เขียนไม่ทราบชื่อต้น) จนปัจจุบันเธอประจำทำงานอยู่ที่สุสานฮอลลีวู้ดฟอร์เอฟเวอร์ ในตำแหน่ง THAI DIRECTORมากว่า 12 ปี ที่นั่นเรียกเธอว่า “แพ็ทซี่” (PATSY) หมายเลขโทรศัพท์ (323) 469 – 1181 มือถือ (310) 991-4440 หรือที่บ้าน (818) 985 – 9289 หมายเลขเหล่านี้คุณควรจดใส่สมุดไว้ อาจช่วยคุณได้ในยามฉุกเฉิน

จนช่วงสุดท้ายเราคุยกันถึง เวลาของอนาคต ว่าทำอย่างไร เรา (หมายถึง ชุมชนไทยและวัดไทยฯ ) จะมีเมรุเผาศพ ซึ่งอาจจะเป็นสาขานอกเมืองออกไป จวบจนอีกเมื่อไหร่เราจะมีของเราเองบ้าง เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นของคนไทย คุณแพ็ทยังเอ่ยต่อไปว่าอนาคตอีกไม่ช้า เธออาจจะรีไทร์ตัวเองเพราะอายุเพิ่มมากขึ้น เธออยากให้มีคนมาสืบต่อทำงานด้านนี้แทนตัวเธอ ดังนั้นใครอยากอยู่ใกล้กับความตาย และอยู่ใกล้ชิดกับร่างไร้วิญญาณ และท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติมิตร ก็ต้องถามไถ่เธอดู เผื่อว่าคุณอาจจะเป็นผู้หนึ่งที่สืบทอดงานด้านนี้แทนเธอได้ นั่นหมายความว่า คุณต้องไปเรียนและรับการอบรมงานด้านต่าง ๆ จนกระทั่งมีใบประกอบวิชาชีพในสาขานี้ได้นั่นเอง

เธอเล่าว่า”หลวงเตี่ย”(พระธรรมราชานุวัตร อดีตพระเถระผู้ใหญ่ผู้พัฒนาสังคมไทยในแอล.เอ.) เคยปรารถกับเธอว่าอยากให้ทางวัดไทยได้จัดหาสถานที่เผาศพให้เป็นของวัดอย่างถาวร เช่นสุสานฝรั่งทั่ว ๆ ไปบ้าง ท่านคุยกับเธอในงานศพของอุบาสิกาวัดไทย ฯ ที่ชื่อคุณป้าบุญมี ปุรณะ แล้วอีกไม่นานหลวงเตี่ยท่านก็มรณภาพ ทิ้งคำปรารถและความห่วงใยสังคมไทยไว้ให้คุณแพ็ทได้คิดทบทวนอยู่ตลอดเวลาจนบัดนี้

คุณแพ็ท พัชรีวรรณ เธอเป็นคนน่ารัก กับทั้งเธอไม่ใช่สัญลักษณ์ใด ๆ ของความตาย แต่ในบางครั้งด้วยไมตรีจิตรอันอบอุ่น และความห่วงใยเพื่อน ๆ น้องๆ  เธอไปเยี่ยมเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยในโรงพยาบาลก็ทำให้โกลาหลได้ ท่ามกลางความเฮฮา เพราะเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่เธอไปเยี่ยมไข้ ต่างระล่ำระลัก รีบปฏิเสธเป็นพัลวันว่ายังสบายดีอยู่ อาการดีขึ้นแล้ว อีก 2 – 3 วันก็จะกลับบ้าน พี่อย่าเพิ่งรีบมาอะไรทำนองนั้น จนกาลเวลาต่อมาคุณแพ็ทไม่ค่อยจะกล้าไปเยี่ยมเยียนใครที่โรงพยาบาล เพราะกลัวการเข้าใจผิดว่างั้นเถอะ

ตบท้ายอีกเรื่อง สำหรับการตายของคนไทยอีกประเภทหนึ่ง คือ ตายไปเป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์ ( มอบศพให้กับโรงพยาบาลที่มีคณะแพทย์ศาสตร์)  คุณแพ็ทเล่าว่าประเภทนี้มีเพียง หนึ่งเปอร์เซนต์เท่านั้น คุณแพ็ทกล่าวว่า นับเป็นการเตรียมตัวตายล่วงหน้าอีกประเภทหนึ่งที่มีคุณค่า

แล้วคุณล่ะ ได้เตรียมตัวในการจากไปบ้างแล้วหรือยัง

เพราะไหนๆ เราทุกคน ก็หนีสภาวะนี้ไม่พ้น การเตรียมตัวที่ดีจึงเป็นการตายที่มีคุณค่าเช่นกัน ส่วนท่านผู้อ่านที่อยากรู้เรื่องการตายอย่างละเอียดละออในทัศนะของไทยอาจหาอ่านได้จากหนังสือเรื่องประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ในเล่มที่ว่าด้วยเรื่องของความตาย เป็นนิพนธ์ของท่านเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับทุกบททุกตอนเกี่ยวกับความตายเอาไว้อย่างที่ไม่มีผู้ใดเขียนได้อย่างละเอียดเช่นนี้มาก่อน

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ สวัสดี.